Skip to content

เช็กเสียง ส.ส.รัฐบาล-ฝ่ายค้าน ก่อนเกมสมคบคิดล้มศึกซักฟอก

12 ก.พ. 2566 | 18:11น.
เช็กเสียง ส.ส.รัฐบาล-ฝ่ายค้าน ก่อนเกมสมคบคิดล้มศึกซักฟอก

สัปดาห์นี้ อีเวนต์ใหญ่การเมืองไม่ใช่การ “หาเสียงเลือกตั้ง”

แต่เป็นการเปิดอภิปรายทั่วไปไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ 152 ที่พรรคร่วมฝ่ายค้านหวังใช้เวทีนี้ เวทีสุดท้ายในการดิสเครดิตรัฐบาล ลดแต้มความนิยมฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์สั่งทั้งข้าราชการประจำ ข้าราชการการเมือง ตั้งป้อมตอบโต้ใน-นอกสภา 

สำหรับ พล.อ.ประยุทธ์เตรียมหยิบข้อมูลจากฝ่ายประจำ ใช้เป็นผลงานขึ้นโชว์ผ่านสังคมออนไลน์ ออฟไลน์

พร้อมกับทีมโฆษกปากแจ๋วในทำเนียบรัฐบาล โต้คำครหาฝ่ายค้าน ทั้ง ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ทิพานันท์ ศิริชนะ รองโฆษกรัฐบาล

ขณะที่ความพร้อมพรรคฝ่ายค้าน เตรียมขุนพลรุมถล่มรัฐบาลไม่น้อยกว่า 30 ราย พรรคเพื่อไทยกินส่วนแบ่งมากที่สุด 18 คน ที่เหลือคือพรรคก้าวไกล และพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่น ๆ

ร่วมกันประจานการบริหารงานล้มเหลวของรัฐบาลตลอด 4 ปี จำเลยอื่น ๆ นอกจาก พล.อ.ประยุทธ์ ยังมีคนของพรรคภูมิใจไทย อย่าง อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ที่เข้าข่ายถูกฝ่ายค้านถลกหนัง จากโปรเจ็กต์ต่าง ๆ ของพรรคภูมิใจไทย

ถึงกับมี ส.ส.พรรคเพื่อไทยอีสานรายหนึ่งขู่เอา “คลิป” มาเปิดกลางสภา

อย่างไรก็ตาม การอภิปรายทั่วไปไม่ลงมติครั้งนี้กลับเกิดกระแส “ล้มญัตติ” เนื่องจากมีบางฝ่ายไม่ต้องการให้มีการอภิปราย แม้แต่คนในฝ่ายรัฐบาลก็ออกมายอมรับเป็นเรื่องจริง

ชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ รองประธานวิปรัฐบาลกล่าวว่า มีแนวคิดนี้จริง และได้มาประสานงานกับตน ซึ่งได้ยืนยันไปแล้วว่า การอภิปรายเป็นข้อเสนอแนะของฝ่ายค้านที่จะสามารถตรวจสอบฝ่ายบริหารได้ แต่การที่ฝ่ายบริหารหรือพรรคใดพรรคหนึ่งจะไม่เข้าร่วมเป็นองค์ประชุม ตนคิดว่าจะมีผลเสียหายอย่างน้อย 3 ประการ

คือ 1.หนีการตรวจสอบของฝ่ายค้าน 2.เป็นหน้าที่โดยตรงของฝ่ายรัฐบาลที่ต้องทำให้ครบองค์ประชุม และ 3.ถ้าฝ่ายค้านเห็นว่าการไม่ครบองค์ประชุมมาจากฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้านก็หาเหตุไปอภิปรายนอกสภาได้ จะยิ่งทำให้ฝ่ายรัฐบาลเสียหาย และเรารู้อยู่แล้วว่าเป้าหมายของฝ่ายค้านคืออะไร เพราะฉะนั้น พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคก็ควรที่จะร่วมมือกันให้การอภิปรายเป็นไปตามระเบียบวาระ 

เมื่อเช็กเสียงองค์ประชุมสภาผู้แทนราษฎรล่าสุดเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา พบว่ายอด ส.ส.ในสภาทั้งหมด 427 คน แต่หยุดปฏิบัติหน้าที่ 7 คน จึงเหลือยอดองค์ประชุม 420 คน องค์ประชุมสภากึ่งหนึ่ง 210 คน

แบ่งได้ดังนี้ เริ่มจากพรรคฝ่ายรัฐบาลขณะนี้มี 229 เสียง ประกอบด้วย พรรคพลังประชารัฐเหลือ ส.ส.เพียงแค่ 77 คน พรรคภูมิใจไทยยังอยู่ที่ 63 คน (ไม่นับนักการเมืองที่ลาออกจาก ส.ส.ย้ายมาเข้าพรรค) พรรคประชาธิปัตย์ยังเท่าเดิม 50 คน (ทั้งที่บางคนประกาศตัวจะไปอยู่ร่วมกับพรรครวมไทยสร้างชาติ)

พรรคชาติไทยพัฒนา 12 คน พรรคเศรษฐกิจใหม่ 6 คน พรรคพลังท้องถิ่นไทย 5 คน พรรครวมพลัง 4 คน พรรคชาติพัฒนากล้า 3 คน พรรคโอกาสไทย 2 คน (พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย) พรรคประชาภิวัฒน์ 1 คน

พรรคครูไทยเพื่อประชาชน 1 คน พรรคพลเมืองไทย 1 คน พรรคพลังธรรมใหม่ 1 คน พรรคเพื่อชาติไทย 1 คน

พรรครวมไทยสร้างชาติ 1 คน พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 คน

ขณะที่เสียงของพรรคร่วมฝ่ายค้านตอนนี้มีอยู่ 187 เสียง ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย ลดลงเหลือ 117 คน พรรคก้าวไกล ลดลงเหลือ 45 คน พรรคเสรีรวมไทย มี 10 คนเท่าเดิม พรรคประชาชาติ มี 7 คน พรรคเพื่อชาติมี 6 คน พรรคพลังปวงชนไทย 1 คน พรรคไทยศรีวิไลย์ 1 คน

ไม่มีสังกัด 11 คน (ลาออกจากพรรคเก่า ยังไม่ได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคใหม่) 

มีการตั้งสมมติฐานจาก ส.ส.ฝ่ายค้านว่า ในการอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152 นั้น จังหวะแรกอาจมีการเข้าชื่อกันเพื่อให้เปิดประชุมได้ แต่พอถึงจุดหนึ่งที่ไม่ต้องการให้มีการอภิปราย อาจมีมือดีเสนอ “นับองค์ประชุม” เพื่อให้องค์ประชุมเดินหน้าต่อไปไม่ได้ 

หากจำนวน ส.ส.ในสภาวันนั้นมีไม่ถึง 210 เสียง เป็นอันล่มการประชุม บนเงื่อนไขว่าจะต้องมีขบวนการสมคบคิดกันหลายพรรค ทั้งฝ่ายรัฐบาล อาจรวมถึงฝ่ายค้านบางส่วน เพื่อทำให้องค์ประชุมไม่ถึง 210 เสียง 

เมื่อยังไม่มีการยุบสภา การเมืองในสภาโค้งสุดท้ายจึงเข้มข้น