เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (21 ก.ย. 69) ร่วงลง 450 บาท ทองรูปพรรณ 69,400 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (21 ก.ย. 69) ร่วงลง 450 บาท ทองรูปพรรณ 69,400 บาท
ด่วน ! คลังชง ครม. แต่งตั้งโยกย้ายอธิบดี “พรชัย” เต็งสรรพากร-“ธีรลักษ์” นั่งสรรพสามิต พรุ่งนี้ (22 ก.ย.)
Finance ด่วน ! คลังชง ครม. แต่งตั้งโยกย้ายอธิบดี “พรชัย” เต็งสรรพากร-“ธีรลักษ์” นั่งสรรพสามิต พรุ่งนี้ (22 ก.ย.)
‘BDI’ ผนึก ‘มติชน’ เติมข้อมูลคุณภาพสูง ร่วมพัฒนา ThaiLLM ปูฐานอธิปไตย AI ของไทย
Tech ‘BDI’ ผนึก ‘มติชน’ เติมข้อมูลคุณภาพสูง ร่วมพัฒนา ThaiLLM ปูฐานอธิปไตย AI ของไทย
กกร. จี้รัฐผลักดันการลงทุนใหม่ให้ถึงระดับจังหวัด เพิ่มขีดแข่งขัน-จ้างงาน-สร้างรายได้ให้ประเทศ
Finance กกร. จี้รัฐผลักดันการลงทุนใหม่ให้ถึงระดับจังหวัด เพิ่มขีดแข่งขัน-จ้างงาน-สร้างรายได้ให้ประเทศ
สภาผู้บริโภคยื่นฟ้องกลุ่ม ‘ซัมซุง’ รอบ 2 ปมจอขึ้นเส้น พบนิวไฮร้องเพิ่ม 2,103 ราย-เปลี่ยนแล้วเป็นซ้ำ
News สภาผู้บริโภคยื่นฟ้องกลุ่ม ‘ซัมซุง’ รอบ 2 ปมจอขึ้นเส้น พบนิวไฮร้องเพิ่ม 2,103 ราย-เปลี่ยนแล้วเป็นซ้ำ
100 ปีกรมประมง ชูอุตสาหกรรม 2.23 แสนล้าน เปิดบ้านโชว์วิจัย-นวัตกรรม-สินค้าชุมชน
Economic 100 ปีกรมประมง ชูอุตสาหกรรม 2.23 แสนล้าน เปิดบ้านโชว์วิจัย-นวัตกรรม-สินค้าชุมชน
“เอกนิติ” ถก กกร. เร่งเครื่องดันประเทศรายได้สูง ชงแผน Quick Wins นายกฯ ใน 4 สัปดาห์
Finance “เอกนิติ” ถก กกร. เร่งเครื่องดันประเทศรายได้สูง ชงแผน Quick Wins นายกฯ ใน 4 สัปดาห์
ดูหนังเถื่อนอาจไม่ฟรี เสี่ยงเสียเงิน-ข้อมูลส่วนตัว คนปล่อยโดนคุกสูงสุด 4 ปี
Economic ดูหนังเถื่อนอาจไม่ฟรี เสี่ยงเสียเงิน-ข้อมูลส่วนตัว คนปล่อยโดนคุกสูงสุด 4 ปี
เอกนิติ พิจารณาใช้ภาษีสรรพสามิต บริหารราคาน้ำมัน ยันดูจังหวะเหมาะสม-ไม่ปรับก่อนสิ้น ก.ย. 69
Finance เอกนิติ พิจารณาใช้ภาษีสรรพสามิต บริหารราคาน้ำมัน ยันดูจังหวะเหมาะสม-ไม่ปรับก่อนสิ้น ก.ย. 69
“ศุภจี” ชูอาเซียนฐานอาหารโลก ไทยนำปิดดีล DEFA-ลงนามลงทุนฮ่องกง
Economic “ศุภจี” ชูอาเซียนฐานอาหารโลก ไทยนำปิดดีล DEFA-ลงนามลงทุนฮ่องกง
ดูทั้งหมด

เฟซบุ๊ก เปลี่ยนเกมธุรกิจ บิ๊กดีล “พรีเมียร์ลีก” สะเทือนทุกวงการ

12 ก.ค. 2561 | 19:52น.

คอลัมน์ จับกระแสตลาด

แม้จะยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจากทางเฟซบุ๊ก แต่ก็สร้างแรงกระเพื่อมให้แก่หลาย ๆ ธุรกิจไม่น้อย

เมื่อแพลตฟอร์มออนไลน์เบอร์ยักษ์ของโลก อย่าง “เฟซบุ๊ก” ได้ทุ่มเงินกว่า 200 ล้านปอนด์ (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 8,000 กว่าล้านบาท) ซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ครบ 380 แมตช์ รวม 3 ฤดูกาล (2019-2022) ครอบคลุม 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย เวียดนาม กัมพูชา และลาว

ซึ่งการประมูลครั้งนี้เป็นที่น่าจับตา เพราะเฟซบุ๊กสามารถเอาชนะยักษ์ที่เคยคว้าสิทธิ์การถ่ายทอดสดในภูมิภาคนี้มาแล้วอย่าง บีอินสปอร์ต และฟ็อกซ์ สปอร์ต เอเชีย ที่มีเครือข่ายช่องรายการกีฬาอันดับต้น ๆ ทั่วเอเชีย

ทั้งนี้ สื่อต่างประเทศ “เดอะไทม์ส” ได้ระบุว่า เฟซบุ๊กได้คว้าสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษรวม 3 ฤดูกาล (2019-2022) สูงถึง 200 ล้านปอนด์ ชนะคู่แข่งขันอย่าง บีอินสปอร์ต และฟ็อกซ์ สปอร์ต เอเชีย

ปรากฏารณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงบทบาทของแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ทรงอิทธิพลขึ้น ขณะที่แพลตฟอร์มเดิมอย่าง ฟรีทีวี โทรทัศน์บอกรับสมาชิก (เพย์ทีวี) ก็กำลังถูกลดบทบาทลงเรื่อยๆ จากพฤติกรรมคนดูและแนวโน้มตลาดสื่อที่เปลี่ยนไป

พรีเมียร์ลีก…บิ๊กดีล 8 พันล้าน

แหล่งข่าวจากอุตสาหกรรมทีวีฉายภาพว่า ที่ผ่านมาเฟซบุ๊กได้ทดลองถ่ายทอดสดกีฬามาแล้ว โดยต้นปีที่ผ่านมาก็ได้สิทธิ์ถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลลีกฟุตบอลสูงสุดในสหรัฐอเมริกา และแคนาดา (MLS : Major League Soccer) และฟุตบอลลาลีกาสเปนมาแล้ว

ขณะที่การทุ่มเม็ดเงินกว่า 200 ล้านปอนด์ เพื่อซื้อลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกอังกฤษครั้งนี้คาดว่า เฟซบุ๊กคงกำลังทดลองโมเดลใหม่ ๆ อยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เฟซบุ๊กทำมาตลอด เพราะยังไม่มีโมเดลการหารายได้ที่ชัดเจนออกมาว่าจะปล่อยให้ชมฟรีแต่มีโฆษณาเหมือนฟรีทีวี หรือจะเก็บเงินด้วยระบบสมาชิกแบบเพย์ทีวี แต่เชื่อว่าเฟซบุ๊กก็คงมีข้อมูลของกลุ่มผู้ชมใน 4 ประเทศนี้ที่ดี ถึงกล้าที่จะตัดสินใจลงทุนซื้อลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกอังกฤษนี้

“การเข้ามาซื้อคอนเทนต์กีฬาของเฟซบุ๊ก สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาดที่การเกิดขึ้น นั่นคือพฤติกรรมคนดูและจำนวนผู้ใช้เฟซบุ๊กที่เพิ่มขึ้น เมื่อถึงจุดหนึ่งในแง่ของแพลตฟอร์มออนไลน์ก็ต้องสร้างการเติบโต ซึ่งคอนเทนต์ถือเป็นสิ่งสำคัญของทุก ๆ แพลตฟอร์ม”

ขณะที่ “ชลากรณ์ ปัญญาโฉม” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานดิจิทัลทีวี บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) ได้แสดงความคิดเห็นว่า เฟซบุ๊กให้ความสนใจคอนเทนต์กีฬาอยู่แล้ว เพราะก่อนหน้านี้มีข่าวเรื่องลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดบาสเกตบอล NBA ที่อเมริกา แต่อาจจะต้องรอความชัดเจนอีกครั้ง ขณะเดียวกันการหารายได้จากพรีเมียร์ลีกอังกฤษก็ยังไม่ค่อยชัดเจนว่าจะออกมาในรูปแบบใด จะเป็นแบบฟรีแต่มีโฆษณาหรือการเก็บเงิน

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เครื่องรับทีวีรุ่นใหม่ในไทยก็เป็นอินเทอร์เน็ตทีวีเกือบหมดแล้ว ที่มีแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ เช่น เฟซบุ๊ก ยูทูบ เน็ตฟลิกซ์ ติดมากับเครื่อง ทำให้ผู้ชมก็รับชมได้ เพียงแต่ต้องเสียค่าอินเทอร์เน็ตเพิ่มเท่านั้น ซึ่งสะท้อนภาพของตลาดว่า แพลตฟอร์มยังคงต้องการคอนเทนต์เพื่อดึงคนดู

เปลี่ยนเกมตลาดฟรีทีวี

“เขมทัตต์ พลเดช” กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสทม จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงเทรนด์ตลาดและพฤติกรรมการรับสื่อของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยเฟซบุ๊กกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กำลังเปลี่ยนตลาด ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นกระทบต่อแพลตฟอร์มเดิม ๆ ในไทย ทั้งธุรกิจฟรีทีวี เพย์ทีวี ที่เคยใช้ลิขสิทธิ์กีฬาเป็นตัวสร้างจุดขายหารายได้ ดังนั้นในแง่ของผู้ประกอบการฟรีทีวีและเพย์ทีวีก็อาจจะต้องปรับกลยุทธ์ใหม่ เพื่อสร้างรายได้ พร้อมกับลดการพึ่งพาคอนเทนต์กีฬาจากต่างประเทศ เนื่องจากค่าลิขสิทธิ์กีฬาที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งไม่สอดรับกับรายได้จากเม็ดเงินโฆษณาที่ลดลงต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

“การที่แพลตฟอร์มใหม่ เฟซบุ๊คโตขึ้น และเข้ามาซื้อคอนเทนต์กีฬา สะท้อนว่าแนวโน้มตลาดเปลี่ยน คนดูเปลี่ยน นั่นหมายถึงผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้นกับฟรีทีวี เพย์ทีวี แต่ในแง่ของผู้บริโภคเองก็สามารถรับชมคอนเทนต์กีฬานี้ได้จากทุกที่ ทุกเวลา ผ่านสมาร์ทโฟน หรือดีไวซ์ต่าง ๆ ส่วนจะดูฟรี หรือต้องสมัครสมาชิกก็ต้องรอความชัดเจนจากทางเฟซบุ๊กอีกครั้ง”

เม็ดเงินโฆษณาไหลออกทั้งระบบ

เช่นเดียวกับ “ณรงค์ ตรีสุชน” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดนท์สุ (ประเทศไทย) จำกัด มีเดียเอเยนซี่ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ด้วยปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจทีวีและเพย์ทีวีของไทยอย่างแน่นอน เนื่องจากคอนเทนต์กีฬาและการถ่ายทอดสดเสมือนเป็นคอนเทนต์สุดท้ายที่สามารถดึงกลุ่มคนดูได้อย่างเหนียวแน่น และช่องทีวีดิจิทัลหลายช่องก็ใช้คอนเทนต์ฟุตบอลเป็นแม็กเนตหลักในการสร้างชื่อ สร้างเรตติ้งและสร้างรายได้ แต่เมื่อแม็กเนตตัวสำคัญถูกออนไลน์แพลตฟอร์มเข้ามาแย่งไป ทำให้ช่องต่าง ๆ ก็อาจจะต้องปรับกลยุทธ์เพื่อดึงคนดูต่อให้ได้

“แม้เฟซบุ๊กจะไม่เข้าประมูลในทุก ๆ คอนเทนต์ที่สำคัญ ๆ แต่ช่องต่าง ๆ ก็ต้องปรับกลยุทธ์ เพราะค่าลิขสิทธิ์กีฬาเพิ่มสูงขึ้นทุกปี และแม้ช่องหรือผู้ประกอบการเพย์ทีวีจะประมูลคอนเทนต์กีฬาได้ แต่ในแง่ของการสร้างรายได้ก็อาจไม่เติบโตเหมือนที่ผ่านมา เนื่องจากตลาดและพฤติกรรมคนดูเปลี่ยนเร็ว”

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมา แพลตฟอร์มออนไลน์ขยายตัวขึ้น หรือเติบโตเฉลี่ยปีละ 20% ทุกปี ซึ่งสวนทางกับแพลตฟอร์มเก่าที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ลดลง โดยสิ่งที่น่ากังวล คือ เม็ดเงินโฆษณาที่สินค้าในไทยใช้กับแพลตฟอร์มต่างประเทศนี้ ทั้งเฟซบุ๊ก กูเกิล ไลน์ เหล่านี้จะไหลออกนอกประเทศ โดยไม่ถูกหมุนเวียนกลับเข้าในประเทศเหมือนที่ผ่านมา ทำให้เม็ดเงินโฆษณาลดลงและกระทบภาพรวมอุตสาหกรรมโฆษณาทั้งระบบ รวมถึงบุคลากรในอุตสาหกรรมนี้ด้วย

เมื่อเฟซบุ๊กกลายเป็นตัวแปรสำคัญในการเปลี่ยนเกมของหลาย ๆ ธุรกิจ ขณะที่คอนเทนต์เองก็กลายเป็นขุมทรัพย์สำคัญของทุก ๆ แพลตฟอร์มในการดึงคนดูเช่นกัน