มาสด้า แพ้อีกคดี “CX-5 ดีเซล”ศาลสั่งชดเชยค่าเสียหายกว่า 9 แสนบาท

ศาลพิพากษาให้ผู้บริโภคชนะคดีมาสด้า ซีเอ็กซ์ – 5 ดีเซล เหตุเครื่องยนต์ชํารุดบกพร่องจริง พร้อมสั่งมาสด้าชดเชยค่าเสียหายรวมกว่า 9 แสนบาท

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567  เฟซบุ๊กเพจ ‘สภาองค์กรของผู้บริโภค’ รายงานว่า นายศิรา โอสถธรรม ทนายความของผู้เสียหายรายหนึ่งจากการซื้อรถยนต์มาสด้า ซีเอ็กซ์ – 5 ดีเซล (Mazda CX-5 SKYACTIV-D 2.2 L )  โดยซื้อรถยนต์มาสด้า ซีเอ็กซ์ – 5 (Mazda CX – 5) รุ่นสกายแอคทีฟ (Skyactiv) เครื่องยนต์ดีเซล เมื่อใช้งานรถยนต์ไปได้ประมาณ 90,000 กิโลเมตรเศษ กลับพบปัญหาที่เรียกกันทั่วไป ว่า “น้ำดัน”  คือ จะพบน้ำจากระบบหล่อเย็นรั่วหรือพุ่งออกมาตรงบริเวณหม้อพักน้ำหล่อเย็นในห้องเครื่องยนต์ หรือมีน้ำยาหล่อเย็นกระจายเต็มภายในฝากระโปรงรถยนต์   จึงนำรถเข้าศูนย์บริการมาสด้า โดยช่างได้เปลี่ยนเครื่องยนต์ให้ใหม่ แต่เมื่อขับไปได้ระยะหนึ่งก็พบปัญหาเดิม แต่ภายหลัง ศูนย์บริการมาสด้า และ บริษัท มาสด้าเซลล์ จำกัด (ประเทศไทย) ได้ปฏิเสธการเปลี่ยนเครื่องยนต์ให้ผู้เสียหาย ทั้งที่อยู่ยังอยู่ในระยะเวลาประกัน

ทั้งนี้ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดเฉพาะผู้เสียหายรายนี้เพราะเมื่อปี 2562 มีผู้ซื้อรถยนต์มาสด้า ซีเอ็กซ์ – 5 รุ่นสกายแอคทีฟ (Skyactiv) เครื่องยนต์ดีเซล ที่พบปัญหาในลักษณะเดียวกัน และได้รวมตัวกันเพื่อยื่นฟ้องเป็นคดีแบบกลุ่มต่อบริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กรณีขายรถยนต์ที่มีความชำรุดบกพร่อง และศาลแพ่งกรุงเทพใต้ มีคำสั่งรับเป็นคดีแบบกลุ่ม ซึ่งมีผู้เสียหายจำนวนมาก รวมถึงผู้เสียหายรายนี้ก็เป็นสมาชิกคดีกลุ่มด้วย โดยปัจจุบันคดีแบบกลุ่มดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้

ต่อมาผู้เสียหายได้นํารถเข้าศูนย์บริการมาสด้า เมื่อศูนย์บริการฯ ทราบว่าผู้เสียหายเป็นสมาชิกคดีกลุ่มที่กําลังฟ้องร้องอยู่ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศูนย์บริการฯ จึงยื่นข้อเสนอว่า จะเปลี่ยนเครื่องยนต์ให้หากออกจากสมาชิกกลุ่ม ผู้เสียหายจึงยอมรับข้อตกลง แต่หลังจากนั้นกลับพบว่าศูนย์บริการฯ ไม่ทำตามข้อตกลง โดยอ้างว่า ก่อนหน้านี้ผู้เสียหายไปเปลี่ยนน้ำยาหล่อเย็นมาแล้วจากอู่นอก ที่ไม่ใช่ศูนย์บริการของมาสด้าหรือไม่เช็คระยะทุก 10,000 กิโลเมตรที่ศูนย์บริการของมาสด้า จึงทำให้รถยนต์เกิดอาการน้ำดัน และไม่สามารถเปลี่ยนเครื่องยนต์ให้ได้ แต่เสนอแนวทางแก้ไขอื่นที่ผู้เสียหายต้องจ่ายเงินเอง ผู้เสียหายจึงปรึกษาทนายความและตัดสินใจฟ้องคดีด้วยตนเอง เมื่อช่วงปลายเดือนเมษายน 2564 ที่ศาลจังหวัดชลบุรี

นายศิรา กล่าวอีกว่า ที่ศาลจังหวัดชลบุรีได้มีการนําสืบเรื่องความชํารุดบกพร่องและความเสียหายของรถ ว่าเกิดจากการผลิตหรือไม่ นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลพยานหลักฐานเรื่องอาการน้ำดัน ในต่างประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น มาเลเซีย และไต้หวัน โดยพบว่าผู้เสียหายที่ใช้รถรุ่นนี้พบเจอปัญหาแบบเดียวกัน  ซึ่งในต่างประเทศได้ให้ความสำคัญการคุ้มครองผู้บริโภคมากกว่าในประเทศไทย นอกจากนี้ ในประเทศไทย ยังพบว่ามีรถยนต์รุ่นนี้หลายคันได้มีการจดทะเบียน และมีการเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ที่กรมขนส่งทางบกมากกว่าหนึ่งครั้งด้วย

หลังจากสืบพยานและพิจารณาหลักฐานทั้งหมด เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 ศาลจึงมีคําพิพากษา โดยสรุปว่า เครื่องยนต์ของรถยนต์ดังกล่าวมีความชํารุดบกพร่องจริง เนื่องจากมีผู้เสียหายหลายคนซึ่งปรากฎในคดีกลุ่มอยู่แล้ว และพิพากษาให้บริษัทมาสด้าจ่ายค่าเสียหายให้กับตัวผู้ใช้รถซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าว โดยมีค่าชดเชยพร้อมค่าเสียหายทางจิตใจ และค่าเสียหายเชิงลงโทษ มีมูลค่ารวมประมาณ 9 แสนบาทเศษ

นายศิรากล่าวเพิ่มเติมว่า ความยากของคดีประเภทแบบนี้ คือ เรื่องของการค้นหาเอกสารพยานหลักฐาน เพื่อนำประกอบการฟ้องร้องหรือสืบพยาน เนื่องจากผู้ประกอบการไม่ให้ความร่วมมือเรื่องข้อมูลหรือพยายามปกปิดข้อมูล เช่น คดีที่ศาลจังหวัดชลบุรี ศาลได้มีคำสั่งเรียกพยานเอกสารสำคัญเกี่ยวกับการชำรุดบกพร่องของรถยนต์จากผู้ประกอบการแต่ผู้ประกอบการไม่นำส่งต่อศาล เพราะอาจกลัวว่าจะทำให้ตนเองเสียเปรียบในทางคดี  ทำให้การค้นหาพยานหลักฐานหรือหรือพิสูจน์เกี่ยวกับความชํารุดบกพร่องว่ามีอยู่จริงเป็นเรื่องที่ยากมากขึ้น เพราะผู้ประกอบการมักจะกล่าวโทษว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถยนต์นั้น ๆ เป็นความผิดของผู้บริโภคเอง

สำหรับผู้เสียหายที่เป็นสมาชิกคดีแบบกลุ่ม (ผู้ใช้รถยนต์มาสด้า ซีเอ็กซ์ – 5 รุ่นสกายแอคทีฟ (Skyactiv) เครื่องยนต์ดีเซล ทุกคัน) ให้รอฟังคำพิพากษาคดีแบบกลุ่ม ว่าจะมีคำตัดสินอย่างไร ซึ่งหากชนะคดีก็สามารถติดตามและขอรับชำระหนี้ได้ หากศาลพิพากษาให้ผู้ประกอบการรับผิดชอบหรือชดเชยค่าเสียหายให้กับผู้ใช้รถยนต์  หรือหากเป็นการตกลงประนีประนอมยอมความ อาจมีการชดเชยค่าเสียหายให้กับผู้ใช้รถยนต์  แต่ทั้งนี้เมื่อสมาชิกคดีแบบกลุ่ม พิจารณาแล้วคาดว่าผลการชดเชยอาจไม่คุ้มกับความเสียหายที่ได้รับก็สามารถออกจากคดีแบบกลุ่มก่อนศาลจะมีคำพิพากษา โดยต้องออกจากกลุ่มภายในระยะเวลาที่ศาลประกาศกำหนด และใช้สิทธิยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ด้วยตนเองได้  เพราะหากเป็นคดีเดี่ยว อาจได้รับการพิจารณาถึงความเสียหายของแต่ละคนหรือแต่ละกรณีอย่างละเอียด ทั้งจะได้รับการชดเชยค่าเสียหายที่เฉพาะเจาะจงในแต่ละกรณีมากขึ้นตามความเสียหายแท้จริงที่ได้รับ