ประธานวงศ์ พรประภา “คู่แข่ง BYD คือรถสันดาป…ไม่ใช่ EV”

สัมภาษณ์พิเศษ

ไม่น่าเชื่อ หลังเปิดตัว BYD ATTO3 เมื่อวันที่ 11 เดือน 11 ปี 2565 ไม่ถึงปียอดขายผ่านหมื่นคันไปแบบฉิว ๆ ทำให้เป้าหมาย 5 หมื่นคัน เข้าใกล้ความจริงเร็วขึ้นกว่าที่สองผู้บริหารอย่าง “ประธานวงศ์ พรประภา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ “ประธานพร พรประภา” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์ BYD ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เคยประกาศว่าจะใช้เวลา 5 ปี

ล่าสุด “ประชาชาติธุรกิจ” มีอัพเดตความคืบหน้า และแผนรุกตลาดรถ EV อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ ความท้าทาย ที่บอกว่า คู่แข่งของ BYD ในตลาดประเทศไทยนั้น ไม่ใช่รถ EV จากจีนด้วยกัน แต่กลับเป็นรถเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ที่มีสัดส่วนในตลาดสูงที่สุด

ลัดนิ้วมือเดียวขึ้นเบอร์หนึ่ง

หลังจากเริ่มเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับบริษัทถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลา 1 ปีเศษ หรือ 14 เดือน ถือเป็น “โปรเจ็กต์” สำหรับเราที่เร็วมาก ๆ มียอดขายถึงวันนี้มากกว่า 12,000 คัน ขณะที่ยอดจดทะเบียนมีประมาณ 9,000 คัน ส่วนรถ BYD ATTO 3 ยังคงเดินหน้าส่งมอบอย่างต่อเนื่องและไม่มียอดค้าง เรามีรถอยู่รุ่นเดียวซึ่งยอดขายก็ยังมีเข้ามาเรื่อย ๆ เป็นเบอร์หนึ่งในเซ็กเมนต์นี้

เร่งสร้างเมกะดีลเลอร์

วันนี้เรามีสมาชิกครอบครัวตัวแทนจำหน่ายโชว์รูมและศูนย์บริการรถยนต์ BYD อยู่ 40 แห่ง โดยขณะนี้ยังคงเดินหน้าลงทุนต่อเนื่องภายในไตรมาส 3 จะเพิ่มเป็น 85 แห่ง และสิ้นปี 2566 นี้จะเป็น 113 แห่งทั่วประเทศ

ด้วยนโยบายของเรเว่ฯ ต้องการบิลด์ทุกพาร์ตเนอร์ให้เป็น “เมกะดีลเลอร์” ให้ได้ เพราะเราต้องการ “commitment” ว่าดีลเลอร์จะเติบโตไปพร้อมกับ เรเว่ฯ ตั้งแต่วันที่เริ่มต้นธุรกิจด้วยกัน ดังนั้นในการขยายโชว์รูมและศูนย์บริการนั้น เนื่องจากต้องการให้ 1 ดีลเลอร์ ดูแลรับผิดชอบโชว์รูม 3-5 แห่ง

ที่ผ่านมาอาจจะเห็นว่า ค่ายรถยนต์ยี่ห้ออื่นมีหลายดีลเลอร์ใน 1 จังหวัด แต่สำหรับ BYD จะเป็น 1 ดีลเลอร์มีอยู่หลาย ๆ จังหวัด หลายพื้น เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างอาณาจักรของตัวเองในพื้นที่ที่เขาสามารถดูแลได้ สุดท้ายแล้วเราต้องการให้ดีลเลอร์แข็งแกร่งในพื้นที่ของตัวเองด้วยการขยายการลงทุนในพื้นของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงนี้จะเป็นหนึ่งในจุดแข็งของแบรนด์ BYD

รถ EV โตเร็วเกินคาด

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าหากจะมองทั้งตลาดถือว่าเป็นการเติบโต “เร็ว” กว่าคาดการณ์มาก เรเว่ฯมั่นใจ ในแบรนด์ของ BYD มาโดยตลอด ทั้งเทคโนโลยี แบตเตอรี่ สินค้ามีความแข็งแกร่ง วันนี้ทุกคนให้การตอบรับรถ EV ปีที่แล้วยอดขายรวมรถ EV จบที่กว่า 20,200 คัน เมื่อเทียบกับยอดขายในปีนี้ผ่านมาแค่ 5 เดือนเศษ มียอดขายไปกว่า 30,000 คันแล้ว ซึ่งเป็นการเติบโตแบบดับเบิล

และเป้าหมายที่รัฐบาลมองว่าภายในปี 2568 จะมียอดขายรถ EV ที่ 100,000 คันนั้น เรเว่ฯมองว่าอาจจะเร็วกว่านั้น วันนี้ เรเว่ฯมองคือ การมองหารถมาตอบสนองความต้องการของลูกค้า รวมทั้งการดูแลเรื่องบริการหลังการขาย จากนี้ เรเว่ฯจะมุ่งเน้นการขยายพอร์ตรถให้ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น เป้าหมายแรกตั้งแต่ DAY 1 คือ การหารถมาตอบสนองได้ทุกเซ็กเมนต์ เพื่อให้ครอบคลุม ถามว่ารู้สึกยังไงที่เป็นเบอร์หนึ่งใน EV ก็ดีใจ แต่เป้าหมายเราไม่ใช่ตรงนั้น

สุดท้ายเมื่อเราเข้ามา เราไม่ได้มองแค่ EV เพราะตัวเลขตรงนี้แทบจะไม่มีความหมายเพราะมันเป็นตลาดที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่เป้าหมายของเราจริง ๆ คือ เปลี่ยนลูกค้ารถน้ำมัน (ICE) มาเป็นอีวี

เดินหน้าสร้างความมั่นใจให้ลูกค้า

ตรงนี้เป็นหน้าที่ของเรา เพื่อให้บริการหลังการขายดีที่สุด ถึงแม้ว่าจะดีอยู่แล้ว แต่ต้องดีขึ้นกว่าเดิม นี่คือสิ่งที่เราพยายามทำมาตลาด อาจจะมีผิดพลาดในบางจุดเรายอมรับ เช่น ตอนแรกมีปัญหาเรื่องสแปร์พาร์ต การสต๊อกของเรานั้น เรามีการสต๊อกจริง ๆ ตั้งแต่วันแรกของการดำเนินธุรกิจ ถ้าเห็นจากยอดขาย นั้นเป็นยอดขายที่เราตั้งใจขายภายใน 5-6 เดือน ไม่ใช่เดือนเดียว หรือสองสัปดาห์ขายเกลี้ยง จึงทำให้เกิดปัญหาตรงนี้ เราเตรียมตัวมาจริง

แต่เรายอมรับว่าเราขายรถไปมากกว่าที่คาดหวังไว้ วันนี้เรากล้าหยิบเรื่องนี้มาพูดเพราะสามารถแก้ไขได้แล้ว และถ้าเรายังทำไม่ได้ เราก็ไม่อยากพูด และเราก็พยายามปรับปรุงในส่วนนี้ให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าดีอยู่แล้ว ก็ต้องทำให้ดีกว่าเดิม เรเว่ฯพยายามยกระดับงานบริการหลังการขายให้เทียบเท่ากับรถพรีเมี่ยม และมีการขยายคลังอะไหล่เพิ่มเติมเพื่อเตรียมรองรับรถรุ่นใหม่ ๆ ที่จะเข้ามา โดยวันนี้เราสามารถส่งอะไหล่ให้กับลูกค้าได้ ภายใน 24 ชั่วโมงสำหรับพื้นที่ กทม. และภายใน 48 ชั่วโมง สำหรับลูกค้าต่างจังหวัด

ส่งอีก 2 รุ่นเสริมทัพ

ปีนี้จะมีอีก 2 รุ่นในการทำตลาด คือ เดือน ก.ค. 1 รุ่น BYD Dolphin และราวไตรมาส 4 อีก 1 รุ่น ส่วนยอดขายปี 2566 คาดว่าน่าจะเกิน 30,000 คัน ส่วนเป้าหมายที่วางไว้ว่าเป้าหมายเกิน 5 หมื่นคัน ภายใน 5 ปี นั้นอาจจะเร็วขึ้น ส่วนทั้งปีประเทศไทยอาจจะมียอดขายรถ EV เกิน 50,000 คัน BYD Dolphin เป็นรถที่อยู่ในเซ็กเมนต์ที่ใหญ่มาก มั่นใจว่าสินค้ามีความน่าสนใจและคุ้มค่า อาจจะไม่ถูกสุดในตลาด แต่เราคุ้มค่ามากที่สุดและตอบทุกโจทย์ความต้องการลูกค้า

จี้รัฐสนับสนุนรถ EV ต่อเนื่อง

เมื่อรัฐบาลมีมาตรการดึงดูดการลงทุนรถ EV ผู้ประกอบการหลายหมื่นล้านถ้ารวมซัพพลายเออร์น่าจะเป็นแสนล้านบาท ขณะที่ผู้บริโภคก็ได้รับเงินอุดหนุน ถือเป็นนโยบายที่เปิดโลก EV ให้เกิดเร็วขึ้น ดังนั้นหากเป็นไปได้ อยากให้รัฐบาลพิจารณาเพื่อสนับสนุนตรงนี้ต่อไป

เมินคู่แข่งไม่ใช่ EV

เรายังยืนยันเหมือนเดิมว่า คู่แข่งจริง ๆ คือรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน ไม่ใช่แบรนด์ EV ด้วยกัน เพราะวันนี้แบรนด์ EV ด้วยกันควรจะนั่งจับมือและนั่งคุยกันว่าจะทำอย่างไร เพื่อให้ผู้บริโภคเปลี่ยนจาก ICE มาเป็น EV มากกว่า ยิ่งเมื่อมีผู้เล่นเข้ามามากขึ้น จะช่วยกันผลักดันให้อีโคซิสเต็มของอีวีเติบโตขึ้นได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง

ส่วนที่หลายคนเกรงว่าจะเกิด “สงครามราคา” ตามมา เช่นเดียวกับการแข่งขันในจีนนั้น ผู้บริหารทั้งสองยืนยันว่า ถ้าตลาดในประเทศไทยมีตัวเลือกเยอะ ก็คงจะหนีไม่พ้นที่จะมีลักษณะคล้าย ๆ กัน แต่ทั้งนี้ยังมั่นใจในแบรนด์ และสินค้า ที่แข็งแกร่งและพรูฟมาแล้วว่า BYD เป็นสินค้าที่คนสนใจเยอะ และแข่งกันมา 2 แบรนด์ ระหว่าง BYD และ TESLA

วันนี้แบรนด์จีนกำลังขยายออกมายังตลาดโลก และประเทศไทยเป็นตลาดใหญ่ สุดท้ายแล้ว ผู้บริโภคไทยจะได้ประโยนช์ หากมีการแข่งขันมากขึ้น

สุดท้ายแล้ว “ประธานวงศ์” และ “ประธานพร” ยืนยันมั่นใจว่า สำหรับตลาด EV ในวันนี้ คงไม่ต้องมองกลุ่มรถญี่ปุ่น ขณะที่รถยุโรปก็เป็นคนละตลาด ส่วนจีนด้วยกันเองก็เข้ามาเพิ่มขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่ดี และเป็นการเพิ่มตัวเลือกให้กับตลาด

ส่วนการลงทุนหลังจากนี้ สองผู้บริหารย้ำว่า ทั้ง BYD และเรเว่ฯ จะมีการลงทุนเพิ่มเติมอย่างแน่นอน