ธุรกิจภูธรขอของขวัญปีใหม่ ลดค่าไฟฟ้า-ทีมเศรษฐกิจมืออาชีพ

วิเชียร เจนตระกูลโรจน์-มิลินทร์ วีระรัตนโรจน์-สมชาย ทองคำคูณ-สมพล ชีววัฒนาพงศ์
วิเชียร เจนตระกูลโรจน์-มิลินทร์ วีระรัตนโรจน์-สมชาย ทองคำคูณ-สมพล ชีววัฒนาพงศ์

นักธุรกิจภูธรประสานเสียงขอของขวัญปีใหม่ อันดับแรกอยากให้ช่วยลดค่าไฟฟ้า ถูกเรียกเก็บโหดทำต้นทุนผลิตสินค้า-บริการพุ่งพรวด หลังเลือกตั้งอยากได้รัฐบาลชุดใหม่ที่ไม่ใช่ทหาร มีทีมบริหารเศรษฐกิจแบบมืออาชีพ แก้ปัญหาแต่ละพื้นที่ ไม่เหมาเข่ง ใช้นโยบายเศรษฐกิจแบบเดียวกันทั้งประเทศ

จี้รัฐแก้ปัญหา ศก.แบบมืออาชีพ

นายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ จ.อุดรธานี กล่าวถึง “ของขวัญ” ที่อยากได้จากรัฐบาลในปี 2566 ว่า เรื่องแรกก็คือ อยากให้รัฐบาลลดค่าไฟฟ้าและเร่งทำ one stop shopping ที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมการท่องเที่ยวดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาให้มากที่สุด

ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่โดยไม่ต้องลงทุน เพราะถ้าเกิดการจับจ่ายใช้สอยทุกอย่างจะดีตามไปด้วย อีกอย่างนักท่องเที่ยวจีนจะทะลักเข้าประเทศไทยในปีนี้ ถามว่ารัฐบาลมีแผนพร้อมที่จะรับนักท่องเที่ยวจีนหรือยัง

“ตอนนี้คนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ หลังจากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลงไป ทุกอย่างที่จะยกระดับชีวิตผู้คนมันสร้างได้และมีความหวังที่เป็นไปได้ดีกว่านโยบายฝันเฟื่อง ขณะเดียวกันอยากได้รัฐบาลใหม่ จะใครก็ได้ที่เป็นมืออาชีพ โดยไม่จำเป็นว่าต้องคนใหม่ หรือคนเก่า กลุ่มไหนพรรคไหนก็ได้

ขอแค่ไม่เล่นเกมการเมือง แล้วต้องเข้ามาบูรณาการทำงานให้เป็น ทำงานให้เต็มประสิทธิภาพ ตัวอย่าง เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานครที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบัน” นายมิลินทร์กล่าว

ด้านนายสวาท ธีระรัตนนุกูลชัย ประธานบริษัทในเครือ เอ็งจุ่งฮวดคอร์ปอเรชั่น ตัวแทนจำหน่ายโทรศัพท์และผู้ให้บริการ AIS กล่าวว่า อยากได้รัฐบาลที่มีทีมบริหารที่มีความเข้าใจเศรษฐกิจมากขึ้น เพราะจะช่วยกันขับเคลื่อนธุรกิจไปได้มากกว่าปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็อยากให้รัฐบาลแก้ปัญหาการขึ้นราคาค่าไฟด้วย ซึ่งจะช่วยลดภาระประชาชน และเป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจ

“อยากให้รัฐบาลมองภาคธุรกิจมากขึ้น เพราะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เท่าที่เห็นในทุกวันนี้ รัฐบาลมองเห็นแต่รัฐบาลด้วยกันเพียงอย่างเดียว เช่น เพิ่มคนทำงานในองค์กรรัฐมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่ต้องลดไซซ์ระบบราชการลง และมุ่งใช้เทคโนโลยีเพิ่มขึ้น

ขอให้นำเงินที่ใช้กับองค์กรภาครัฐมากระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่า ที่สำคัญอีกอย่างคืออยากให้รัฐมองความเป็นจริงของเศรษฐกิจในแต่ละพื้นที่ ว่าแต่ละเมืองเป็นอย่างไร และต้องบริหารจัดการอย่างไร ไม่ใช่มองภาพรวมแล้วใช้นโยบายเดิม ๆ” นายสวาทกล่าว

ขอรัฐบาลใหม่ที่ไม่ใช่ทหาร

นายประกอบ ไชยสงคราม ผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง บริษัท ยงสงวนกรุ๊ป จำกัด จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า ในฐานะผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง ของขวัญปีใหม่ที่อยากได้จากรัฐบาลก็คือ “อยากได้รัฐบาลใหม่” ที่มีส่วนผสมของนักธุรกิจและคนรุ่นใหม่ มากกว่า “รัฐบาลทหารทั้งหมด” เพราะจะทำให้เกิดวิธีคิดใหม่ ๆ สอดคล้องกับการทำงานยุคสมัยใหม่ และสามารถเกิดการพูดคุยกันได้กับหลายกลุ่มมากขึ้น

“ไม่ใช่รัฐบาลยุคปัจจุบันไม่ดี แต่อยากให้ผสมผสานกัน ส่วนรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาในอนาคต ก็ต้องมองถึงข้อดี-ข้อเสียของนโยบายเก่าที่รัฐบาลชุดปัจจุบันทำไว้ด้วย บางนโยบายหรือบางโครงการที่เกิดผลดีต่อประชาชน

เช่น โครงการประชารัฐ อย่าไปยึดติดว่านี่คือแบรนด์ของพรรคการเมืองใด เพราะกว่าจะได้มาถึงโครงสร้างขนาดนี้หมดเงินไปหลายล้านมาก ฉะนั้นเก็บมันไว้เถอะครับ จะเรียกเป็นอย่างอื่นก็ได้ แต่อย่ายกเลิกเพียงเพราะเรียกบัตรประชารัฐ”

อย่างไรก็ตาม โครงการบัตรประชารัฐ กับโครงการคนละครึ่ง ถือเป็นโครงการที่ดีของรัฐบาลยุคปัจจุบัน ที่พยายามสร้างให้ธุรกิจคนไทยเติบโตขึ้น ดันให้พ่อค้าแม่ค้ารายเล็กรายใหญ่ตามตลาดนัดจนถึงรถเข็นข้างทางฟื้นคืนชีพ สามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการห้างขนาดใหญ่ เช่น บิ๊กซี, โลตัส, แม็คโคร ซึ่งกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศได้

ทั้งดึงคนจากออนไลน์ (online) ลงมาถึงออนไซต์ (on-site) ทำให้คนไทยที่ไม่เก่งเรื่องเทคโนโลยีเรียนรู้การขายของออนไลน์เป็น โดยเฉพาะช่วงเกิดโควิด-19 ทว่าโครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่รัฐแจกเงินให้กับชาวบ้าน ถึงจะช่วยต่อลมหายใจให้ผู้คนที่ลำบากและมีชีวิตรอดในยามยาก แต่คำว่า แจกเงิน ให้เท่าไหร่ก็คงไม่พอ

โจทย์ใหญ่สุดขอลดค่าไฟฟ้า

ด้านนายวิเชียร เจนตระกูลโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีฟ้าโฟรเซนฟู้ด จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเบเกอรี่และโฟรเซนโด (Dough) รายใหญ่ของประเทศ ภายใต้แบรนด์ “ศรีฟ้าและสุธีรา” กล่าวว่า ในมุมมองของภาคธุรกิจและผู้ประกอบการ สิ่งแรกที่อยากได้จากรัฐบาลเป็นของขวัญปีใหม่ก็คือ เรื่องการปรับค่าไฟ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไข

เพราะปัจจุบันค่าไฟแพงขึ้นมาแล้วระดับหนึ่ง สัญญาที่รัฐซื้อไฟมาแพงแล้วมาโยนให้ประชาชนรับผิดชอบนั้น “มันไม่มีความเป็นธรรมแต่อย่างใด” ยกตัวอย่าง การใช้ไฟของภาคเกษตร ที่ต้องสูบน้ำหรือปั๊มน้ำเพื่อปลูกพืช ต้องจ่ายค่าไฟเพิ่มขึ้นจากปกติมากกว่า 300 บาท/เดือน

“เรื่องค่าไฟจะส่งผลกระทบทำให้ต้นทุนราคาสินค้าอุปโภคบริโภคสูงขึ้น โดยไม่สอดคล้องกับค่าแรงขั้นต่ำ ฉะนั้นปีใหม่อยากให้รัฐแก้ไขเรื่องการขึ้นค่าไฟประเด็นหลัก และผมไม่คัดค้านกับการขึ้นค่าแรงเลย ทุกอย่างเป็นไปตามกลไกของระบบ

เพราะปัจจุบันผู้ประกอบการก็จ้างแรงงานมากกว่าค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้ว ถ้าไม่จ้างมากกว่าก็ไม่ได้คนมาทำงาน อีกอย่างประชาชนคนรากหญ้าที่ได้ค่าแรง 500 บาท/วัน ก็ยังอยู่กันลำบาก เพราะค่าครองชีพสูงขึ้น ถ้าพูดกันจริงจัง ค่าแรง 600 บาท/วัน เกิดขึ้นก่อนปี 2570 แน่นอน” นายวิเชียรกล่าว

“ส่วนของขวัญปีใหม่อีกอย่างที่อยากได้มากที่สุด รองลงมาจากเรื่องค่าไฟฟ้า ก็คืออยากได้รัฐบาลใหม่ ที่มีความสามารถและแนวคิดใหม่เข้ามาแก้ไขสัญญาบางอย่างของรัฐที่ไม่เป็นธรรมต่อประชาชน ซึ่งผู้ประกอบการภาคธุรกิจน่าจะคิดเห็นเหมือนกันว่า รัฐบาลปัจจุบันไม่สามารถส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศไทยได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ อย่างที่เคยรุ่งเรืองก่อนที่จะถูกทำรัฐประหาร

ทุกกิจกรรมที่สร้างขึ้นมาไม่ตรงนโยบายหรือเรียกได้ว่า “เกาไม่ถูกที่คัน” รัฐธรรมนูญใหม่ก็เขียนเอาไว้ว่า การเลือกรัฐบาลจะต้องมีเสียงจาก ส.ว. 250 เสียง แต่ ส.ว.เหล่านั้นถูกแต่งตั้งเข้ามาเอง และไม่ใช่เสียงของประชาชน ดังนั้นจะเรียกว่ารัฐบาลชุดนี้มาจากการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยไม่ได้ เพราะไม่ได้มาจากประชาชน ขณะที่การเลือกตั้งแท้จริงเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น” นายวิเชียรสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจากรัฐบาลชุดปัจจุบัน

นายสมพล ชีววัฒนาพงศ์ กรรมการบริหาร โรงแรมนิว ซีซัน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดสงขลา กล่าวถึงของขวัญที่อยากได้จากรัฐบาลเร็วที่สุดก็คือ เรื่องค่าไฟฟ้า เพราะการปรับค่าไฟสูงขึ้นจะส่งผลกระทบกับนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการ นอกจากนี้อยากให้หาทางปรับเพิ่มเที่ยวบินของสายการบินทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวได้มากขึ้น ปัจจุบันสายการบินยังกลับมาบินไม่ได้เต็มที่

ส่วนนายมงคล สุขเจริญคณา ผู้ประกอบการธุรกิจประมง อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม และประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย กล่าวถึงสิ่งที่ชาวประมงอยากได้เป็นของขวัญจากรัฐบาลว่า ขอให้เร่งปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย พ.ร.ก.การประมง พ.ศ. 2558 และปัญหาการรับซื้อเรือคืนที่รัฐบาลรับปากไว้กับชาวประมง
เหนือขอ “ซอฟต์โลน” แก้หนี้

นายสมชาย ทองคำคูณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ชัยพัฒนาขนส่งเชียงใหม่ จำกัด ผู้ให้บริการธุรกิจขนส่งรถโดยสารประจำทางสายเหนือ (กรีนบัส) และรองประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ปีใหม่ 2566 อยากเสนอให้รัฐบาลอัดฉีด “สินเชื่อก้อนใหม่” เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการภาคธุรกิจในการแก้ปัญหาหนี้

เนื่องจากวิกฤตโควิด-19 ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ภาคธุรกิจขาดทุนมาโดยตลอดและมีหนี้สินสะสมเพิ่มมากขึ้น ยังไม่สามารถปลดหนี้ได้หมด ขณะที่สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (soft loan) ที่ได้กู้มาก่อนหน้านี้ “ก็ยังไม่เพียงพอ” ซึ่งขณะนี้มีความจำเป็นต้องเร่งฟื้นฟูและปรับปรุงกิจการ เพื่อรองรับภาคเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่เริ่มฟื้นตัว แต่ไม่มีเงินมาลงทุนใหม่หรือปรับปรุงกิจการ

ส่วนนายจักริน วังวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชาระมิงค์ จำกัด จ.เชียงใหม่ และประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า อยากเรียกร้องให้รัฐบาลอนุมัติการขยายระยะเวลาให้บริการทางการบินของท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ จากเที่ยงคืนไปถึงตี 2 เพื่อรองรับเที่ยวบินต่างประเทศที่ต้องการบินตรงเข้ามายัง จ.เชียงใหม่ มากขึ้น โดย กรอ.จังหวัดเชียงใหม่ได้เสนอเรื่องนี้ผ่านจังหวัดเชียงใหม่ และส่งต่อไปยังกระทรวงคมนาคมแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการพิจารณา จึงอยากให้รัฐบาลได้พิจารณาเรื่องนี้เป็นประเด็นเร่งด่วน

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า คำขอส่วนใหญ่ของกลุ่มนักธุรกิจภูธรจะหนีไม่พ้นเรื่องของการขอลดค่าไฟฟ้า โดยผลการคำนวณค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ หรือค่า Ft งวดที่ 1/2566 รอบเดือนมกราคม-เมษายน 2566 ฉบับเพิ่มเติมล่าสุดของ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เมื่อวันที่ 28 ธันวาคมที่ผ่านมา

หลังจากที่ ปตท.-กฟผ.ได้พิจารณาทบทวนประมาณการราคาก๊าซธรรมชาติ-น้ำมันดีเซล-อัตราแลกเปลี่ยน และหนี้ค้างชำระต้นทุนค่าผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.ใหม่แล้ว ปรากฏผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยยังคงต้องจ่ายค่า Ft ในอัตรา 93.43 สตางค์/หน่วยเหมือนเดิม ส่งผลให้ค่าไฟบ้านยังคงอยู่ที่อัตรา 4.72 บาท/หน่วย


ส่วนผู้ใช้ไฟฟ้านอกเหนือจากบ้านอยู่อาศัย (โรงงานอุตสาหกรรม-ภาคธุรกิจ) จะจ่ายค่า Ft ลดลงเหลือ 154.92 สตางค์/หน่วย (เดิม 190.44 สตางค์/หน่วย) มีผลทำให้ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าในอัตรา 5.33 บาท/หน่วย จากเดิมที่ต้องจ่ายค่าไฟฟ้า 5.69 บาท/หน่วย หรือลดลงเพียง 36 สตางค์/หน่วยเท่านั้น