Skip to content

หมอเลี้ยบ เปิดแผน ซอฟต์พาวเวอร์ สร้างเงิน 4 ล้านล้าน คู่ขนานแจกเงินหมื่น

22 พ.ย. 2566 | 09:40น.
หมอเลี้ยบ เปิดแผน ซอฟต์พาวเวอร์ สร้างเงิน 4 ล้านล้าน คู่ขนานแจกเงินหมื่น
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ

ซอฟต์พาวเวอร์ เป็นอีกหนึ่งนโยบายธงหลักของรัฐบาล

โดยจิ๊กซอว์สำคัญคือ “แพทองธาร ชินวัตร” หัวหน้าพรรคเพื่อไทย สวมหมวกใน 2 ตำแหน่ง หนึ่ง รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ สอง ประธานคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ แต่เป็น “หัวหอกขับเคลื่อน”

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีต รมว.คลัง กรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ หนึ่งในคีย์แมนเบื้องหลังแผนซอฟต์พาวเวอร์ ฉายภาพจากนี้ไป ตั้งเป้าสร้างงาน-เงิน 4 ล้านล้านบาท ให้กับคนไทย 20 ล้านคน รวม 4 ปี 4 ล้านล้านบาท

และเป็น “ขาหนึ่ง” ที่จะช่วยปลุกเศรษฐกิจคู่ขนานโครงการดิจิทัลวอลเลต 10,000 บาท

ฉายภาพซอฟต์พาวเวอร์

นพ.สุรพงษ์เล่าว่า เรื่องซอฟต์พาวเวอร์ นอกจากตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ มีนายกฯเป็นประธาน ตอนนี้มีการตั้ง ประธานคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ซึ่งมีคุณแพทองธารเป็นประธาน จะมีการประชุมทุกเดือน เพื่อติดตามความคืบหน้า และมีการตั้งคณะอนุกรรมการออกมา 12 คณะ สำหรับ 11 อุตสาหกรรม

เพราะอุตสาหกรรมภาพยนตร์ กับละคร และซีรีส์ มีธรรมชาติของการทำงานและปัญหาไม่เหมือนกัน ดังนั้นจึงมีคณะอนุกรรมการสำหรับภาพยนตร์คณะหนึ่ง กับละคร และซีรีส์ อีกคณะหนึ่ง

นอกจากนี้ยังดำเนินการเรื่องกฎหมาย ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ พูดถึงเรื่องร่าง พ.ร.บ.ภาพยนตร์และเกม จะออกมาในทิศทางควบคุมและส่งเสริม ซึ่งคนในอุตสาหกรรมไม่เห็นด้วย จึงประสานกระทรวงวัฒนธรรม ให้หยุดการร่างกฎหมายแล้ว ต่อไปนี้จะมีการตั้งคณะทำงาน ภาครัฐครึ่งหนึ่ง เอกชนครึ่งหนึ่ง มาเตรียมร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่

ขณะเดียวกันตอนนี้มีความชัดเจนแล้วว่า งานเทศกาลภาพยนตร์ที่โอซากา เอเชียน ฟิล์ม เฟสติวัล 2567 จะมีภาพยนตร์ไทย 5-6 เรื่อง จึงเป็นมิติใหม่ของรัฐบาลที่จะเข้ามาส่งเสริมภาพยนตร์ไทยไปสู่เวทีโลก

เรื่องอื่น ๆ มีการคิดเป็นลำดับ เช่น เรื่องการให้สมัครคนที่มาฝึกอบรม บ่มเพาะในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น อาหาร มวยไทย แฟชั่น การออกแบบ ซึ่งกระบวนการของกองทุนหมู่บ้านเตรียมการไปไกลพอสมควรแล้ว

คุณแพทองธาร (ชินวัตร) บอกว่า อยากให้การขับเคลื่อนเรื่องนี้เป็นไปอย่างยั่งยืน ดังนั้นต้องมีหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้จริง ๆ ผ่าน พ.ร.บ.THACCA

ดังนั้นอาจจะต้องเป็นหน่วยงานที่ใหญ่พอสมควรภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี มีงบประมาณมากพอสมควร รวมอำนาจหน้าที่ที่ซ้ำซ้อนกันมาอยู่ในที่เดียว และรวมกองทุน งบประมาณที่รวมกัน 7 พันกว่าล้าน มารวมในการบริหารจัดการเป็นแพ็กที่เป็นยุทธศาสตร์ โดยจะนำร่างกฎหมายเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ภายในกลางปี 2567

ปั้นไทยประเทศแห่งเทศกาล

นพ.สุรพงษ์กล่าวว่า ต้นปี 2567 จะเห็นชัดเจนในหลาย ๆ อุตสาหกรรม แต่ที่จะได้เห็นเร็วกว่า ตั้งแต่เทศกาลลอยกระทงนี้เป็นต้นไป เราได้ทำเรื่อง winter festival เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรม เราอยากให้ประเทศไทยเป็น festival country เป็นประเทศแห่งเทศกาล 27 พฤศจิกายนนี้ จะเห็นความเปลี่ยนแปลง

อีกอันหนึ่งเราเตรียมการแล้วคือ water festival คือ เทศกาลสงกรานต์ จะเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ดังนั้นเราจะไม่จัดแค่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ แต่เราจะจัดทั้งเดือนเมษายน จะมีกิจกรรมทั้งดนตรี ภาพยนตร์ ศิลปวัฒนธรรม เราตั้งเป้าให้เป็นเทศกาลระดับโลกให้ได้ ทำให้ทั่วโลกรู้สึกว่าเมษายนของทุก ๆ ปีต้องมาประเทศไทย

ซอฟต์พาวเวอร์ VS เงินดิจิทัล

งานที่ขับเคลื่อนโดย น.ส.แพทองธาร หัวหน้าพรรคเพื่อไทยอย่างซอฟต์พาวเวอร์ ขับเคลื่อนไปเร็ว แต่การขับเคลื่อนโดยรัฐบาล เช่น เงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท ไปช้าและไม่ชัดเจน นพ.สุรพงษ์แย้งว่า เรื่องดิจิทัลวอลเลต 10,000 บาท ก็มีคณะกรรมการอีกคณะหนึ่ง ตั้งขึ้นมา แต่ต้องยอมรับว่าการขับเคลื่อนโครงการดิจิทัลวอลเลตมันยากกว่า ยากกว่าในเรื่องของตัวหลักการและเหตุผล เป็นเรื่องที่ทุกคนมองแตกต่างกันไป อย่างเรื่องซอฟต์พาวเวอร์และ 30 บาท ไม่มีใครไม่เห็นด้วย มีแต่เห็นด้วย ดี…ต้องทำ

ดังนั้นเป็นหน้าที่ของรัฐบาลจะต้องทำความเข้าใจว่าเหตุผลอะไรที่จะต้องผลักดันเรื่องดิจิทัลวอลเลต กระบวนการนี้ในเรื่องการจัดการไม่ยาก ทั้งในเรื่องของเม็ดเงินเข้ามา และส่งเงินออกไปผ่านดิจิทัลวอลเลต แต่ที่ยากคือการทำความเข้าใจ และนำเสนอแบบไหนที่จะมีความรัดกุมในเชิงกฎหมาย ไม่มีปัญหาในอนาคต คิดว่ารัฐบาล กฤษฎีกาต้องร่วมกันทำให้รัดกุมมากที่สุด

“ถ้าเรามองว่าเศรษฐกิจประเทศไทยมีปัญหา การจะแก้วิกฤตแบบนี้ ถ้าทุกคนในระดับฐานรากรู้สึกหมดว่ามีปัญหา แต่ไม่มีการล้มของสถาบันการเงิน 50 กว่าแห่งเหมือนต้มยำกุ้ง ภาพข่าวอาจจะดูไม่น่าตื่นเต้น แต่เหมือนซึมลึกลงไป แต่วิกฤตเหล่านี้เป็นวิกฤตที่น่ากลัว ดังนั้นการแก้ปัญหาได้ต้องเป็นแพ็กเกจทั้งระบบ ซึ่งดิจิทัลวอลเลต 5 แสนล้านบาท คือหนึ่งในแพ็กเกจ รวมกับเรื่องลดภาระค่าครองชีพ”

เติมเงินใหม่เข้าระบบ

นพ.สุรพงษ์กล่าวว่า แต่การที่จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวต่อไปได้ ต้องมีเม็ดเงินใหม่เข้ามาในระบบเศรษฐกิจให้มากที่สุด 5 แสนล้านบาท จึงได้ออกมาในทิศทางที่ไม่ใช่เป็นการเกลี่ยงบประมาณเดิม เพราะถ้าเกลี่ยงบประมาณเดิมก็ไม่ได้เป็นการเติมเงินใหม่ ใช้เงินเก่า แล้วมาเกลี่ย ๆ กันไป

การกู้เงินเพื่อนำเงินก้อนใหม่เข้ามาสู่ระบบ การหมุนเวียนของเงินก็จะเกิดขึ้น มีปริมาณเงินมากขึ้น แต่เราไม่ได้หวังปริมาณเงินแค่นี้จะพอ เพราะถ้าเราหวังให้เศรษฐกิจเติบโตกำลังเงินต้องมากกว่านี้แน่

“ดังนั้นเงิน 5 แสนล้านบาท คือเงินก้อนแรก และสิ่งที่ตามมาคือ เรื่องการท่องเที่ยว จึงต้องเน้น winter festival water festival ในช่วง 6 เดือนนี้ ทำให้เงินจากการท่องเที่ยวเข้ามาให้มากที่สุดเพื่อเติมเงินเข้าระบบ”

“ซอฟต์พาวเวอร์จึงเป็นการสร้างรายได้ของประชาชนในระยะกลาง 1 ปี หรือ 1 ปีกว่าไปแล้ว เพราะต้องมีการฝึกอบรมบ่มเพาะ ที่เราตั้งเป้าหมายว่าอยากให้ 20 ล้านคน มีรายได้ 2 แสนบาทต่อปี เป้าหมายสุดท้ายภายใน 4 ปี อยากให้คน 20 ล้านคนมีรายได้ รวมแล้ว 4 ล้านล้านบาท ดังนั้นจะไม่เกิดเร็ว จึงมีการมองขั้นตอนว่า 6 เดือนแรกจะทำอะไร 6 เดือนที่สองจะทำอะไร ปีที่สองจะทำอะไร ทั้งหมดต้องเป็นแพ็กเกจ”

“หรือที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปพบกับ AWS Google Microsoft เป็นการพยายามดึงการลงทุนมาสู่ระบบเศรษฐกิจของไทย ทำให้เกิดการตื่นตัวทางเศรษฐกิจ มีเงินหมุนเข้ามาใหม่ สามารถสร้างโครงสร้างเทคโนโลยีที่ทันสมัย”