เศรษฐา ลั่นกดค่าไฟ 4.10 บาท/หน่วย หวังเศรษฐกิจมีเสถียรภาพมากขึ้น

เศรษฐา ทวีสิน

นายกฯ ปาฐกถาพิเศษ “อนาคตเศรษฐกิจไทย” หวังให้อนาคตเศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพมากขึ้น จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ และการส่งเสริมการลงทุน รวมถึงการนำจุดเด่นด้านต่าง ๆ ของประเทศมาสร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ

วันที่ 7 ธันวาคม 2566 ที่หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “อนาคตเศรษฐกิจไทย” ว่าการปาฐกถาวันนี้ต้องการจะสื่อสารในสิ่งที่จับต้องได้ และทุกคนเข้าใจง่าย ไม่เป็นการวาดฝันที่สวยหรูเกินเหตุ

ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา 10 ปี ถือว่าเป็นช่วงที่ยากลำบาก และทุกวันนี้ก็ยากลำบากมากกว่าเดิม ด้วยสาเหตุหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาจากภายในและภายนอกประเทศ รวมถึงปัญหาความไม่สงบจากการสู้รบของยูเครนและรัสเซีย และการสู้รบของอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสที่มีท่าทีว่าจะยืดเยื้อยาวนาน

ในช่วงเวลาเกือบ 3 เดือน ที่ตนเองเข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นับตั้งแต่วันที่รัฐบาลแถลงนโยบาย รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมากในการดำเนินการในระยะเร่งด่วน เพื่อช่วยเหลือประชาชนในหลายกลุ่ม โดยนโยบายที่จะดำเนินการในระยะเร่งด่วน คือกระตุ้นเศรษฐกิจ การลดค่าครองชีพ และเพิ่มรายได้ ทั้งเกษตรกร พ่อค้า แม่ค้า รวมทั้งการช่วยเหลือผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้สามารถฟื้นตัว และกลับมาดำเนินธุรกิจได้อีกครั้ง

ส่วนในระยะกลางและระยะยาว รัฐบาลได้วางเป้าหมายไปสู่อนาคต โดยได้วางรากฐานและโครงสร้างพื้นฐานใหม่ให้กับประเทศ การทลายข้อจำกัดต่าง ๆ ที่ปิดกั้น การพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ รวมทั้งการสนับสนุนการสร้างพลังสร้างสรรค์ หรือ Soft Power ของประเทศ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ การปฏิรูปการศึกษา รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่พี่น้องประชาชน และดำเนินการให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และเสริมความแข็งแกร่งให้กับประเทศที่ครอบคลุมในทุกมิติ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว และเป็นประเทศที่มีศักยภาพ พร้อมเป็นศูนย์กลางในภูมิภาค

“นโยบายเร่งด่วนที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้ดีขึ้น คือการเพิ่มเม็ดเงินให้หมุนเวียนในชุมชนเพิ่มมากขึ้น ลดภาระค่าครองชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน แต่ยังมีนักการเมืองฝั่งตรงข้ามโจมตีว่าเป็นนโยบายหาเสียงหวังผลทางการเมือง เป็นการซื้อเสียงเพื่อเตรียมตัวเลือกตั้งครั้งต่อไป ขอยืนยันว่าการดำเนินนโยบายไม่ใช่การหาเสียงหรือหวังผลทางการเมือง แต่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกร ที่ผ่านมา 9 ปี มีการพักหนี้ให้เกษตรกรไปแล้ว 13 ครั้ง รัฐบาลชุดนี้ตั้งใจว่าจะพักหนี้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย แต่ก็ไม่สามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าจะสามารถทำได้ตามที่ตั้งใจไว้” นายเศรษฐากล่าว

นายเศรษฐากล่าวว่า พวกท่านในฐานะผู้จ่ายภาษีเยอะที่สุด คงต้องถามว่าแล้วจะพักไปอีกนานเท่าไหร่ เรื่องนี้ยอมรับตรง ๆ ว่า เป็นเรื่องที่หนักใจ และอยากจะบอกว่าจะพักหนี้เป็นครั้งสุดท้าย แต่ก็พูดไม่ได้เต็มปาก ไม่มั่นใจว่าจะทำได้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า การลดค่าไฟและค่าน้ำมัน ถือเป็นเรื่องสำคัญ ปัจจุบันค่าไฟ 3.99 บาทต่อหน่วย บอกจะขึ้น จึงมีการจัดการกันไป ซึ่งแป๊บเดียวค่าไฟก็ขึ้น ตอนนี้ 3.99 มีข่าวออกไปว่าจะขึ้นถึง 4.68 และคุยกันว่าจะไปอยู่ที่ 4.20 บาท ตนบอกไปแล้วว่ารับไม่ได้ คงต้องกลับไปพิจารณากันใหม่ จะพยายามกดให้ได้ 4.10 บาท และอย่าลืมว่าก่อนที่ตนจะลดค่าไฟเหลือ 3.99 บาท ราคาไปอยู่ที่ 4.50 บาทมาก่อน

นายเศรษฐากล่าวอีกว่า รัฐบาลมีนโยบายในการสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้ากับต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า โดยในการประชุมสุดยอดผู้นำภาคเอกชนของเอเปค (APEC CEO Summit) ที่ผ่านมา ตนเองได้มีโอกาสพบปะกับผู้นำประเทศระดับโลก รวมทั้งได้หารือกับภาคเอกชนและนักธุรกิจชั้นนำ ซึ่งเป็นการกระชับความสัมพันธ์

และเปิดตลาดใหม่ ๆ ให้สามารถส่งออกสินค้าไทยในตลาดโลกเพิ่มมากขึ้น ในการประชุมทูตไทยเมื่อไม่นานมานี้ ตนเองได้ย้ำไปว่าทูตของเราจะต้องเป็น “ทูตการค้า” ซึ่งต้องคอยช่วยเหลือและสนับสนุนภาคเอกชนในการไปลงทุน ไปค้าขาย เพราะทุกท่านที่มาจากภาคเอกชนในที่นี้ล้วนเป็นผู้ที่ช่วยประเทศชาติให้เจริญเติบโต และจะทำให้เราสามารถช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติได้มากขึ้น

ในขณะเดียวกัน ทูตเองก็ต้องช่วยในการดึงดูดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น หน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ ต้องมีมาตรการต่าง ๆ มาสนับสนุน เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีในการเข้ามาลงทุน โดยรัฐบาลได้มีมาตรการทางด้านภาษีต่าง ๆ รวมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับประเทศ พร้อมเป็นศูนย์กลางผลิตและขนส่งในภูมิภาค

ในส่วนของการท่องเที่ยว รัฐบาลได้ส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้น ด้วยการให้วีซ่าฟรีกับหลายประเทศ การพัฒนาศักยภาพเมืองรอง รวมถึงต้องพิจารณา spend per head ควบคู่กับปริมาณจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาไทย รวมทั้งการจัดกิจกรรมเทศกาลประเพณีไทย (Festival)

เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวของทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ตามนโยบายการขับเคลื่อน Soft Power ของประเทศ ด้วยทุนทางวัฒนธรรม และแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งจะสร้างรายได้เข้าประเทศได้อย่างมหาศาล และทำให้ผู้ประกอบการ พี่น้องประชาชนมีงานทำ และมีรายได้เพิ่มขึ้น

ในปีหน้ารัฐบาลได้เตรียมจัดงานเทศกาลสงกรานต์ 2567 World Water Festival อย่างยิ่งใหญ่ตลอดเดือนเมษายน 2567 ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งนอกจากงานสงกรานต์แล้วยังมีกิจกรรมอื่น ๆ ที่น่าสนใจ เช่น มหกรรมดนตรี มหกรรมทางด้านอาหาร มหกรรมทางด้านงานศิลปะ รวมถึงมหกรรมทางด้านสายมู และด้านวัฒนธรรม ซึ่งจะทำให้สงกรานต์ไม่ได้มีแค่การสาดน้ำอีกต่อไป

นายกรัฐมนตรียืนยัน รัฐบาลให้ความสำคัญกับนโยบายทุกด้าน ไม่ใช่แค่ด้านเศรษฐกิจเท่านั้น ในด้านสังคม และการศึกษา โดยเฉพาะความเสมอภาคทางสังคม การสมรสเท่าเทียม รัฐบาลพร้อมสนับสนุนผลักดันทางด้านกฎหมายให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ขอให้ทุกท่านในที่นี้ซึ่งเป็นบุคคลที่มี Connection มีความรู้ ความสามารถใช้ Connection ไปในทางถูกต้อง ทำประโยชน์เพื่อสังคม อย่านำ Connection ไปสานต่อในทางที่ไม่ดี วางตนเหนือท่าน ใช้ทรัพยากรของรัฐไปทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง การประพฤติตนไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเล็กหรือกลุ่มใหญ่ล้วนเป็นสิ่งสำคัญในการช่วยเหลือสังคม พร้อมกล่าวยอมรับว่าตนเองมีเงิน


แต่มากกว่าที่มีเงินคือตนเองมีความตั้งใจต้องการลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม วันนี้ขอวิงวอนอ้อนวอนให้บุคคลที่เป็นฐานบนของสังคมช่วยกันให้โอกาสช่วยเหลือกลุ่มคนที่เป็นฐานรากของสังคมให้มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ขอให้ช่วยกันเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงต่อไป