NETA แบรนด์ EV จีน ที่ “คู่แข่ง” ห้ามประมาท

หวัง เฉิงเจี่ย
หวัง เฉิงเจี่ย
คอลัมน์ : สัมภาษณ์

ถือเป็นค่ายรถยนต์ไฟฟ้าที่เข้ามาทำตลาดในบ้านเรารายแรก ๆ และมีการวางตำแหน่งของตัวเองไว้อย่างชัดเจนสำหรับค่าย เนต้า (NETA)

แม้จะมีรุ่นเพียงแค่ รุ่นดียว ทำตลาดตลอดช่วงเวลาปีเศษ ๆ แต่เราได้เห็นรถ NETA V วิ่งกันเกลื่อนเมือง
อย่างแรก NETA วางตำแหน่งสินค้าและราคาให้คนไทยจับต้องได้ง่าย วันนี้ “ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสร่วมพูดคุยกับ “หวัง เฉิงเจี่ย” รองประธาน บริษัท โฮซอน นิว เอนเนอร์ยี่ เซลส์ จำกัด และกรรมการผู้จัดการ บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด พร้อมด้วย อเล็กซ์ เป่า จ้วงเฟย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด ถึงแนวทางการขับเคลื่อนแบรนด์และการรักษาส่วนแบ่งตลาดอย่างต่อเนื่องจะเป็นอย่างไรไปติดตามกัน

Q : แผนธุรกิจในปี 2024

สำหรับปีหน้าถือเป็นอีกปีที่เป็นก้าวสำคัญของ NETA เพราะเราเตรียมแผนงานเพื่อเดินหน้ารุกตลาดในต่างจังหวัดมากขึ้น ทั้งการเพิ่มจำนวนดีลเลอร์และทำการตลาดดิจิทัลมากขึ้น เรามองว่าตรงนี้จะเป็นช่องทางที่ลูกค้าจะสามารถเข้ามาสัมผัสกับแบรนด์ NETA ได้ในอันดับแรก ขณะที่เป้าหมายด้านการขายนั้น ตั้งเป้าหมายรวมสำหรับตลาดอาเซียนไว้ที่ 30,000 คัน โดย 90% ของยอดขายนี้จะมาจากตลาดไทย ที่จะขายราว ๆ 27,000 คัน

ซึ่งตัวเลขดังกล่าวถือเป็นเป้าหมายที่เราไม่ได้หนักใจอะไรและน่าจะไปได้ เพราะในปีที่ผ่านมา เราประสบกับความสำเร็จด้านยอดขายอย่างสวยงาม แม้ว่าจะมีผลิตภัณฑ์ในตลาดไทยเพียงรุ่นเดียว คือ NETA V แต่เราทำได้มากกว่า 12,000 คัน สำหรับยอดส่งมอบ ทั้งยังมียอดขายเป็นอันดับ 2 ในตลาดรถพลังงานไฟฟ้าในไทย ด้วยส่วนแบ่งการตลาดที่ 20% ส่วนการแต่งตั้งผู้จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทยไปแล้ว 45 ราย ปีหน้าก็จะเพิ่มจำนวนดีลเลอร์ในประเทศขึ้นอีกประมาณ 30 แห่ง

Q : เตรียมรถรุ่นใหม่เข้ามาเสริมทัพอย่างไร

แน่นอนเราจะต้องเสริมทัพรถยนต์ในพอร์ตโฟลิโอของเรา ปัจจุบันเรามีเเค่ NETA V เพียงรุ่นเดียว แต่ปีหน้าจะมีรุ่น NETA V-II (เนต้า วีสอง) และ NETA X (เนต้า เอ็กซ์) SUV เข้ามาช่วยทำตลาด และมาเป็นทางเลือกที่ให้ความคุ้มค่าและการเข้าถึงเทคโนโลยี EV ที่ใคร ๆ ก็เป็นเจ้าของได้ไม่ยากของแบรนด์เนต้า เชื่อว่าเราจะสามารถประสบความสำเร็จได้ตามเป้าที่ตั้งไว้อย่างแน่นอน อย่าง NETA V-II ก็จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นเเรกที่ NETA จะผลิตจากฐานผลิตนอกจีน

โดยเมื่อในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2023 เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) ร่วมกับพันธมิตร ได้แก่ บางชัน เยนเนอเรล เอเซมบลี (BGAC) ทำพิธี Line-off หรือกดปุ่มไลน์ผลิตครั้งแรกของโรงงานประกอบรถยนต์ไฟฟ้าของเรา ซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมบางชันไปแล้ว

Q : มั่นใจปีหน้าได้ใช้รถผลิตในประเทศไทย

แน่นอน โรงงานของเรามีความคืบหน้าด้านการก่อสร้างและติดตั้งระบบเครื่องจักรไปแล้วประมาณ 90% และจะสามารถทำการตรวจสอบระบบและเริ่มทำการผลิตแบบนำร่อง (Pilot Production) ได้ในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคมนี้

และจะเริ่มเปิดไลน์ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบได้ภายในไตรมาสแรกของปี 2567 หรือราว ๆ เดือนกุมภาพันธ์ ด้วยกำลังผลิตที่สอดคล้องกับมาตรการ EV 3.0 ของรัฐบาลที่สัดส่วน 1:1 (นำเข้าเท่าไหร่ผลิตเท่านั้น) ทั้งนี้หากคำนวณจากการผลิตใน 1 กะต่อวัน โรงงานที่บางชันนี้จะมีกำลังการผลิตอยู่ที่ไม่เกิน 20,000 คันต่อปี และไม่เกิน 40,000 คันต่อปี และหากมีการผลิต 2 กะต่อวัน เนื่องจากโรงงานตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ก็จะมีข้อจำกัดในด้านเวลาการขนส่งและโลจิสติกส์ตามกฎหมายที่เกี่ยวกับการเข้า-ออกเขตเมืองสำหรับรถบรรทุก/รถขนส่งขนาดใหญ่

Q : แผนการผลิตรถแต่ละรุ่น

รถยนต์ไฟฟ้ารุ่น NETA V-II (หรือรุ่น NETA AYA) ซึ่งจะเป็นโฉมใหม่ของ NETA V โดยจะมุ่งเน้นการผลิตเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในประเทศไทยก่อน และหลังจากนั้นจะค่อย ๆ ปรับโฟกัสเข้าสู่การผลิตเพื่อรองรับการส่งออกรถยนต์เนต้าไปยังประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคอาเซียน เราก็หวังว่าในช่วงไตรมาส 3 หรือไตรมาส 4 เราจะสามารถทำการส่งออกลอตแรกได้ก็จะไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนก่อน หวังยอดขายจากรถยนต์ที่ผลิตในโรงงานไทยได้มากขึ้น โดยเป้าหมายจัดจำหน่ายของเราสำหรับปี 2024 อยู่ที่ประมาณ 12,000 คัน หรือมากกว่านั้น

Q : ความคืบหน้าโรงงานแบตเตอรี่ในประเทศไทย

ตามแผนงานของโรงงานแห่งใหม่ รถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในไทยของแบรนด์ NETA จะใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตโดยพันธมิตรของเรา คือบริษัท เอ็นวี โกชั่น จำกัด (NV Gotion) ในเครือ PTT เมื่อวันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา ทางบริษัทเริ่มก่อตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะ และภายในปี 2568 ทางรัฐบาลไทยจะมีมาตรการให้บริษัทรถยนต์พลังงานไฟฟ้าใช้แบตเตอรี่และมอเตอร์ที่ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น

ดังนั้นทางบริษัทจึงมีแผนพัฒนาการผลิตแบตเตอรี่ที่โรงงานบางชันของเราต่อไป เราจึงมองหาพาร์ตเนอร์รายอื่น ๆ ที่จะมาร่วมแชร์เทคโนโลยีด้านแบตเตอรี่และเทคโนโลยีสำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าร่วมกัน ภายใต้กรอบมาตรการใหม่ที่จะออกมาโดยสถาบันยานยนต์แห่งประเทศไทย

Q : จะต่อยอดธุรกิจ EV อย่างไรบ้าง

อย่างที่บอกว่า ยังมีความเป็นไปได้ที่ทาง NETA AUTO จะทำการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบ Crossover SUV รุ่น NETA X ประมาณในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2567 เพื่อจำหน่าย เนื่องจากเป็นรถรุ่นที่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคชาวไทยเป็นอย่างมาก และยังเป็นเซ็กเมนต์ตลาดรถยนต์นั่งไฟฟ้าที่มีสัดส่วนที่ใหญ่และมีการเติบโตในประเทศไทยอย่างก้าวกระโดด

อีกทั้งยังให้ฟังก์ชั่นการใช้งานที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ขับขี่ชาวไทยในปัจจุบันได้มากที่สุด โดยในด้านราคา เราจะพิจารณาตามความเหมาะสมของต้นทุนการผลิต รวมถึงปัจจัยด้านต่าง ๆ เราไม่มีแผนการแข่งขันด้านราคาหรือลดราคา แต่จะดูความเหมาะสมตามตลาดและตามความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก

Q : ช่วยประเมินแนวโน้มตลาดรถ EV ปี 2567

เนื่องด้วยอัตราการเติบโตของยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดประเทศไทย คาดว่าในปีหน้าที่กำลังจะมาถึงนี้ จะมีแนวโน้มหลัก ๆ ไปใน 2 ทิศทาง คือบริษัทจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าทุกค่ายจะหันมาตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทย เนื่องจากทางรัฐบาลให้การสนับสนุนและมีมาตรการที่ให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ อย่างเป็นรูปธรรมให้กับผู้ประกอบธุรกิจและลูกค้า ทำให้ในด้าน Supply Chain อาจเกิดปัญหาไม่สามารถรองรับปริมาณความต้องการด้านวัตถุดิบหรือส่วนประกอบต่าง ๆ ได้อย่างเพียงพอ โดยตลาดอาจจะมีช่วงหยุดชะงักเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ อาจเป็นช่วงที่ภาคการผลิตเกิดปัญหาการขาดแคลน ส่วนอีกทิศทางคือปัจจุบันบริษัทจีนทำตลาดในไทยถึง 7 ค่ายแล้ว

ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการเติบโตรุดหน้าของยอดขายและอุตสาหกรรม EV อย่างรวดเร็ว จึงมีแนวโน้มว่าทางภาครัฐอาจมีมาตรการในการปรับปริมาณ หรือจำนวนของรถยนต์ไฟฟ้าให้เพิ่มสูงขึ้นกว่าในปัจจุบันอย่างมาก ซึ่งอาจทะลุไปถึง 100,000 คันต่อปี (คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% เมื่อเทียบกับยอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ทั้งหมด)

Q : มองมาตรการการสนับสนุนของรัฐอย่างไรบ้าง

NETA มองว่าความสำเร็จในด้านนี้ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาลไทยในการผลักดันนโยบายพลังงานซึ่งเป็นวาระแห่งชาติให้เติบโตอย่างเป็นรูปธรรม NETA Auto ตระหนักถึงความสำคัญของการสนับสนุนจากรัฐบาลไทยเป็นอย่างมาก การเติบโตอย่างก้าวกระโดดด้านยอดขาย และการพัฒนาของทุกภาคส่วนในอีโคซิสเต็มสำหรับ EV ทั่วประเทศ ล้วนเป็นผลมาจากความชัดเจนในการเล็งเห็นถึงผลประโยชน์ที่มาจากเทคโนโลยีไฟฟ้าในรถยนต์นั่ง ภายในช่วงเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา

รัฐบาลไทยได้ออกมาตรการสนับสนุนทางด้านภาษีสรรพสามิตและนโยบายที่เอื้ออำนวยให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ต่าง ๆ สามารถเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยได้อย่างสะดวกราบรื่น มีการเข้ามาทำงานร่วมกันในโครงการต่าง ๆ มากมายในรูปแบบพันธมิตร ช่วยให้ไทยมีตลาด EV ที่กำลังเติบโตและใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของอาเซียน ประเทศไทยทำไปแล้ว และทำได้จริง ทำให้ไทยมีความได้เปรียบในฐานะผู้บุกเบิกอุตสาหกรรม EV ในภูมิภาคอาเซียน NETA ยังเชื่อว่า สัดส่วนรถ EV ประเทศไทย น่าจะสามารถเติบโตขึ้นมาได้ถึง 30% ภายใน 3 ปี

เมื่อเทียบกับยอดรถจดทะเบียนใหม่ทั้งหมดที่ปัจจุบันเป็นรถ EV ประมาณ 20% ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย 1) นโยบายของรัฐที่เกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ สถานีชาร์จ และสาธารณูปโภคต่าง ๆ และ 2) การวิจัยและพัฒนาที่จะมีความแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ

สุดท้ายยังได้ฉายภาพรวมของธุรกิจในตลาดต่างประเทศ หลังจากที่ตั้งบริษัท เนต้า ออโต้ ประเทศไทย เมื่อปี 2565 และเริ่มทำตลาดในประเทศ เราได้มีการขยายธุรกิจเข้าสู่ประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน โดยปัจจุบันได้มีการจัดตั้งบริษัท NETA Auto ในอินโดนีเซีย และเวียดนาม (รวม 3 บริษัทในอาเซียน) และมีการดำเนินธุรกิจผ่านบริษัทผู้แทนจัดจำหน่ายในมาเลเซีย เมียนมา ลาว บรูไน และอยู่ในระหว่างการแต่งตั้งผู้แทนในกัมพูชา สามารถครอบคลุมตลาดในภูมิภาคนี้อย่างครบถ้วนทั้ง 10 ประเทศ


ในขณะที่ตะวันออกกลาง เราได้เริ่มเข้าไปดำเนินธุรกิจแล้วในปีนี้ เราได้จัดตั้งบริษัท NETA Auto ในจอร์แดน ตุรกี อิสราเอล (ซึ่งยังคงเลื่อนเวลาเปิดตัวอยู่ตามสถานการณ์) และอื่น ๆ นอกจากนี้ เรากำลังจะเปิดตัวบริษัทแห่งแรกของเราในทวีปยุโรป ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในวันที่ 10 มกราคม 2024 นี้ โดยเนต้ามีเป้าหมายในการเข้าถึงตลาดกว่า 60 ประเทศภายในปี 2024 นี้