เงิน 10,000 บาท ได้วันไหน

คอลัมน์ : สามัญสำนึก
ผู้เขียน : อิศรินทร์ หนูเมือง

คนไทย 20 ล้านคน ค้นหาคำว่า “เงิน 10,000 บาท ได้วันไหน” ในระบบกูเกิลเสิร์ช จึงไม่น่าแปลกใจที่ทั้งผู้คนทุกแห่งหนจะสนทนากันเรื่องนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ที่เลื่อนมาแล้ว 3 ครั้ง จะยังได้อยู่หรือไม่ และจะได้เมื่อไหร่

คำตอบที่ยังอยู่ในสายลมคือ ยังไม่รู้ว่าจะได้เมื่อไร เพราะต้องรอการนัดประชุมคณะกรรมการนโยบายดิจิทัลวอลเลต ที่มีนายกฯ เป็นประธาน ครั้งต่อไป และรอข้อเสนอแนะของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่มีข้อท้วงติงหลายประการ

ขณะนี้การเริ่มต้นนำนโยบายไปปฏิบัติเรื่องแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท จึงยังไม่คืบหน้า เพราะแม้กระทั่งร่างกฎหมาย พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้าน เพื่อดำเนินโครงการนี้ก็ยังไม่ได้เสนอเข้าที่ประชุม

คำถามจึงมีต่อไปว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนนโยบายจากออก พ.ร.บ. เป็นออก พ.ร.ก.กู้เงิน หรืออาจจะไม่กู้แต่จะใช้วงเงินใน พ.ร.บ.งบประมาณ 2568 และกลุ่มที่จะได้เงินก็อาจจะไม่ใช่ 50 กว่าล้านคน แต่จะได้เฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือไม่

คำถามคาใจทั้งปวงได้รับคำตอบจาก นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ถาม : เงิน 10,000 บาทจะได้วันไหน

ตอบ : ขณะนี้ได้ทำตามที่ประกาศไว้ พยายามทำให้เร็วที่สุด ทำให้ได้ตามเป้าหมาย หน้าที่ของรัฐบาลจะทำให้ได้ และจำเป็นต้องมีความรอบคอบ ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ถาม : ส่วนราชการไม่อยากนำนโยบายไปปฏิบัติ เพราะกลัวติดคุกหรือเปล่า

ตอบ : ผมถามว่าการออกกฎหมายจะติดคุกได้ยังไง การออกพระราชบัญญัติติดคุกไหม ถ้าพระราชบัญญัติตกก็คือตก แปลว่าประชาชนไม่เห็นชอบ คราวหน้าก็อย่าเลือก ใช่ไหม…ตรรกะเป็นเช่นนี้ เราต้องมั่นใจว่าไปได้”

จากนั้นยกแม่น้ำทั้งห้ามาอธิบาย “ความวิกฤต” เรื่องแรกที่ต้องทำคือ จะต้องปั๊มหัวใจ ทำให้คนรอดก่อน เพราะที่ผ่านมาไทยเศรษฐกิจฟื้นตัว-เติบโตช้า

สำนักที่มีการคาดการณ์ตัวเลขทางเศรษฐกิจ 3 สำนัก ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่คาดการณ์ต้นปีว่าโต แต่นั้นปรับเป้าลงมาเรื่อย ๆ และสุดท้ายความเป็นจริงตัวเลขโตต่ำกว่าที่คาด ดังนั้น ถ้าคาดการณ์ว่าดีเกินกว่าความเป็นจริงก็เพื่อจะบอกว่าไม่วิกฤต

เลขาธิการนายกฯ ตอกย้ำว่า คาดการณ์ผิดตลอด คาดการณ์ดีกว่าความเป็นจริง 8 ครั้ง ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา มีการปรับเป้ามาโดยตลอด ถ้าคาดการณ์ผิดก็วางแผนผิด

“เศรษฐกิจไม่วิกฤต แต่คาดการณ์ผิดทุกไตรมาส” เลขาธิการนายกฯ พูดลอย ๆ ยิ้มมุมปาก

ตามความรู้สึก-ข้อมูลของเลขาธิการนายกฯ คือ สถานะเศรษฐกิจไทยเหมือนกบต้ม กบเป็นสัตว์เลือดเย็น เมื่อถูกต้มก็จะไม่ค่อยรู้สึกว่าร้อน แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งก็สุก กว่าจะรู้ตัวก็ตายเสียแล้ว

พร้อมฉายภาพอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เริ่มทรุดตัวลงต่อเนื่อง 3 ช่วงคือ ก่อนโควิด ช่วงโควิด และหลังโควิด และตบท้ายว่าเศรษฐกิจไทยโตช้าตั้งแต่ก่อนโควิด-19 การฟื้นตัวหลังโควิด-19 ก็ต่ำเกือบสุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ขณะนี้ถือว่าไทยโตช้าที่สุดในอาเซียน

นายกฯน้อยสรุปว่า “จึงมีความเห็นต่างกันอย่างชัดเจน ถ้าอยู่บนหอคอยสูง ๆ ก็จะไม่เห็นความทุกข์ยากของประชาชนที่ค่อนข้างลำบาก…จะอยู่ไม่รอดแล้ว”

เสียงเอ็กโค่-จากคนในรัฐบาลดังขึ้น สอดคล้องกับคำของคนในทำเนียบคือ “ถ้าไม่ทำอะไร ไทยจะกลับไปวิกฤตต้มยำกุ้งอีกครั้ง”

ดังนั้น ต้องดันออก พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้าน ภายใต้ความจำเป็น 4 ข้อ 1.มีความจำเป็นเร่งด่วน ขณะนี้ “เป็นวิกฤตกบต้ม” และกำลังตกถึงท้องช้างแล้ว อัตราเงินเฟ้อติดลบติดต่อกัน 2-3 เดือน การส่งออกติดลบ อัตราการเติบโตไม่เป็นไปอย่างที่คาดการณ์

2.มีวิกฤตและต่อเนื่อง อัตราการขยายตัวของจีดีพีตกต่ำลงไปกว่าปี 2562 ช่วงก่อนโควิด-19 และยังไม่กลับมาเท่าเดิม จากการคาดการณ์ล่าสุดจีดีพีขยายตัวอยู่ที่ 1.8%

3.ตั้งงบประมาณใช้ในโครงการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ในปีเดียวไม่ทัน

4.ยังคงรักษาระเบียบวินัยการเงินการคลัง ทำให้หนี้สาธารณะไม่เกิน 70% ของจีดีพี ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 62% ถ้าทำโครงการดิจิทัลวอลเลต ต้องกู้เงิน 5 แสนล้าน ก็จะเพิ่ม 2.3% ดังนั้น ไม่เกิน 64% ของจีดีพี


ถึงที่สุดรัฐบาลจะต้องรับผิด-รับชอบทางการเมือง ดังนั้น “นายกฯน้อย” จึงตัดจบว่า “วิกฤตหรือไม่วิกฤต รัฐบาลจะเป็นคนตัดสินใจ”