เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (17 ก.ค. 69) ร่วงลง 500 บาท ทองรูปพรรณ 64,400 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (17 ก.ค. 69) ร่วงลง 500 บาท ทองรูปพรรณ 64,400 บาท
ทุเรียนใต้เหลือ 4.9 แสนตัน พาณิชย์เร่งดูดซับ-แปรรูป กู้ราคาหน้าสวน
Economic ทุเรียนใต้เหลือ 4.9 แสนตัน พาณิชย์เร่งดูดซับ-แปรรูป กู้ราคาหน้าสวน
ESG โอกาสใหม่ของโรงแรม SMEs ที่ไม่ควรมองข้าม
Columns ESG โอกาสใหม่ของโรงแรม SMEs ที่ไม่ควรมองข้าม
CKPower ติดทำเนียบหุ้น ESG100 จากไทยพัฒน์ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5
SD CKPower ติดทำเนียบหุ้น ESG100 จากไทยพัฒน์ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5
เอกนิติ ชี้ผู้ได้สิทธิ “บัตรสวัสดิการฯ” 9.5 ล้านราย คัดคนจนจริงก่อน
Politics เอกนิติ ชี้ผู้ได้สิทธิ “บัตรสวัสดิการฯ” 9.5 ล้านราย คัดคนจนจริงก่อน
คพ. ลงพื้นที่เชียงใหม่–เชียงราย ผนึก UNIDO แก้ปัญหามลพิษข้ามแดน
Economic คพ. ลงพื้นที่เชียงใหม่–เชียงราย ผนึก UNIDO แก้ปัญหามลพิษข้ามแดน
กรมทรัพย์สินทางปัญญา จับมือไอคอนสยาม จัด“เทศกาลผลไม้ GI”
Biz Movement กรมทรัพย์สินทางปัญญา จับมือไอคอนสยาม จัด“เทศกาลผลไม้ GI”
GWM EK Group Racing Team ลุย AXCR 2026
Automotive GWM EK Group Racing Team ลุย AXCR 2026
คปภ.ชี้เหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ประกันอัคคีภัยคุ้มครองถึง 18 มี.ค. ปีหน้า
Finance คปภ.ชี้เหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ประกันอัคคีภัยคุ้มครองถึง 18 มี.ค. ปีหน้า
C P S พลิกโฉมสาขาเซ็นทรัลเวิลด์ ชู “Listening Room” แห่งแรกในไทย
Business C P S พลิกโฉมสาขาเซ็นทรัลเวิลด์ ชู “Listening Room” แห่งแรกในไทย
ดูทั้งหมด

เศรษฐา ทวีสิน : To tax or not to tax ?

07 ส.ค. 2565 | 07:39น.
Liz Truss-Rishi Sunak
คอลัมน์ : คิดไปข้างหน้า
ผู้เขียน : เศรษฐา ทวีสิน

ที่ประเทศอังกฤษตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงหาเสียงของตัวแทนจากพรรคอนุรักษนิยม 2 คน ที่จะมาเสียบเก้าอี้นายกฯ แทน นายบอริส จอห์นสัน ซึ่งประกาศลาออกไปเมื่อไม่นานมานี้ หนึ่งนโยบายหลักที่ทั้งนาง Liz Truss และ นาย Rishi Sunak ยกขึ้นมาถกเถียงกันเพื่อชิงคะแนนนิยมก็คือ เรื่องการปรับโครงสร้างภาษีนั่นเอง คนหนึ่งเสนอมาตรการลดภาษีทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาให้ต่ำลง ในขณะที่อีกคนหนึ่งบอกว่าการปรับลดภาษีอาจไม่ใช่ทางออกสำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะยาว

ประเด็นภาษีนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจในบริบทของประเทศไทยด้วยเช่นกัน เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟังครับ

จะเห็นว่านโยบายของรัฐบาลไทยช่วงที่ผ่านมาเน้นเรื่องของการอัดเม็ดเงินเข้าสู่กระเป๋าประชาชนเพื่อกระตุ้นการจับจ่ายระยะสั้นเป็นระยะ ๆ ซึ่งก็ไม่ได้ผิดเสียทีเดียว แต่รัฐบาลควรต้องให้ความสำคัญกับเรื่องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาพรวมด้วย เรื่องของมาตรการที่จะสร้างงาน สร้างรายได้ในระยะยาว จำเป็นต้องวางแผนและดำเนินการอย่างรวดเร็ว

นอกเหนือไปจากการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจดั้งเดิมของประเทศแล้ว อย่าลืมนะครับว่า โลกปัจจุบันมีบริบทของเศรษฐกิจกระแสใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ อย่าง fintech หรือ healthtech ฯลฯ รวมถึงธุรกิจที่คำนึงถึงเรื่องของสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมากขึ้นด้วย ซึ่งจะละเลยไม่ได้ มิเช่นนั้นเราจะไปแข่งขันกับใครได้

ระบบเศรษฐกิจดั้งเดิมก็ต้องผลักดัน เศรษฐกิจกระแสใหม่ก็เป็นโอกาสอีก กิจกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ต้องการกลไกและงบประมาณสนับสนุนเพิ่มเติมจากภาครัฐในการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน เสริมศักยภาพแรงงาน ฯลฯ งบประมาณที่จะใช้ในการนี้ นอกจากการกู้แล้วก็ต้องมาจากการเก็บภาษี ซึ่งเป็นรายได้หลัก จริงไหมครับ ไม่งั้นเราคงแข่งขันกับคนอื่นไม่ไหว ผมถึงบอกว่าเรื่องของภาษี มีนัยสำคัญที่รัฐบาลต้องกลับมาพิจารณากันใหม่

นักเศรษฐศาสตร์หลายคนก็พูดเสมอ ๆ ว่า ประเทศไทยมีรายได้จากภาษีต่ำมาก โดยเฉพาะถ้าเปรียบเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เนื่องจากอัตราภาษีที่ต่ำเกินไป การลดหย่อนภาษี และการยกเว้นต่าง ๆ ทำให้เราไม่สามารถเก็บภาษีได้เต็มศักยภาพ

บางคนอาจมองว่าการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลก็ดีสิ เพราะจะได้ส่งเสริมการลงทุน ดึงดูดธุรกิจและอุตสาหกรรมต่าง ๆ ให้เข้ามาในไทยมากขึ้น แต่ในฐานะคนทำธุรกิจเองอย่างผมกลับมองต่าง ผมเชื่อว่าธุรกิจจะอยากเข้ามาลงทุนในไทยไม่ใช่เพราะการปรับลดภาษี แต่เพราะเขาเห็นโอกาสของการเติบโตในอนาคต ซึ่งมีพื้นฐานมาจากการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค ระบบขนส่ง โทรคมนาคมพื้นฐานของรัฐบาล หรือนโยบายในการเพิ่มศักยภาพของแรงงานต่าง ๆ ซึ่งต้องใช้รายได้จากภาษีมาขับเคลื่อนต่างหาก

นอกจากนี้แล้ว ประเทศไทยยังมีข้อยกเว้นต่าง ๆ ที่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มคนรวยสุด ทั้ง ๆ ที่กลุ่มนี้ควรจะจ่ายภาษีมากกว่าคนปกติ เช่น ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้เจ้าสัวที่ลงทุนเกี่ยวข้องกับเขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือการโอนมรดกมูลค่าสูง ๆ ที่ได้รับการยกเว้นภาษีมรดก เป็นต้น

ไม่ว่าจะเป็นภาษีมรดก ภาษีความมั่งคั่ง ภาษีลาภลอย หรือภาษีคาร์บอน ล้วนแล้วแต่เป็น “low-hanging fruits” ที่รัฐบาลชุดนี้ควรจะผลักดันให้เกิด แต่จะด้วยความเชื่องช้าในการพิจารณาร่าง หรือความเกรงใจผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ใกล้ตัวคนออกนโยบายเอง ทำให้ภาษีพวกนี้ไม่ถูกนำมาพิจารณาบังคับใช้เสียที ดูตัวอย่างที่อังกฤษก็ได้ พอออกจากสหภาพยุโรป รัฐบาลเขาก็ประกาศยกเลิก VAT refund สำหรับนักท่องเที่ยว มีรายได้เพิ่มจากตรงนี้ แม้จะไม่ค่อยเป็นที่ถูกใจสำหรับนักธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพราะกลัวนักท่องเที่ยวหนีไปช็อปปิ้งที่อื่นหมด แต่ก็ต้องทำ

ผมมองว่ารัฐบาลชุดนี้มีวาระเหลืออีกประมาณ 8 เดือน ถือเป็นโอกาสดีที่จะรีบเร่งปรับโครงสร้างภาษีเพื่อเปิดทางและสร้างมาตรฐานในเรื่องการนำมาซึ่งรายได้ของรัฐที่มากขึ้นให้กับใครก็ตามที่มารับไม้ต่อสามารถเดินหน้าในเรื่องนี้ได้โดยไม่ต้องกังวล เพราะสุดท้ายแล้ว “ภาษี” คือรายได้สำคัญที่ประเทศจำเป็นต้องใช้ในการผลักดันเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ปฏิรูปภาษี เศรษฐา ทวีสิน