ที่ปรึกษา Human Rights Watch ประเทศไทย ชี้ แม่ทัพภาค 2 ให้สัมภาษณ์เปิดช่องกัมพูชาใช้การทูตโจมตีไทย แต่ไม่ใช่วิกฤต แจงได้ แก้ไขทันตามวิธีเก็บหลักฐาน ข้อเท็จจริงที่ทำมาตลอด เสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันแถลงครั้งเดียว เชื่อข้อตกลง GBC หยุดยิงกันจริง หวังไม่มีฝ่ายใดละเมิด มองจุดพิพาทชายแดนลากยาวสิบปี
จากกรณีการให้สัมภาษณ์ของ พล.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ถึงสถานการณ์บริเวณปราสาทตาควาย และปราสาทตาเมือนธม 2 พื้นที่พิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา ว่า ฝ่ายกัมพูชาพยายามเข้ายึดพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม ส่วนที่ปราสาทตาควายมีฐานทหารกัมพูชาอยู่ใกล้มากและวางกำลังหน้าแนว เป็นปราสาทเดียวที่ทหารไทยตรึงกำลังอยู่และยังเข้าไม่ได้
และยืนยันว่า “ปราสาทของ(ไทย)เรา ต้องเอากลับมาให้ได้” ภายหลังเกิดการปะทะกันบริเวณปราสาทตาเมือนธม ขณะนี้เราได้ปิดปราสาทและกำลังพิจารณาว่าจะปิดตาย หรือปิดบางช่วงไม่ให้ขึ้น “ซึ่งต้องรอกรรมการพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้ง”
เกมทูตเปลี่ยนเส้นเรื่อง
คำสัมภาษณ์ดังกล่าวนำไปสู่แถลงการณ์ที่ออกมาอย่างทันควันของกระทรวงกลาโหม กัมพูชา ประณามท่าทีของไทยว่าเป็นการยั่วยุ และบ่อนทำลายเสถียรภาพชายแดน พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่ากัมพูชารุกล้ำหรือยึดพื้นที่ใดเพิ่มเติม โดยย้ำว่าการวางกำลังของทหารกัมพูชาเป็นไปเพื่อการป้องกันประเทศในดินแดนของตนเอง
และเรียกร้องให้ไทยเคารพข้อตกลงชายแดนระหว่างประเทศ รวมถึงใช้กลไกทวิภาคีในการเจรจาแทนการใช้ถ้อยคำแข็งกร้าวที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น นายสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษา Human Rights Watch ประเทศไทย ชี้ว่า ท่าทีของกัมพูชาไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็น “เกมทูต” ที่ใช้ต่อเนื่องมายาวนาน
แม้จะพยายามร้องเรียนต่อเวทีระหว่างประเทศหลายครั้ง แต่ไทยก็สามารถชี้แจงข้อเท็จจริงได้ชัดเจนและน่าเชื่อถือกว่าทุกครั้ง เพราะสามารถอธิบายได้ว่าการใช้กำลังเป็นไปเพื่อป้องกันตนเอง ตามหลักความจำเป็นและได้สัดส่วน โดยหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อพลเรือน
แต่คำให้สัมภาษณ์ที่ระบุว่าจะ “ยึดคืนพื้นที่” จากปากผู้บัญชาการระดับภาคสนาม อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนเส้นเรื่องที่ไทยยืนหยัดมาตลอด และเปิดโอกาสให้กัมพูชานำมาใช้ทำลายความน่าเชื่อถือของไทยบนเวทีโลก ว่าเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิง
อย่างไรก็ตาม สุณัยมองว่า ไทยยังมีจุดแข็ง จากคำกล่าวของแม่ทัพภาคที่ 2 ที่ระบุว่าเป็นเพียง “ความคิดเห็น” และการตัดสินใจในทางปฏิบัติยังต้องผ่านกระบวนการของคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐบาล สะท้อนว่ าไทยยังคงยึดหลักกระบวนการภายในก่อนการดำเนินการใด ๆ
ใช้เสียงเดียวย้ำโลก “จุดยืนไทย”
สำหรับแนวทางต่อไป สุณัยเสนอว่า ไทยควรแสดงจุดยืนชัดเจน ว่าจะไม่มีการดำเนินการฝ่ายเดียวที่ขัดต่อข้อตกลงหยุดยิง หรือทำผิดกฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 2(4) ว่าด้วยการไม่ใช้กำลังรุกราน
พร้อมเร่งสื่อสารกับประชาคมโลกอย่างเป็นเอกภาพ ผ่านตัวแทนระดับสูง เพื่อไม่ให้กัมพูชาชิงความได้เปรียบในสงครามข้อมูลข่าวสารอีกเนื่องจากกัมพูชาออกแถลงการณ์บ่อยครั้ง ทั้งในรูปแบบมีมูล ไม่มีมูล หรือเฟกนิวส์ ทำให้ไทยต้องรีบตอบโต้เรื่องไม่จริงอย่างรวดเร็ว
แต่หากเป็นกณีที่ไม่มีน้ำหนัก ไม่สร้างผลกระทบมากก็สามารถรวมประเด็นมาแถลงในคราวเดียวได้
สิ่งที่ไทยทำได้ดีมาตลอด คือ การแถลงการณ์จากการรวบรวมหลักฐาน ข้อมูลเชิงประจักษ์ตั้งแต่ระดับพื้นที่ชายแดน มาจนถึงส่วนกลางกรุงเทพมหานคร เขายกตัวอย่างกรณีล่าสุด ที่กัมพูชานำทูตทหารลงพื้นที่ และอ้างว่า มีระเบิดที่ไทยเอาไปลง แต่เมื่อนำมาตรวจสอบแล้วปรากฎว่า เป็นระเบิดเก่า
กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า หากเรามีข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง ถ้อยแถลงของกัมพูชาก็ไม่ส่งผลอะไร
อย่างไรก็ตาม ทั้งกระทรวงการต่างประเทศ โฆษกกองทัพ และศูนย์เฉพาะกิจฯ ชายแดนไทย-กัมพูชา จะต้องสื่อสารข้อมูลในพื้นที่ให้ตรงกันก่อนว่ามีประเด็นอะไรบ้าง มากกว่าการให้แต่ละคนออกมาพูดในประเด็นเดียวกันซ้ำ ๆ
“(กรณีแม่ทัพภาค 2) มันไม่ใช่วิกฤตเสียหายมากมาย ยังพอแก้ได้ และถ้ารีบแก้ไข ผมเชื่อว่าตัดเกมให้จบได้ภายในวันนี้” สุณัยกล่าว
จุดพิพาทลากยาวสิบปี
ทั้งนี้ สำหรับข้อตกลงหยุดยิงจากการเจรจาคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (General Border Committee-GBC) ที่จบลงเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา สุณัยกล่าวว่า หวังว่าข้อตกลงนี้จะยังคงอยู่ต่อไป และไม่มีฝ่ายใดละเมิดอีก ไม่มีการสูญเสียกำลังพล หรือประชาชนของแต่ละฝ่ายอีกต่อไป
ขณะเดียวกัน ในกรณีพื้นที่พิพาท แม้ว่าแต่ละฝ่ายจะเข้ายึดพื้นที่ที่ตัวเองยึดได้และไม่คืนพื้นที่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ในการเจรจานี้ไทยประสบความสำเร็จในการกันไม่ให้กัมพูชายกระดับการตกลงการปักกันเขตแดนไปเป็นกลไกสู่ศาลโลกได้
แต่แม้ว่า UN จะให้ทั้งสองประเทศเจรจากันระดับทวิภาคีต่อไป แต่เรื่องนี้อาจลากยาวไปหลาย 10 ปี เนื่องจากแต่ละฝ่ายก็ต่างยืนยันว่า พื้นที่ที่ยึดมาได้จะไม่มีใครยอมถอยออกไป ด้าน “ฮุน เซน” เองก็เล่นเกมของเขาในการประกาศชัยชนะของตัวเองว่า ได้ปราสาทคืนมาแล้ว แต่จุดพิพาทอื่น ๆ ก็ยังอยู่ในจุดที่โต้แย้งกันต่อไป และการเจรจาก็ไม่มีผลอะไรชัดเจน และการปักปันเขตแดนก็ยังไร้คำตอบ
โดยการแสดงท่าทีของไทยต่อไปในอนาคตเพื่อผลประโยชน์ในระยะยาว สุณัยแนะนำว่า ในการแถลงการณ์ควรกำหนดให้ชัดเจนว่า “ใคร” คือผู้มีอำนาจในการให้สัมภาษณ์และชี้แจงข้อมูลกับสื่อมวลชน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าวในประเด็นสำคัญ และจำเป็นต้องกระฉับกระเฉงกว่านี้
กรณีการปะทะหรือข้อพิพาทระหว่างประเทศ ควรมีตัวแทนจาก 3 หน่วยหลัก ได้แก่ ฝ่ายรัฐบาล, กองทัพ และกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ร่วมแถลงข่าวอย่างเป็นทางการทุกครั้ง เพื่อให้ข้อมูลตรงกัน ลดความคลาดเคลื่อน และเสริมความน่าเชื่อถือของจุดยืนไทยในเวทีโลก
และเสนอให้หัวเรือใหญ่อย่าง “ภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรักษาการนายกรัฐมนตรี หรือ “พล.อ.วิรวุธ วิปัตประสิทธิ์” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้แถลงหลักในนามรัฐบาล เพื่อยืนยันว่าไทยไม่ได้ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงใด ๆ ทั้งสิ้น และมีแนวทางป้องกันประเทศอย่างเคร่งครัดตามหลักสากล