Skip to content

พลังประชารัฐ-รวมไทยสร้างชาติ ชี้ขาดจำนวน สส.โหวตนายกฯเพื่อไทย

12 ส.ค. 2566 | 09:29น.
พลังประชารัฐ-รวมไทยสร้างชาติ ชี้ขาดจำนวน สส.โหวตนายกฯเพื่อไทย

การรวบรวบเสียง สส.เพื่อจัดตั้งรัฐบาลพรรคเพื่อไทย งวดเข้ามาทุกขณะ แม้ว่ายังไม่สะเด็ดน้ำ แต่นับนิ้ว-ดีดลูกคิดแล้ว 9 พรรค 238 เสียง

วาทกรรมรัฐบาลสลายขั้ว-ไม่มีลุง 9 พรรค 238 เสียง ประกอบด้วย 1.พรรคเพื่อไทย 141 เสียง 2.พรรคภูมิใจไทย 71 เสียง 3.พรรคชาติไทยพัฒนา 10 เสียง 4.พรรคประชาชาติ 9 เสียง

5.พรรคเพื่อไทยรวมพลัง 2 เสียง และ 6.พรรคชาติพัฒนากล้า 2 เสียง รวมกับพรรคเล็ก-พรรคละ 1 เสียง อย่างน้อยขณะนี้ 3 พรรค ได้แก่ พรรคเสรีรวมไทย พรรคพลังสังคมใหม่ และพรรคท้องที่ไทย

หลังจากนี้พรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้ารวบรวมเสียงจาก สส.ทั้งพรรค หรืออย่างน้อยเป็น “คณะบุคคล” และอย่างน้อยที่สุด คือ การทำ “สัญญาใจ” เพื่อขอใช้บริการในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

รวมถึงพรรคก้าวไกล 149 เสียง หลังอุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร พา “คู่กรณี” อย่าง ภูมิธรรม เวชยชัย ไปขอขมา “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ถึงตึกไทยซัมมิท

สุดท้ายหากพรรคก้าวไกลใจแข็ง ไม่ยอมยกมือโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีให้กับพรรคเพื่อไทย ฉากทัศน์ “รัฐบาลสมานฉันท์” ที่มีทั้ง “พรรคลุง” และ “พรรคเก่าแก่” ไม่หนีไปจากนี้

สูตรรัฐบาลไม่มีลุง-มีประชาธิปัตย์ 10 พรรค 259 เสียง สมการแรก รัฐบาล 238 เสียง + ประชาธิปัตย์ 21 เสียง (ไม่มา 4 เสียง) รวม 259 เสียง

สูตรรัฐบาลลุงเดียว 10 พรรค 278/274 เสียง สมการที่สอง รัฐบาล 238 เสียง + พลังประชารัฐ 40 เสียง รวม 278 เสียง สมการที่สาม รัฐบาล 238 เสียง + รวมไทยสร้างชาติ 36 เสียง รวม 274 เสียง

สูตรรัฐบาลสองลุง 11 พรรค 314 เสียง สมการที่สี่ รัฐบาล 238 เสียง + พลังประชารัฐ 40 เสียง + รวมไทยสร้างชาติ 36 เสียง รวม 314 เสียง

สูตรสองลุง-ประชาธิปัตย์ 12 พรรค 335 เสียง สมการที่ห้า รัฐบาล 238 เสียง + พลังประชารัฐ 40 เสียง + รวมไทยสร้างชาติ 36 เสียง + ประชาธิปัตย์ 21 เสียง รวม 335 เสียง

พรรครวมไทยสร้างชาติ 36 เสียง มีแนวโน้มอย่างน้อยไปเป็นคณะบุคคล อย่าง “กลุ่มสามมิตร” อย่าง “ธนกร วังบุญคงชนะ” และ “เสี่ยแฮงค์” อนุชา นาคาศัย สส.ชัยนาท

โดยเฉพาะกลุ่มของ “สุชาติ ชมกลิ่น” ที่มี สส.เขต อยู่ในมือ เช่น นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง สส.ชลบุรี นายสัญญา นิลสุพรรณ สส.นครสวรรค์ นายวัชระ ยาวอหะซัน สส.นราธิวาส น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี

ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ 40 เสียง มาทั้งลุง-มาทั้งพรรคแน่นอน นำทีมโดย “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” สส.พะเยา ที่นั่งแท่นเลขาธิการพรรค มารับภารกิจ “ก้าวข้ามความขัดแย้ง”

หากพรรคเพื่อไทย “ปิดดีล” พรรคพี่-พรรคน้องได้สำเร็จ จะกลายเป็น “เหล้าพ่วงเบียร์” ได้ “สว.สายลุงป้อม” และ “สว.สายลุงตู่” มาสมทบเสียงโหวตนายกรัฐมนตรีทะลุ 375 เสียง

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ 21 เสียงที่พร้อมจะมาเป็นคณะ ประกอบด้วย สงขลา 5 คน ยกเว้น นายสรรเพชร บุญญามณี ได้แก่ นายสมยศ พลายด้วง นายเดชอิศม์ ขาวทอง น.ส.สุภาพร กำเนิดผล พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ และ นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง

นครศรีธรรมราช 6 คน ได้แก่ นายราชิต สุดพุ่ม นายทรงศักดิ์ มุสิกอง นายพิทักษ์เดช เดชเดโช ว่าที่ ร.ท.ยุทธการ รัตนมาศ นายชัยชนะ เดชเดโช และนางอวยศรี เชาวลิต

พัทลุง 2 คน ได้แก่ นางสุพัชรี ธรรมเพชร และนายร่มธรรม ขำนุรักษ์ ตรัง 2 คน ได้แก่ น.ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ และนายกาญจน์ ตั้งปอง ปัตตานี 1 คน คือ นายยูนัยดี วาบา

ประจวบคีรีขันธ์ 2 คน ได้แก่ นายจักพันธ์ ปิยพรไพบูลย์ และนายประมวล พงศ์ถาวราเดช อุบลราชธานี 1 คน คือ นายวุฒิพงษ์ นามบุตร สกลนคร 1 คน คือ นายชาตรี หล้าพรหม และแม่ฮ่องสอน 1 คน คือ นายสมบัติ ยะสินธุ์

คณะบุคคลประชาธิปัตย์และพรรคสองลุง แม้มาไม่หมดทั้งพรรค แต่ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีถือเป็น “เอกสิทธิ์” ของ สส.แต่ละคน

ต่อให้พรรคเพื่อไทยกวาด สส.กว่าครึ่งสนามร่วมรัฐบาล แต่ปัจจัยชี้ขาดก็อยู่ที่ขุมกำลัง 2 ลุง