สุรศักดิ์ บอสใหญ่โตโยต้า ฟันธงปีหน้าตลาดปิกอัพโตพรวดกินส่วนแบ่ง 56%

สุรศักดิ์ บอสใหญ่โตโยต้า ฟันธงปีหน้าตลาดปิกอัพโตพรวดกินส่วนแบ่ง 56%

โตโยต้า ชี้จับตาเลือกตั้งปีหน้าดันตลาดปิกอัพโตต่อเนื่อง หลังโควิดไม่สะเทือนเหตุเอสเอ็มอี-อุตฯขนส่ง-สินค้าเกษตร ยังสดใส ลูกค้าวางใจผู้เล่นหลัก 2 รายครองแชร์ 83% เผย “อีวี-ไฮโดรเจน” มีโอกาสทั้ง 2 เทคโนโลยี

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2565 ดร.สุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวในงาน งานสัมมนา “Thailand 2023 : The Great Remake เศรษฐกิจไทย” หนังสือพิมพ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงแนวโน้มของของอุตสาหกรรมยานยนต์หลังจากผ่านช่วงวิกฤตโควิด-19 ว่า ขณะนี้ความต้องการใช้รถยนต์หรือดีมานด์ เริ่มฟื้นกลับมาแล้ว

แต่อาจจะยังไม่เท่ากับช่วงก่อนเกิดสถานการณ์โควิดเนื่องจากยังต้องเผชิญกับปัญหาขาดแคลนซัพพลาย หรือ (ชิป) มาเพื่อใช้ในการผลิตรถยนต์

อย่างไรก็ตามเชื่อว่าสถานการณ์จะดีขึ้นในปี 2566 ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ และปิกอัพขนาด 1 ตัน ที่มีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี และภาคขนส่งรายย่อย รถรับจ้างขนของในพื้นที่ต่าง บวกกับราคาพืชผลทางการเกษตรดีขึ้นทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้มีความต้องการซื้อรถปิกอัพไปเพื่อการใช้งาน โดยจากช่วงก่อนเกิดโควิดสัดส่วนของรถปิกอัพอยู่ที่ 43% แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 47%

“ตอนนี้รถปิกอัพที่ใช้กับอุตสาหกรรมภาคขนส่งรายย่อย หรือที่เรียกว่า “คอกซิ่ง” ถูกนำมาใช้รับจ้างขนของเป็นจำนวน ซึ่งส่งผลให้ทำให้ ปิกอัพโตมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว”

ส่วนอีโคคาร์ ตลาดเริ่มกลับมาคงตัว แม้รถยนต์นั่งจะมียอดลดลงไปค่อนข้างมากในช่วงล็อกดาวน์ ซึ่งรถประเภทนี้ได้รับการตอบรับดี ทั้งพนักงาน หมอ พยาบาล หันมานิยมใช้รถประเภทนี้ผ่าน โครงการ “คินโตะ” หรือบริการเช่าชั่วคราวของโตโยต้า แม้ว่าอุตสาหกรรมยานยนต์โดยรวมจะมียอดขายลดลงไป 10-20% แต่ยังถือว่าไปได้ดี

“เมื่อทุกอย่างถูกหยุดไปแล้วเรามองว่าจะมีอะไรกลับมาได้บ้างหลังแน่นอนดีมานด์ ปีนี้น่าจะฟื้นตัวกลับมาได้ใกล้เคียงก่อนโควิด แต่วันนี้ยังไปไม่ถึง เนื่องจากอุปสรรค์ด้านซัพพลายซึ่งค่ายรถจะบริหารจัดการ
สำหรับโตโยต้าทั่วโลกซึ่งประสบปัญหาข้อจำกัดด้านซัพพลาย ทำให้วันนี้มีดีมานด์อยู่หลายล้านคันทั่วโลก”

ทั้งนี้เชื่อว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะเริ่มฟื้นตัว และน่าจะส่งผลให้รถตู้เติบโต 25% ในปี2566 ขณะปิกอัพจะโตจาก 52% เป็น 56% ส่วนอีโคคาร์ จะโตจาก 19% เป็น 22% ประกอบกับ พฤติกรรมผู้บริโภคมีความเปลี่ยนแปลง หันมาให้ความสำคัญและสนใจแบรนด์ที่มีความแน่นอนและแข็งแกร่ง และน่าไว้ใจมากยิ่งขึ้น มากขึ้น

Advertisement

อย่างตลาดรถปิกอัพ 2 แบรนด์ใหญ่รวมกันมีส่วนแบ่ง 70% ในปีนี้ ส่วนปีหน้าคาดว่าจะเพิ่มเป็น 83% และอีกปัจจัยคือ หากมีการเลือกตั้งก็จะถือเป็นปัจจัยที่ทำที่ทำให้ตลาดรถปิกอัพเติบโต

ส่วนปัจจัย ต้นทุนด้านไฟแนนซ์จะมีการปรับตัวสูงขึ้น แต่ยังมีโอกาสจากค่าเงินบาทอ่อนตัวทำให้ภาคการส่งออกดีและเป็นโอกาสของอุตสาหกรรมยานยนต์ในการนำเข้าชิ้นมาผลิตของหลายๆอุตสาหกรรม

ทั้งนี้เชื่อว่าประเทศไทยยังเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์และการลงทุนของอาเซียนและเอเชียต่อเนื่อง แม้ว่าจะอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านของพลังงาน 2 ด้าน คือพลังงานทางเลือก หรือ พลังงานเดิม ซึ่งจำเป็นต้องลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนารถยนต์ทั้ง 2 แบบ และแน่นอนว่าจะทำให้มีการลงทุนด้านต้นทุนเกิดขึ้น ทั้ง 2 ด้าน เพราะการผลิตรถยนต์แต่ละรุ่นนั้น จะการลงทุนตรงนี้ถึง 10,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นอุปสรรคหนึ่งในการเติบของอุตสาหกรรมยานยนต์

โดยจะได้เห็นการแบ่งเซ็กเมนต์รถยนต์ถี่ขึ้นรถพลังงานทางเลือกจะมีมากขึ้น โดยภายในระยะเวลา 5 ปีจากนี้จะได้เห็นผู้เล่นรถอีวีเข้ามาค่อนข้าง แต่จะมีผู้ประสบความสำเร็จไม่กี่ราย ขณะที่วันนี้รถอีวียังมีดีมานด์มากแต่ซัพพลายจำกัด ดังนั้นจึงเชื่อว่ารถ XEV จะเป็นตัวขับเคลื่อนในช่วงสั้น 3-4 ปีจากนี้

ขณะที่เครือข่ายการขายจะเปลี่ยนไป โดยมีการนำ Ai และ data เข้ามาช่วยมากขึ้น ระบบการขายสินค้าจะเปลี่ยนเป็นระบบร่วมช่องทางการขายหรือพาสต์เนอร์ชิป ส่วนระบบมาร์จิ้นจะเปลี่ยนไปเป็นระบบเอเยนต์แทนเพื่อให้สามารถบริการจัดการต้นทุนได้ดีขึ้น

“ส่วนความชัดเจนเรื่องรถยนต์ไฟฟ้าของโตโยต้ารวมถึงรถพลังงานไฮโดเจนนั้นยังเป็นหนังเรื่องยาว เช่นเดียวกับหนังเรื่องสงครามไฟฟ้าที่เป็นการต่อสู้กันระหว่าง เอดิสัน และ เวสติงเฮาส์ เรื่องการใช้กระแสตรงหรือกระแสสลับเป็นสตอรี่เรื่องยาวที่ไม่มีใครรู้ว่าอะไรดีกว่ากัน เทคโนโลยีอยู่ระหว่างการพัฒนาสุดท้ายไม่มีใครตอบได้จะจบตรงไหน แต่สุดท้ายไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้าหรือไฮโดรเจนสุดท้ายผมคิดเป็นเรื่องเดียวกัน”