“ฟอร์ด” รับมือปิกอัพยอดอืด โฟกัสขาย 5 รุ่น ลดภาระดีลเลอร์แบกสต๊อก

ford-ranger

“ฟอร์ด” ชี้ปิกอัพไตรมาสแรกปีนี้ยังอ่วม รับผลกระทบยาวมาจากปลายปีก่อนที่ตลาดทรุดตัวเกือบ 30% ปรับกลยุทธ์เน้นโฟกัสตัวสินค้าให้ตรงกลุ่มและความต้องการตลาดในแต่ละพื้นที่มากขึ้น เร่งเสริมสภาพคล่องลดภาระสต๊อกสินค้าให้ดีลเลอร์ หันมาเพิ่มน้ำหนักการขาย มั่นใจดันแชร์ “เอเวอเรสต์-เรนเจอร์” โตต่อเนื่อง

นายรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย เปิดเผยถึงแผนการดำเนินธุรกิจของฟอร์ดในปี 2567 ว่า ฟอร์ดจะเพิ่มความเข้มข้นในการทำตลาดและโฟกัสลงไปยังกลุ่มตลาดที่ฟอร์ดสามารถแข่งขันได้ใน 5 รุ่นหลัก สำหรับเรนเจอร์ ได้แก่ เรนเจอร์ แร็พเตอร์ รุ่นเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร และ 3.0 ลิตร เรนเจอร์ สตรอมแทร็ค 4×4, ไวลด์แทร็ก 4×2 เกียร์ 6 สปีด, ดับเบิลแค็บ ไฮไรเดอร์ เกียร์อัตโนมัติ, ดับเบิลแค็บ เอ็กซ์แอลเอส เกียร์อัตโนมัติ และกระบะดัดแปลง เอเวอเรสต์ ทุกรุ่น

ทั้งนี้ เนื่องจากฟอร์ดมองว่า สถานการณ์ปัจจุบันบริษัทมีรถทำตลาดหลัก ๆ เพียงแค่ 2 รุ่นเท่านั้น บวกกับสภาพการแข่งขันที่รุนแรงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นบริษัทจึงหันมาใช้กลยุทธ์โฟกัสตลาด และโฟกัสสินค้า ที่ฟอร์ดมีความแข็งแกร่งในแต่ละตลาดพร้อมกับทำงานร่วมกับตัวแทนจำหน่ายในแต่ละพื้นที่ เพื่อทำตลาดให้ตรงจุดมากที่สุด

“จากนี้ไปดีลเลอร์จะไม่ต้องแบกรับสต๊อกรถรุ่นอื่น ๆ ที่ไม่ได้รับความนิยมในพื้นที่นั้น ๆ ทั้งยังช่วยให้เกิดสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจได้ดียิ่งขึ้นด้วย เราต้องโฟกัสการทำตลาดในแต่ละรุ่นย่อยในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวสูงสุดในการดำเนินธุรกิจของฟอร์ด และเป็นเรื่องที่ดีสำหรับดีลเลอร์เพราะเขารู้ว่าตลาดไหนต้องการใช้รถประเภทใด”

สำหรับปี 2567 ฟอร์ด ประเมินตลาดรถยนต์โดยรวมว่าจะมีการเติบโตเพิ่มขึ้น 3-5% หรือมียอดขายราวประมาณ 830,000 คัน จากปี 2566 ที่ผ่านมาจากตัวเลขยอดขายรถยนต์ (อย่างไม่เป็นทางการ) อยู่ที่ 777,000 คัน ฟอร์ดทำได้ 36,483 คัน มีส่วนแบ่ง 7.9%

“ปี 2567 ฟอร์ดตั้งเป้าจะเพิ่มส่วนแบ่งตลาดสำหรับ เรนเจอร์ เพิ่มเป็น 10.5% ส่วนเอเวอเรสต์ เพิ่มเป็น 22% ให้ได้”

นายรัฐการกล่าวอีกว่า ยอดขายรถยนต์ในเดือน พ.ย. และ ธ.ค. ปี 2566 ที่ผ่านมา มียอดขายเพียง 77,000 คัน และ 70,000 คัน ตามลำดับ แยกเป็นรถปิกอัพมีสัญญาณที่น่าเป็นห่วง เห็นได้จากส่วนแบ่งลดลงจาก 42% ของตลาดรวม เหลือแค่ 28-29% ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

“ปกติตลาดรถปิกอัพแต่ละเดือนขาย 24,000-25,000 คัน แต่ในเดือน ต.ค.-พ.ย. 2566 ที่ผ่านมา ทำได้ราว ๆ 17,000 คันเท่านั้น”

ส่วนฟอร์ดในปีที่ผ่านมา ถือว่าผลดำเนินงานเป็นที่น่าพอใจ มียอดขายรวมเป็นอันดับ 4 ของตลาดรถยนต์ และเป็นอันดับ 3 ของเซ็กเมนต์รถปิกอัพ 1 ตัน และปิกอัพดัดแปลง เรนเจอร์มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นจาก 8.5% เป็น 9.2%

และฟอร์ด เอเวอเรสต์ ในตลาดปิกอัพดัดแปลงมีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นจาก 14% เป็น 19%

สำหรับในไตรมาสแรกของปี 2567 ฟอร์ดยังเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของตลาดรถปิกอัพ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นผลกระทบต่อเนื่องจากช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทั้งภาพรวมของเศรษฐกิจ ความเข้มงวดของสถาบันการเงิน โดยเฉพาะกับกลุ่มลูกค้าในตลาดใช้งานที่อาจจะได้รับผลกระทบน้อยมาก

ส่วนกลุ่มลูกค้ารถปิกอัพราคา 1 ล้านบาทขึ้นไปนั้น มีลูกค้าบางกลุ่มขยับไปซื้อรถยนต์ไฟฟ้าแทน แต่ยังถือว่าเป็นตัวเลขที่ไม่ชัดเจน

“ตลอดปีที่ทำได้ 7.77 แสนคัน หากจะลงรายละเอียดจะเห็นว่าเป็นยอดขายที่น้อยกว่าในช่วงมีโควิดด้วยซ้ำไป ตอนนั้นยอดขายยังไปได้ถึง 7.91 แสนคัน และการที่จะให้ตลาดรถยนต์กลับไปที่ระดับ 1.4 ล้านคันนั้น สมัยมีนโยบายรถยนต์คันแรก ก็ถือว่ายังอีกยาวไกล แม้ว่าตลาดรถอีวีได้รับความนิยมมาก แต่ก็เป็นสัดส่วนเพียง 8-10% ของยอดขายรวมเท่านั้น ปีนี้จะเห็นค่ายรถจีนเข้ามาทำตลาดอีกจำนวนมาก


แต่ก็ยังเป็นการแข่งขันในตลาดที่จำกัดคือ เอสยูวี และรถยนต์นั่งเท่านั้น ฟอร์ดเชื่อว่าตลาดรถอีวียังต้องใช้เวลา แต่ฟอร์ดเองก็ศึกษาตลาดนี้อยู่เช่นเดียวกัน”