เปิด 3 โครงการ พิษ ม.144 ‘พิเชษฐ์’ ระทึก เสี่ยงพ้นตำแหน่ง สส.-ชดใช้เงิน
พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร อาจสังเวยให้กับรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 เป็นรายแรกในรอบ 8 ปี
เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 144 เป็นหัวใจสำคัญ และเป็นต้นขั้วชื่อเรียก “รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง”
คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ “มีชัย ฤชุพันธุ์” เป็นประธาน ได้ร่างมาตรดังกล่าวไว้ป้องกันไม่ให้ สส. สว. รวมถึงคณะรัฐมนตรี ใช้อำนาจ “ซื้อ-ขาย” งบประมาณ เพื่อแปรงบประมาณไปลงพื้นที่ฐานเสียงของตัวเอง
กรณี “พิเชษฐ์” รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง อีกสถานะหนึ่งเขาเป็น สส.เชียงราย กำลังลุ้นระทึก เมื่อการประชุมขององค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 30 กรกฎาคม ได้พิจารณาปรึกษาหารือในคดีที่นายภัณฑิล น่วมเจิม และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวม 121 คน (ผู้ร้อง) ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร
ยื่นคำร้องเสนอความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคสาม กรณีนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ผู้ถูกร้อง เป็นผู้ให้ความเห็นชอบการจัดทำโครงการและให้มีการเสนองบประมาณของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 3 โครงการ ที่นายพิเชษฐ์ ผู้ถูกร้องมีส่วนโดยทางตรงและทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568
และในกรณีที่สำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร มีคำขอเสนอโครงการทั้ง 3 โครงการดังกล่าวอีกครั้ง ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 เป็นการเสนอของบประมาณด้วยโครงการที่มีรูปแบบเดียวกันและต่อเนื่องกับงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ที่นายพิเชษฐ์ ผู้ถูกร้องมีส่วนในการเสนอ การแปรญัตติ หรือการกระทำใด ๆ ที่มีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงและทางอ้อม ในการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 อันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคสอง
ซึ่งนายพิเชษฐ์ ผู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา และศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง จำนวน 9 ปากแล้ว โดยมีคำสั่งรับคำแถลงการณ์ปิดคดีของคู่กรณีรวมไว้ในสำนวน และเห็นว่า คดีเป็นปัญหาข้อกฎหมายและมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ จึงยุติการไต่สวน ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง และกำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ประชุมปรึกษาหารือ และลงมติในวันที่ 1 ส.ค. เวลา 09.30 น. และนัดฟังคำวินิจฉัย เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป ณ ห้องพิจารณาคดี ชั้น 3 ศาลรัฐธรรมนูญ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์
ที่มาคำร้อง
ทั้งนี้ “ภัณฑิล น่วมเจิม” สส.กรุงเทพฯ (คลองเตย-วัฒนา) พรรคประชาชน ได้รวบรวมรายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 121 คน ยื่นประธานสภาส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อถอดถอน พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ออกจากตำแหน่ง จากกรณีการตั้งโครงการของบประมาณของสภาผู้แทนราษฎรที่ส่อไปในทางทุจริต โดยวันที่ 6 มิถุนายน “ภัณฑิล” ได้ไล่เลียงเหตุการณ์ดังนี้
- ในปี 2567 พิเชษฐ์ ได้มอบหมายให้นายจีรพงศ์ ที่ปรึกษาในคณะทำงานทางการเมืองของรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ในขณะนั้น ยกร่างโครงการขึ้นเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2566 จำนวน 4 โครงการ ประกอบด้วย โครงการสภาผู้แทนบรรเทาทุกข์และความจำเป็นเร่งด่วน, โครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชนในการปกครองระบอบประชาธิปไตย, โครงการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และโครงการส่งเสริมความมั่นคงอาชีพสตรี เพื่อให้สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จัดทำคำของบประมาณปี 2568 มูลค่า 443 ล้านบาท
- พิเชษฐ์ ลงนามไปถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร มีคำสั่งเห็นชอบในหลักการเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2566
- ปรากฏว่า สำนักนโยบายและแผน สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้ขอความเห็น จากสำนักกฎหมาย สำนักการคลังและงบประมาณ ของสำนักเลขาธิการสภา พร้อมกับได้การตอบกลับว่า ไม่สามารถทำได้เพราะขัดกับกฎหมายหลายข้อ
- สำนักนโยบายและแผน จึงทำหนังสือแจ้งว่า 4 โครงการ ไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.การบริหารราชการฝ่ายรัฐสภา 2554 และไม่เป็นไปตามระเบียบรัฐสภา ว่าด้วยการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายในการบริหารงานของส่วนราชการสังกัดรัฐสภา 2557 ข้อ 13 (2) เงินหรือสิ่งของบริจาคมิให้เบิกจ่าย ไม่เป็นไปตามแบบคำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี ไม่มีวิธีการดำเนินกิจกรรม ไม่มีระยะเวลาที่ใช้ดำเนินกิจกรรม ไม่มีรายละเอียดการใช้งบประมาณ โครงการยังไม่มีการกำหนดตัวชี้วัด ประกอบกับหลักเกณฑ์การวิเคราะห์ความเสี่ยงของโครงการ
- สำนักการคลังและงบประมาณ เห็นว่าไม่เป็นไปตามระเบียบรัฐสภาว่าด้วยการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายในการบริหารงานของของส่วนราชการสังกัดรัฐสภา 2557 ข้อ 13 (2) ขัดต่อ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ 2561 และขัด พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ 2561 และสุ่มเสี่ยงที่จะผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 144
- ต่อมา เมื่อคณะทำงานพิเชษฐ์ ทราบคำชี้แจงจากสำนักนโยบายและแผน จึงปรับรูปแบบคำของบประมาณ โครงการสัมมนาขึ้นมา 3 โครงการ
1.โครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชน ถูกซอยย่อยออกเป็น 7 โครงการ รวมจัดสัมมนา 800 ครั้ง เป้าหมาย 80,000 คน
2.โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนถูกแบ่งออกเป็น 2 โครงการ รวมจัดสัมมนา 600 ครั้ง
3.โครงการส่งเสริมบทบาทสตรีทางการเมือง กำหนดเป้าหมายการจัดสัมมนา 894 ครั้ง ผู้เข้าร่วมไม่น้อยกว่า 44,700 คน รวมตามคำขอทั้งหมดจะต้องจัดงานสัมมนา 2,294 ครั้งภายในเวลา 1 ปี
- เมื่อได้รับจัดสรรงบประมาณปี 2568 แล้ว พิเชษฐ์ได้จัดให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการเพื่อกำกับ ดูแล และเห็นชอบการจัดโครงการ ตามนโยบายของรองประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยมี เทอดชาติ ชัยพงษ์ สส.เชียงราย เขต 5 ร่วมเป็นที่ปรึกษาในคณะกรรมการบริหารทั้ง 3 โครงการ
ภัณฑิล ในฐานะผู้รวบรวมชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่า ต่อมาหลังจากโครงการได้รับการอนุมัติแล้ว มีการจัดทำคำขอที่แสดงความต้องการให้สภาผู้แทนราษฎรลงไปจัดสัมมนาที่ จ.เชียงราย เป็นจำนวนมาก ทั้งที่ยังไม่มีการประชาสัมพันธ์เผยแพร่เป็นการทั่วไป
โดยสัดส่วนคำขอที่ถูกส่งเข้ามาในแต่ละโครงการเป็นของ จ.เชียงราย เกินครึ่ง ไม่ว่าจะเป็นโครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชน มีคำขอ 50 โครงการ ไปที่เชียงราย 28 โครงการ คิดเป็น 56% มี 15 โครงการลงที่เขตของรองประธานสภาผู้แทนราษฎร, โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน มีคำขอ 85 โครงการ ไปที่เชียงราย 75 โครงการ คิดเป็น 88.2% มี 51 โครงการลงที่เขตของรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และโครงการส่งเสริมบทบาทสตรีทางการเมือง มีคำขอ 305 โครงการ ไปที่เชียงราย 266 โครงการ คิดเป็น 87.2% มี 191 โครงการลงในพื้นที่ของรองประธานสภาผู้แทนราษฎร
คำของบประมาณที่ส่งมาจาก จ.เชียงราย ล้วนแต่พิมพ์มาเหมือนกันทุกตัวอักษร เว้นแค่วันที่ ชื่อ และที่อยู่ที่ต่างกัน อีกทั้งวันที่ที่ระบุอยู่ในเอกสารหลายชิ้นก็ล้วนเป็นวันเดียวกัน ลายมือจำนวนมากก็เหมือนกัน อีกทั้งเมื่อนำยอดการของบประมาณทั้งหมดที่มีมาหารเฉลี่ย และแม้จะมีการตัดงบประมาณในชั้นกรรมาธิการไปแล้ว แต่ก็ยังต้องมีการจัดสัมมนามากกว่า 1,300 ครั้งต่อปี หรือวันละเกือบ 4 งานต่อวันอยู่ดี ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะจัดได้มากขนาดนั้นใน 1 ปี
“ทำให้สรุปได้ว่าการของบประมาณอบรมสัมมนาทั้งสามโครงการ เป็นการขอตั้งโดยที่รู้อยู่แล้วว่าไม่สามารถใช้งบประมาณตามวัตถุประสงค์โครงการได้ โดยมีความตั้งใจจะโยกงบประมาณไปใช้ในโครงการอื่นตั้งแต่แรก มีหลักฐานสำคัญคือเอกสารของสำนักรักษาความปลอดภัย วันที่ 30 ตุลาคม 2567 ระบุชัดเจนว่า รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ดำริว่าจะให้มีกองเกียรติยศของเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภา เพื่อใช้ในงานพิธีต่าง ๆ จึงให้จัดโครงการฝึกอบรมงบประมาณ 3.5 แสนบาท โดยให้โยกงบประมาณจากโครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชนไปใช้”
- หลังจากดำเนินโครงการในงบประมาณปี 2568 ผ่านไป ในงบประมาณปี 2569 จึงมีการของบประมาณเพิ่มเป็น 594 ล้านบาท จากที่เคยขอ 350 ล้านบาท ในงบประมาณปี 2568 โดยพบว่ามีการของบประมาณเช่นเดิม ทำกิจกรรมอบรมสัมมนาแบบเดิม แต่มีจำนวนมากขึ้น เป้าหมายการจัดสัมมนาของทั้ง 3 โครงการพุ่งขึ้นไปเป็น 2,800 งานใน 1 ปี คือ
- โครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชน
- โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน
- โครงการส่งเสริมบทบาทสตรีทางการเมือง
“ด้วยเหตุนี้ จึงต้องการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยว่าการกระทำของนายพิเชษฐ์ เข้าข่ายการกระทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 144 วรรคสอง ที่ห้ามไม่ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อเข้าไปมีส่วนไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่ายหรือไม่ ซึ่งไม่เกี่ยวกับการให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดเรื่องจริยธรรม แต่เป็นเรื่องของการทุจริต”
“การใช้งบประมาณแบบนี้ไม่ตอบโจทย์ประชาชน ทุจริตเอางบฯลงตัวเอง ฝ่ายนิติบัญญัติเรามีหน้าที่ในการออกกติกา ตรวจสอบงบประมาณ เราชงเองตบเองไม่ได้ เอาเงินเข้าเขตตัวเองแล้วก็มาแจกเงินจัดงาน เจตนาคือต้องการจะมีงบฯกลางของตัวเองเอาไว้ใช้ เงินภาษีจากประชาชนท่านจะเอาไปใช้แบบนี้ไม่ได้” นายภัณฑิล กล่าวในฐานะผู้รวบรวมรายชื่อ สส. 121 คน ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสถานะของพิเชษฐ์
ผิดจริงต้องพ้น สส.ตัดสิทธิการเมือง
ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคสอง ที่ สส. 121 คน ใช้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ตรวจสอบ “พิเชษฐ์” นั้น มีใจความว่า
มาตรา 144 วรรคสอง กำหนดว่า ในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือคณะกรรมาธิการ การเสนอ การแปรญัตติ หรือการกระทำด้วย ประการใด ๆ ที่มีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือกรรมาธิการมีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้ งบประมาณรายจ่าย จะกระทำมิได้
ในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา มีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา เห็นว่ามีการกระทำที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติตามวรรคสอง ให้เสนอความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา และศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับความเห็นดังกล่าว
ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่ามีการกระทำที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติตามวรรคสอง ให้การเสนอ การแปรญัตติ หรือการกระทำดังกล่าวเป็นอันสิ้นผล ถ้าผู้กระทำการดังกล่าวเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา ให้ผู้กระทำการนั้นสิ้นสุดสมาชิกภาพนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น
แต่ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้กระทำการหรืออนุมัติให้กระทำการ หรือรู้ว่ามีการกระทำดังกล่าวแล้วแต่มิได้สั่งยับยั้ง ให้คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งนั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้อยู่ในที่ประชุมในขณะที่มีมติ และให้ผู้กระทำการดังกล่าวต้องรับผิดชดใช้เงินนั้นคืนพร้อมด้วยดอกเบี้ย
จุดมุ่งหมายมาตรา 144 อายุความ 20 ปี
ทั้งนี้ จุดมุ่งหมายรัฐธรรมนูญ 2560 ระบุจุดมุ่งหมายมาตรา 144 วรรคสอง ไว้ว่า เนื่องจากในอดีตก่อนปี พ.ศ. 2511 นั้น การแปรญัตติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยังมิได้มีเจตนามุ่งที่จะแปรญัตติเพื่อนำเงินงบประมาณไปอยู่ในอำนาจการใช้จ่ายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต่อมาเริ่มมีแนวคิด
ที่จะให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีวงเงินที่จะนำไปใช้จ่าย โดยให้เหตุผลว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้พบเห็นปัญหาของประชาชนโดยตรงบ้าง มีราษฎรมาร้องเรียนเพื่อให้แก้ไขปัญหาให้บ้าง
จึงเริ่มมีการแปรญัตติเพื่อกันเงินส่วนหนึ่งไว้ให้อยู่ในอำนาจที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถนำไปใช้จ่ายทำโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาของราษฎรได้โดยตรง และมีแนวโน้มที่จำนวนเงินดังกล่าวจะเพิ่มมากขึ้นทุกปี และแนวโน้มที่จะเกิดการทุจริตอันเนื่องมาจากการจัดทำโครงการดังกล่าวมากขึ้น
จึงได้มีการแก้ปัญหาโดยบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 (มาตรา 180 วรรคหก) เพื่อป้องกันมิให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือคณะกรรมาธิการ เสนอ แปรญัตติ หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันมีผลให้ผู้นั้นมีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้จ่ายงบประมาณ เพราะมิใช่หน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ
อย่างไรก็ตาม แม้จะได้มีบัญญัติข้อห้ามในลักษณะดังกล่าวแล้ว รูปแบบการแปรญัตติเพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจใช้จ่ายเงินงบประมาณยังคงเกิดขึ้นตลอดมาและมีจำนวนสูงขึ้นตามลำดับ และพฤติกรรมแห่งการกระทำส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นการดำเนินการอย่างครบวงจร โดยร่วมกันทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และเจ้าหน้าที่ประจำ
โดยที่ในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ ไม่ได้บัญญัติสภาพบังคับแก่ผู้ที่ฝ่าฝืนไว้ชัดเจน ดังนั้น ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จึงได้กำหนดโทษในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือกรรมาธิการ มีการกระทำที่มีส่วนได้ส่วนเสียในการใช้จ่ายงบประมาณ ตามความในวรรคสามแห่งมาตรานี้ โดยแบ่งโทษเป็นดังนี้
1.การเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา โดยให้สิ้นสุดสมาชิกภาพนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย และต้องถูกเรียกให้ชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ย ที่ได้มีการนำไปใช้ในโครงการต่าง ๆ คืน โดยกำหนดอายุความในการบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายไว้เป็นเวลา 20 ปีนับแต่วันที่มีการจัดสรรงบประมาณนั้น เว้นแต่จะพิสูจนได้ว่าตนมิได้อยู่ในที่ประชุมในขณะที่มีมติ
2.คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้กระทำการ หรืออนุมัติให้กระทำการ หรือรู้ว่ามีการกระทำดังกล่าวแล้วแต่มิได้สั่งยับยั้งและต้องถูกเรียกให้ชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยที่ได้มีการนำไปใช้ในโครงการต่าง ๆ คืนด้วย โดยกำหนดอายุความในการบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายไว้เป็นเวลายี่สิบปีนับแต่วันที่มีการจัดสรรงบประมาณนั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้อยู่ในที่ประชุมในขณะที่มีมติ
อายุความที่กำหนดไว้ 20 ปีดังกล่าวข้างต้น เพื่อให้มีเวลาพอสมควรในการตรวจสอบและเรียกคืนเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะสามารถดำเนินการได้เมื่อรัฐบาลที่กระทำการอันไม่ชอบนั้นได้พ้นจากตำแหน่งไปแล้วระยะเวลาหนึ่ง