เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
โตโยต้า ช่วยลูกค้าน้ำท่วม ‘ซื้อคันใหม่’ ดาวน์ 0% ไม่ต้องมีคนค้ำ
Automotive โตโยต้า ช่วยลูกค้าน้ำท่วม ‘ซื้อคันใหม่’ ดาวน์ 0% ไม่ต้องมีคนค้ำ
“ศุภาลัย” เปิดทำเลใหม่สันกำแพง ชูบ้านหลังที่สอง หนุนอสังหาฯเชียงใหม่
Real Estate “ศุภาลัย” เปิดทำเลใหม่สันกำแพง ชูบ้านหลังที่สอง หนุนอสังหาฯเชียงใหม่
เปิดภารกิจ ผวจ.อุดรฯชวนนั่งรถไฟ “เที่ยวพืชสวนโลก-ตั้งกองทุนช่วยคนยากไร้”
เศรษฐกิจภูมิภาค เปิดภารกิจ ผวจ.อุดรฯชวนนั่งรถไฟ “เที่ยวพืชสวนโลก-ตั้งกองทุนช่วยคนยากไร้”
พิษท่วมลามหลัง โตโยต้า ปิดโรงงานชั่วคราว
Economic พิษท่วมลามหลัง โตโยต้า ปิดโรงงานชั่วคราว
กทม.ย้ำเลิกบึงคู้บอน-บางชัน ไม่คุ้มทุน งบบาน 1.1หมื่นล้าน ยันไม่เอื้อเอกชน ชี้แก้มลิงต้องครบ ปาก–แก้ม–คอ
Real Estate กทม.ย้ำเลิกบึงคู้บอน-บางชัน ไม่คุ้มทุน งบบาน 1.1หมื่นล้าน ยันไม่เอื้อเอกชน ชี้แก้มลิงต้องครบ ปาก–แก้ม–คอ
อ.ลลิตา ชวนคิด เหตุใดพม่าจึงเป็น “ศัตรูที่เป็น Comfort Zone ของไทย” ผ่าน Lecture Bar สุดคูล
Biz Movement อ.ลลิตา ชวนคิด เหตุใดพม่าจึงเป็น “ศัตรูที่เป็น Comfort Zone ของไทย” ผ่าน Lecture Bar สุดคูล
‘น้ำท่วม’ กระเทือนอุตฯยานยนต์ ค่ายรถ-ชิ้นส่วนหยุดผลิตจับตาวันต่อวัน
Automotive ‘น้ำท่วม’ กระเทือนอุตฯยานยนต์ ค่ายรถ-ชิ้นส่วนหยุดผลิตจับตาวันต่อวัน
“สวนสยาม”ถอดใจ จ่อปิดตำนาน 46 ปี ประกาศขาย 10,000 ล้าน
Real Estate “สวนสยาม”ถอดใจ จ่อปิดตำนาน 46 ปี ประกาศขาย 10,000 ล้าน
‘นักกีฬาไทย’ สร้างชื่อสถิติเอเชียนเกมส์ 2026
Sport ‘นักกีฬาไทย’ สร้างชื่อสถิติเอเชียนเกมส์ 2026
อินฟลูฯ เปิดครัวแจกพิซซ่าฟรี ‘นาทีนี้น้ำใจเท่านั้นที่จะช่วยให้ชีวิตอยากไปต่อ’
Biz Movement อินฟลูฯ เปิดครัวแจกพิซซ่าฟรี ‘นาทีนี้น้ำใจเท่านั้นที่จะช่วยให้ชีวิตอยากไปต่อ’
ดูทั้งหมด

นิพัฒน์ เนื้อนิ่ม นายกฯหมูราชบุรีแจงทำไมหมูแพง? ผู้บริโภคเจ็บ คนเลี้ยงเจ๊ง

01 ม.ค. 2565 | 16:28น.

หลายคนบ่นว่า “ทำไมหมูราคาแพง?” กว่า 200 บาทต่อกิโลกรัม และกล่าวโทษไปยัง “คนเลี้ยงหมู” ว่าฉวยโอกาสช่วงเทศกาลต้อนรับปีใหม่ปรับราคาขึ้นหรือไม่ โดยที่หลายคนไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ ”นิพัฒน์ เนื้อนิ่ม” หรือ“เฮียมิตร” อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ในฐานะนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกร เขต 7 และนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรจังหวัดราชบุรี ซึ่งอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรีถูกกล่าวขานว่าเป็นเมืองหลวงของผู้เลี้ยงสุกร เพราะมีปริมาณการเลี้ยงแม่พันธุ์สุกรเฉียด 3 แสนตัว ได้มาบอกเล่าถึงภาพรวมสถานการณ์การเลี้ยงหมูทั้งระบบในประเทศไทยว่าเกิดอะไรขึ้น ทำให้ราคาหมูทะยานขึ้นต่อเนื่อง

• หมูแพง: ปศุสัตว์แจง เพราะต้นทุนค่าอาหารสัตว์ ยารักษาสูง ควบโรคระบาด
• กรมการค้าภายในถกสมาคมผู้เลี้ยงฯ ไล่บี้แก้ปัญหาราคาหมูแพง

สาเหตุที่ราคาหมูสูงกว่า 200 บาท/กก.

ข่าวหมูแพงออกมา 3-4 วันแล้ว เราไม่อยากบอกว่าหมูจะขึ้นไปสูงสุดเท่าไหร่ ผมถึงบอกว่าถ้าเรารีบบริหารจัดการแก้ปัญหา เพราะผู้บริโภคเดือดร้อน เราไม่เคยเจอ เมื่อผู้บริโภคเดือดร้อนราคาหมูแพง คนเลี้ยงต้องมีเงินขี่เครื่องบิน แต่วันนี้ผู้บริโภคเดือดร้อน คนเลี้ยงหมูก็เดือดร้อนด้วย มันไปด้วยกัน เพราะฉะนั้นเราจะทำอย่างไรให้ผู้บริโภคเดือดร้อนน้อยที่สุด ผู้เลี้ยงเจ็บน้อยที่สุด

ต้องมาดูภาพรวมคนเลี้ยงหมูทั้งประเทศไทยก่อน ที่ผ่านมาคนเลี้ยงหมูเผชิญกับโรคอหิวาต์แอฟริกันในสุกร หรือ ASF ซึ่งเป็นโรคระบาดที่มีความรุนแรงในหมู หมูได้รับความเสียหายไปจำนวนมาก เนื่องจากเป็นโรคระบาดที่ไม่มีวัคซีนป้องกัน และไม่มียารักษา 

เนื่องจากหมูตายเกือบหมดประเทศไทยแล้ว ผมเลี้ยงหมูมา 30 กว่าปีถือว่าหนักสุด โรคระบาดส่งผลให้หมูแม่พันธุ์ทั้งประเทศไทยที่มีประมาณ 1.1 ล้านตัว ปกติผลิตลูกหมูหรือเรียกว่า“หมูขุน”ได้ 21-22 ล้านตัว ปัจจุบันโรคระบาดสร้างความเสียหายกว่า 50% เหลือแม่หมูอยู่ประมาณ  550,000 ตัว ผลิตหมูขุนได้ประมาณ 12-13 ล้านตัวต่อปี 

บางคนบอกหมูเสียหายไป 70%

อาจจะเสียหายมากกว่านี้ อาจจะเสียหายไปถึง 80% แล้วก็ได้เราไม่ทราบตัวเลขแน่ชัด ในหลักการทฤษฎีภาครัฐพูดกันในที่ประชุมหลายเดือนก่อนว่าหมูเสียหาย 40% แต่อย่าลืมโรคระบาดยังไม่ได้หยุด เพราะมันไม่มียา ไม่มีวัคซีนรักษา ลงเลี้ยงใหม่ก็ไม่รอด

ภาพรวมมีแต่เท่ากับ หรือลดลง ไม่มีเพิ่มขึ้น คนเลี้ยงขาดทุน เจ๊ง บางคนเสียหาย 100% หมดทั้งฟาร์มก็มี โดยที่ภาครัฐไม่ได้เข้ามาเหลียวแล หมูเป็นโรคผู้เลี้ยงลงทุนฝังกลบกันเอง ผู้เลี้ยงยังไม่ได้รับเงินจ่ายชดเชย 75% จากภาครัฐ

คนเลี้ยงถัวเฉลี่ยราคา

ยกตัวอย่าง ผมเคยเลี้ยงหมูขุนอยู่ 1,000 ตัว ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดเสียหายไป 500 ตัว เหลืออยู่ 500 ตัว สมมุติต้นทุนการเลี้ยงอยู่ที่ 80 บาทต่อกก. ขายหมูขุนมีชีวิตหน้าฟาร์มได้ราคาตัวละ 8,000 บาท แต่ถ้าหมูขุนอยู่ครบ 1,000 ตัวจะขายได้เงิน 8 ล้านบาท แต่วันนี้เหลือหมูขุน 500 ตัวได้เงินเพียง 4 ล้านบาทขาดทุนเจ๊งไป ถ้าขายที่ต้นทุน 160 บาทต่อกก. คนเลี้ยงยังได้เท่าทุน ความเสียหายเรียกกลับคืนมาไม่ได้ แต่จะทำอย่างไรให้ดีที่สุดเท่านั้นเอง ทำให้วันนี้ราคาหมูเป็นมีชีวิตหน้าฟาร์มจาก 80 บาทขึ้นเป็น 90-100 บาท ราคาหมูชำแหละแล้วจะคูณ 2 และมีแนวโน้มปรับราคาขึ้นไปอีก เพราะความเสียหายยังคงอยู่ 

วันนี้คนได้ประโยชน์คือ ภาคบริษัทใหญ่ ซึ่งมีหมูมากที่สุด ดังนั้นบริษัทใหญ่ต้องมีอะไรมาสนับสนุนผู้เลี้ยงรายกลาง รายย่อยด้วย การที่บริษัทผู้เลี้ยงรายใหญ่บอกบาดเจ็บเสียหายเหมือนกัน แต่บริษัทใหญ่เจ็บระดับ 10 บาทแต่ได้หยิบเงินล้าน แต่หมูที่ขึ้นราคาวันนี้ผู้เลี้ยงรายย่อยหมูตายไปหมดแล้ว วันนี้ผู้เลี้ยงรายย่อยแต่ละรายเสียหายเกิน 50-60% บางรายเสียหาย 100% แต่บริษัทใหญ่เสียหายไม่เกิน 30% ผลกระทบต่างกัน หมูของรายใหญ่ที่เหลือ 70% มีหมูขายราคา 100 บาทต่อตัว 

กรมปศุสัตว์ยันไทยไม่มี ASF

วันนี้ผู้เลี้ยงทุกคน และทั่วโลกรู้ว่าไทยมีโรค ASF แต่กรมปศุสัตว์ประกาศเป็นโรคเพิร์ส(PRRS) ซึ่งอยู่ในประเทศไทยมานานแล้ว แต่ลักษณะวิการของโรคคล้ายกัน แต่โรคเพิร์สมีวัคซีนป้องกัน แถมวันนี้มีการนำเข้าวัคซีนจากจีน และเวียดนามที่ใช้ไม่ได้ผลมาหลอกขายให้ผู้เลี้ยง ซึ่งไม่ได้ผลและทำให้หมูตายจำนวนมากขึ้น  

วันนี้กรมปศุสัตว์จะยอมรับว่ามีโรค ASF หรือไม่ ตอนนี้เหตุการณ์มันล่วงเลยมาจนความสูญเสียขนาดนี้ มันเลยมาที่จะไปแก้ปัญหาเรื่องโรคระบาดแล้ว ภาครัฐต้องมาดูว่าพรุ่งนี้จะช่วยคนเลี้ยงอย่างไร

สมาคมฯเสนอนำเข้าหมูจากต่างประเทศมาทดแทน

ยังไม่ได้เสนอ เพียงแต่เรามีแนวคิดว่า เพื่อให้ราคาหมูอยู่ในภาวะสมดุลไม่ขึ้นสูงมากนัก แต่ขณะเดียวกันไม่ใช่นำหมูจากต่างประเทศเข้ามาจนส่งผลกระทบต่อผู้เลี้ยงในอนาคต แต่ยังบอกปริมาณที่นำเข้าไม่ได้ จึงอยากให้กรมปศุสัตว์นำงบประมาณไปทำการสำรวจทำฐานข้อมูลจำนวนประชากรหมูในแต่ละจังหวัดของประเทศไทยโดยใช้อีสมาร์ท(e-Smart)ก่อนว่า มีจำนวนหมูเหลืออยู่เท่าไหร่ หายไปกี่ตัว เพราะกรมปศุสัตว์มีรายชื่อเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูทุกรายในประเทศไทยอยู่แล้ว เมื่อได้ข้อมูลเสร็จแล้วนำจำนวนหมูที่มีมาเทียบกับความต้องการบริโภคหมูภายในประเทศ ซึ่งกำลังการบริโภคดูได้จากจำนวนหมูที่เข้าโรงเชือด เช่น หากมีความต้องการบริโภค 10 ตัว มีหมูอยู่ 6 ตัวขาดอีก 4 ตัวนำเข้าจากต่างประเทศมาทดแทน

การบริโภคหมูต่อคนต่อปีของไทยตอนนี้เท่าไหร่

ตอนเศรษฐกิจดี ยังไม่เกิดโควิด-19 ประเทศไทยมีความต้องการบริโภคหมูภายในประมาณ 22 กิโลกรัมต่อคนต่อปี เราเคยผลิตหมูขุนได้ 21-22 ล้านตัวต่อปี วันนี้เศรษฐกิจไม่ดี มีโรคระบาดโควิดคนไม่เข้ามาท่องเที่ยวการบริโภคอาจจะเหลือแค่ 15 ล้านตัวต่อปี ถ้าเฉลี่ยเป็นรายเดือนเท่ากับ 1.25 ล้านตัว สมมุติต้องไปเอาหมูมา 50,000 ตัวต่อเดือน ประเมินถ้า 50,000 ตัวไม่พอก็ค่อยนำเข้ามาอีก เป็นเพียงแนวคิด ทั้งหมดขึ้นกับภาครัฐโดยกรมปศุสัตว์ 

คำว่าราคาสมดุลเฉลี่ยประมาณเท่าไหร่เพียงพอกับต้นทุนคนเลี้ยง

ผมไม่อยากให้หมูเป็นมีชีวิตหน้าฟาร์มขึ้นราคาเกิน 90 บาท/กก. ผมอยากขายอยู่ 65-75 บาท/กก. หมูชิ้นส่วนไม่เกิน 160 บาทนั่นคือเป้าหมาย เรามีกำไรส่วนต่างที่พอเหมาะ ถ้าไม่เกิดโรคต้นทุนเราไม่สูง แต่วันนี้ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ก็ขึ้นสูง และรัฐบาลไปประกันราคาข้าวโพด 8 บาท/กก. ไม่ให้นำเข้าข้าวสาลี สุดท้ายราคาข้าวโพดขึ้นไป 12 บาท/กก. ข้าวขึ้นไป 11-12 บาท/กก. มันสำปะหลัง ราคาขึ้นตามหมด ต้นทุนอาหารสัตว์ขึ้นอีก 30-40% หมูกินอาหารสัตว์แพง ยา การดูแลเรื่องโรคก็ไม่ดูแลเลย คิดว่าคนเลี้ยงหมูรวยน่าดู สุดท้ายพอหมูตายขึ้นมา คนที่กระทบนอกจากผู้บริโภค ธนาคารที่ปล่อยกู้ก็หนัก เพราะคนเลี้ยงหมูและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL)ไปหมดแล้ว  

ที่ผ่านมาไทยมีการนำเข้าหมูอยู่แล้ว

มีการนำเข้าตับไตไส้พุง เครื่องใน หัวขา โดยแจ้งว่านำทำเป็นอาหารสัตว์ แต่จริงๆ นำเข้ามาเป็นอาหารคน และยังมีอีกมากที่สำแดงเป็นอย่างอื่น วันนี้เราต้องมาคุยกัน และต้องเริ่มหาความชัดเจนโดยการสำรวจปริมาณหมูที่เสียหายก่อน 

มีการเสนอแนวคิดให้เก็บค่าธรรมเนียม(Surcharge)จากหมูนำเข้า

ผมเป็นคนเสนอกับกรมปศุสัตว์ว่าวันนี้รัฐบาลไม่มีงบประมาณมาช่วยคนเลี้ยงหมูรายย่อย แล้วเราไม่อยากนำเข้าหมูจากต่างประเทศ แต่เผอิญวันนี้เราเจอปัญหาเรื่องโรคระบาด เราจะไปเห็นกับผลประโยชน์ส่วนตัวคงไม่ได้ ถ้าหมูเราขาด คงต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศ แต่สิ่งที่สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติเสนอขอเป็นผู้จัดสรรโควตาในการนำเข้ามา โดยต้องมีข้อมูลรองรับว่า การนำเข้ามาต้องมีนัยว่าจะนำชิ้นส่วนไหนเข้ามา และนำเข้ามาเท่าไหร่เพื่อให้เกิดการสมดุล การนำเข้ามามาก ล้นตลาดราคาหมูจะลง คนเลี้ยงหมูจะได้รับผลกระทบ 

เพราะฉะนั้นการนำเข้าจะต้องมีรับรู้ปริมาณหมูที่เหลืออยู่ในประเทศ และความต้องการที่จะนำเข้ามา เช่น การนำเข้าหมูอาจจะเป็นลักษณะรัฐบาลต่อรัฐบาล(G TO G)ดำเนินการจัดโควตามา ทุกคนที่นำเข้าต้องลงนามผ่านสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติว่าต้องการนำเข้ากี่ตัน และราคาซื้อจากต่างประเทศ สมมุติ ซื้อมาจากต่างประเทศ 10 บาท อาจบวกค่าเซอร์ชาร์จไป 2 บาท 

วัตถุประสงค์หลักของการเก็บค่าเซอร์ชาร์จคือ เราจะนำเงินก้อนนี้ไปเป็นเงินกองกลางของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ (Pig Board)แล้วให้ตั้งคณะกรรมการโดยสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ มีการตั้งตัวแทนจากกรมปศุสัตว์ กรมการค้าภายในเข้ามา โดยสมาคมจะไม่ใช่เงินสักบาทเดียว แต่จะเอาเงินก้อนนี้ไปดูแลช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหา แล้วแจ้งกับภาครัฐไว้ แต่ภาครัฐยังไม่มีเงินชดเชยให้เกษตรกรรายย่อยเหล่านี้เลย วันนี้ยังค้างอยู่อีกหลายพันล้านบาท 

สำคัญการนำเข้าหมูจะทำให้ราคามีเสถียรภาพ หาจุดที่มีเสถียรภาพและยืนให้อยู่ ให้คนเลี้ยงอยู่ได้ ให้มีการนำเข้าได้มีเงินมาสนับสนุนให้ผู้เลี้ยงรายย่อย และพัฒนายาและวัคซีนให้สามารถกลับมาเลี้ยงใหม่ได้ นี่คือการทำงานอย่างมีระบบ ถ้าทำอย่างนี้ได้ตั้งแต่ปีที่แล้วจะไม่เกิดเหตุการณ์เสียหายหนักอย่างนี้ขึ้นมา แต่ทางราชการไม่มีการดำเนินการอะไรเลย

ที่ผ่านมาภาคเอกชนเคยระดมเงิน 100-200 ล้านบาทไปช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยในภาคเหนือ ภาคอีสาน แต่วันนี้เราจะช่วยอีกเราก็ช่วยไม่ไหว เพราะตัวเราก็แย่ เพราะฉะนั้นการนำเข้าหมูจากต่างประเทศมันถูกกว่า ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเก็บค่าเซอร์ชาร์จได้ 100-500 ล้านบาทเอาไปจ่ายช่วยเกษตรกรรายย่อย 

ทำไมคนกินต้องแบกรับเซอร์ชาร์จกินหมูแพงด้วย

สิ่งที่เราขอเซอร์ชาร์จ ปกติการนำเข้าหมูต้องเสียภาษีนำเข้าไปที่กองคลังอยู่แล้ว การที่เราขอเก็บเงินมาเอง เพราะที่ผ่านมางบประมาณกว่าจะขอเบิกออกมาได้ต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ มากมาย กว่าครม.จะอนุมัติออกมาให้ แต่สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติเปรียบเสมือนเป็นนักธุรกิจแต่เป็นนักธุรกิจใจบุญที่เอาเงินมา แต่ไม่แตะเงินแต่เอาเงินไปให้เกษตรกร ที่ผ่านมารัฐบาลติดหนี้ยังไม่จ่ายชดเชยให้ 75% ตอนนี้รัฐบาลบอกงบประมาณที่มีไปจ่ายกับโรคโควิด-19 หมดไม่จ่ายให้ผู้เลี้ยงหมู แล้วการนำผลกำไรจากการนำเข้าหมูมาให้คนเลี้ยงหมูผิดตรงไหน คนเลี้ยงหมูเสียหายไปไม่ต่ำกว่า 40,000 ล้านบาทถ้ารวมรายใหญ่เกิน 50,000 ล้านบาท 

ที่ปกปิดเรื่องโรค ASF ที่ผ่านมาเพื่อปกป้องผู้ส่งออกไม่กี่คน

ตอนปี 2563 ปริมาณหมูภายในประเทศไทยยังล้นส่งออกวันละ 4,000-5,000 ตัว ถ้าไม่ส่งออกหมูเป็นมีชีวิตหน้าฟาร์มวันนั้นราคาจะวิ่งลงเหลือ 30 บาทต่อกก. เราต้องป้องกันธุรกิจเรา เมื่อต่างประเทศขาดเราต้องส่งออก แต่วันนี้ไม่มีการส่งออก แต่ราคาขึ้น เพราะหมูไม่มี วันนี้ซัพพลายน้อยกว่าดีมานต์ไม่มีการส่งออกแล้ว และราคาหมูขายในประเทศราคาดีกว่า

ช่วงแรกที่เกิดการระบาดเราคิดว่าจะทำให้เกษตรกรไทยอยู่ได้ เอกชนจึงช่วยกันระดมเงินลงขันกันได้ 200 กว่าล้านบาทเก็บจากผู้เลี้ยงหมูขุนตัวละ 10 บาท แม่หมูตัวละ 30 บาทเอาไปช่วยภาคเหนือ ภาคอีสาน ไม่ใช่เงินงบประมาณเลย เราหวังว่าจะปกป้องโดยหมูฟาร์มไหนมีโอกาสเสี่ยงเกิดโรคก็ซื้อทำลาย วันนั้นเราหวังว่าจะหยุดการระบาดของโรคไม่ให้กระจายเข้ามาประเทศไทยจะปลอด ASF แต่ทำไปเงินก็เสีย สุดท้ายมาถึงวันนี้การประกาศโรคมันสายเกินไปแล้ว 

แต่วันนี้ถามว่าเกิดอะไรขึ้นทำให้โรคมันลุกลามกระจายไปทั่วประเทศทำให้เกิดปัญหา เราไม่อยากโทษใคร “หยิกเล็บก็เจ็บเนื้อ” สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติก็พยายามช่วยกันแก้ไขปัญหา วันนี้อยากให้ทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ กรมปศุสัตว์ ผู้เลี้ยง บริษัทใหญ่มานั่งคุยกันว่าจะแก้ปัญหากันอย่างไร แต่สุดท้ายมาถึงวันนี้จนได้ ก็บอกถ้าไม่ทำ อะไรจะเกิดขึ้น ภาครัฐทำเพียงตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 6-7 ชุดก็รอดูกันต่อไป อนาคตหมูปีหน้าจะเป็นอย่างไร ถ้าภาครัฐไม่ทำอะไร จะเหลือแต่ผู้เลี้ยงรายใหญ่

ที่พูดกันว่าอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องเสียหาย 2 แสนล้านบาท

ใช่ ถ้ารวมความเสียหายของคนเลี้ยงหมู คนขายอุปกรณ์ คนขายเวชภัณฑ์ คนขายวัตถุดิบ คนขายอาหารสัตว์ ฯลฯ รวมกันกว่า 2 แสนล้านบาท โดยเฉพาะคนเลี้ยงหมู เรามีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน เพราะธุรกิจหมูเวลาเสียหาย ตายหมดฟาร์ม สิ่งที่เหลือคือซาก กับที่ดิน 

ฟาร์มหมูมี 2 อย่างที่กู้มาคือ 1.ต้นทุนคงที (Fixed Cost) คือโรงเลี้ยงหมู กับที่ดิน 2.ต้นทุนผันแปร (Variable Cost) 60-70% คือ ตัวหมูหายตายไปหมดแล้ว และที่ดิน และใน 100% ธนาคารตีที่ดินให้ 30% แต่ใน 100% หายไปแล้ว 60-70% จะเอาที่ไหนมาคืน เลี้ยงใหม่ก็ยังไม่ได้ โดยผู้เลี้ยงรายกลาง รายเล็กมีการเลี้ยงอยู่ฟาร์มเดียวถ้าโดนโรคระบาดตายหมดก็หมดตัว แต่บริษัทใหญ่มีกระจายการเลี้ยงทั่วประเทศ และยังมีลูกเล้าอีกหลายแห่ง

อยากฝากอะไรกับภาครัฐ

อยากให้ภาครัฐมีความจริงใจในการแก้ไขปัญหา 3 ข้อ คือ 1.การแก้ปัญหาเรื่องการทำวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ 2.ทำอย่างไรให้เกษตรกรผู้เลี้ยงที่มีอยู่ 2 แสนรายกลับเข้ามาอยู่ในอาชีพการเลี้ยงหมูได้เหมือนเดิม จนถึงวันนี้ผู้เลี้ยงรายย่อย 2 แสนกว่ารายไม่เหลือแล้ว ผู้เลี้ยงรายกลางเสียหาย 50-60% ที่ยังเหลือรอดก็เจ็บหนัก ส่วนผู้เลี้ยงรายใหญ่เสียหายกันอย่างมากเพียง 30% เพราะมีฟาร์มเลี้ยงเอง และฟาร์มลูกเล้ากระจายอยู่ทั่วประเทศ 

3.การฟื้นฟูเยียวยา แม้กระทั่งการแก้ปัญหาเรื่องราคาของผู้บริโภค ทำอย่างไรให้ผู้บริโภคอยู่ร่วมกับผู้เลี้ยง อะไรที่ผู้เลี้ยงทำแล้วต้องสร้างความสมดุลกับผู้บริโภค ถ้าเราทำให้เกิดความสำเร็จได้ 

ขณะนี้ ผู้เลี้ยงก็เหนื่อย ผู้บริโภคก็เหนื่อย เราต้องมาหาวิธีที่ทำให้ทุกอย่างมันสมดุลกัน เราไม่อยากนำเข้าหมู แต่การนำเข้าเป็นวิธีทางหนึ่งที่จะทำให้เกิดการสมดุลของสินค้าได้ ทำให้ราคาอยู่ในระดับที่สามารถตอบโจทย์กับสังคมได้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ราคาหมู สัมภาษณ์พิเศษ