นโยบายเรือธง ‘เพื่อไทย’ ไปไม่สุด จับตาแลนด์บริดจ์-กาสิโนสะดุด
นโยบาย ‘เพื่อไทย
ปิดตำนาน “แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีอายุน้อยที่สุดของไทย หลังคำตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญ “พรรคเพื่อไทย” อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมือง จับตานโยบาย-บิ๊กโปรเจ็กต์ แลนด์บริดจ์-คอมเพล็กซ์ กาสิโน-รถไฟฟ้า 20 บาท จะไปต่อหรือหยุดแค่นี้ รอโหวตแคนดิเดตนายกฯ คนใหม่ เผยพรรคภูมิใจไทยขอลุ้นตัวเอง วัดดวง 4 เดือนยุบสภา เปิดทางเลือกตั้งใหม่
รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย เริ่มต้นเข้าบริหารประเทศ ตั้งแต่ 22 สิงหาคม 2566 โดย “เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ก่อนเปลี่ยนมือมาเป็น “แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 หรือเท่ากับว่า 2 ปี 2 นายกรัฐมนตรี ซึ่งในห้วงเวลานี้มีการนำเสนอหลากหลาย “นโยบาย” ที่ถูกผลักดันและวาดฝันถึงความสำเร็จ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ด้วยแรงกดดันและปัจจัยต่าง ๆ ทั้งเชิงการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โครงการต่าง ๆ ที่ “ตั้งธงไว้” จึงยังไม่ประสบความสำเร็จมากเท่าที่ควร
แลนด์บริดจ์ เรือธงที่จมหาย
“แลนด์บริดจ์” หรือ โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน มีเป้าหมายใหญ่ในการพลิกโฉมการคมนาคมและโลจิสติกส์ของไทยให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการค้า การขนส่งระดับภูมิภาค และดึงเม็ดเงินลงทุนหลายแสนล้านบาท
โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์ว่า โครงการนี้จะทำให้ GDP ของประเทศมีอัตราการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 4.0% ต่อปี เป็น 5.5% ต่อปี พร้อมทั้งเกิดการจ้างงานในพื้นที่ 280,000 ตำแหน่ง ปรากฏ
ช่วงแรกแห่งการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของนายเศรษฐา ทวีสิน มาพร้อมกับการโรดโชว์เกือบทุกภูมิภาค โดยอาศัยเวทีสำคัญในการประชุมทางด้านเศรษฐกิจ หรือกลุ่มการค้าต่าง ๆ เพื่อเชิญนักลงทุนรายใหญ่ทั้งจากจีน ตะวันออกกลาง และยุโรป เข้ามาร่วมลงทุน ด้วยการเสนอแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทั้งท่าเรือน้ำลึกสองฝั่ง (ชุมพร-ระนอง) ระบบถนน รางเชื่อมโยง และนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ เพื่อสร้างความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลก
ขณะที่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า แผนปี 2568 จะจัดทำ พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) เสร็จในไตรมาส 2 ควบคู่กับร่างเอกสารเชิญชวนลงทุน (RFP) เพื่อเปิดประมูลในไตรมาส 3/2568 เสนอ ครม.อนุมัติและคัดเลือกเอกชนได้ภายในปีเดียวกัน ก่อนลงนามสัญญาต้นปี 2569
ล่าสุด นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม อัพเดตว่า สนข.ได้สรุปผลกระทบสิ่งแวดล้อมและโมเดลการลงทุน โดยมีการรับฟังความคิดเห็นชุมชนต่อเนื่อง 4 ปี (2564-2568) ครอบคลุมข้อห่วงใย เช่น การกระทบพื้นที่ทำกิน การประมงพื้นบ้าน ซึ่งรัฐบาลเตรียมมาตรการ จัดสรรที่ดิน-เยียวยาอาชีพ และตั้งกองทุนตาม พ.ร.บ. SEC รองรับผลกระทบ
ขณะที่ร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคใต้ (Southern Economic Corridor : SEC) จะมีประเด็นเรื่องเงินกองทุน ที่จะเข้ามาชดเชยกรณีอาชีพและพื้นที่ทำกินของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยมีกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง พิจารณาประเด็นดังกล่าว และเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเดือนธันวาคมนี้ จากนั้นจะเสนอที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป
ทว่าทั้งหมดยังคงเป็นแผนที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ยังไม่มีความชัดเจนแม้กระทั่งว่า “ใคร” เป็นเป้าหมายที่จะเข้ามาลงทุนในอภิมหาโครงการนี้ ท่ามกลางการต่อต้านในพื้นที่ที่ไม่ต้องการโครงการแลนด์บริดจ์ อีกทั้งยังมีคำถามที่ยังไม่มีคำตอบถึงการคุ้มค่าของโครงการเพิ่มมากขึ้นด้วย
ค่าแรงขึ้นไม่ถ้วนหน้า
เป็นที่น่าจับตาถึง “หมัดเด็ด” ของพรรคเพื่อไทย ที่ใช้ในการหาเสียงปี 2566 ด้วยคำประกาศที่ว่า “ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท ภายในปี 2570” หลังจากตั้งรัฐบาลสำเร็จปรากฏ มีการปรับขึ้นค่าแรงไปแล้วหนึ่งครั้งเมื่อเดือนมกราคม 2567 ในระดับเฉลี่ย 330-370 บาทต่อวัน ตามพื้นที่เศรษฐกิจ
โดยการปรับขึ้นค่าแรงครั้งนี้ตามมาด้วย “แรงต้าน” จากภาคเอกชน โดยการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ถูกเลื่อนและล้มไปถึง 3 ครั้ง ในช่วงปลายปี 2567
อย่างไรก็ดี รัฐบาลยังคงเดินหน้าผลักดัน จนท้ายที่สุดสามารถทยอยปรับขึ้นค่าแรงเป็น 400 บาท ได้เฉพาะบางพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ และบางกิจการนำร่องในต่างจังหวัด ในเดือนมิถุนายน 2568 จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นการขึ้นค่าแรงแบบไม่ถ้วนหน้า ท่ามกลางความหวังของผู้ใช้แรงงานที่อยากจะให้ขึ้นเท่ากันทั้งประเทศ
แต่เมื่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจโลก การเกิดสงครามในภูมิภาค ร่วมทั้งการปะทะกันบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และการเก็บภาษีตอบโต้ของสหรัฐ มีผลทำให้บริบททางการค้าของโลกเปลี่ยนไป ล่าสุด “พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ” รมว.กระทรวงแรงงาน ได้ออกมายืนยันแล้วว่า “จะไม่มีการขึ้นค่าแรงอีกในปีนี้” เนื่องจากปีนี้ขึ้นค่าแรงไปแล้ว 2 รอบ และหากจะมีการพิจารณารอบใหม่ก็ต้องเป็นการประชุมครั้งถัดไปที่จะเกิดขึ้นในปี 2569
รถไฟ EEC 10 ปียังไม่ขึ้นตอม่อ
โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) แม้จะไม่ได้เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ แต่เป็นโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โครงการต่อเนื่องขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ในสมัยรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยถูกวางเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ด้วยมูลค่าลงทุน 2.24 แสนล้านบาท
ที่ผ่านมารัฐบาลอนุมัติให้ดำเนินการในรูปแบบ “ร่วมลงทุนรัฐ-เอกชน (PPP)” โดยมีผู้รับสัมปทานคือ กิจการร่วมค้า เอเชีย เอรา วัน ระยะเวลา 50 ปี ภายใต้การกำกับของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบาย EEC
ในช่วงสมัยแรกของรัฐบาลเพื่อไทย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้ให้คำมั่นว่า ข้อสรุปของโครงการนี้จะต้องจบลงในเดือนกรกฎาคม 2567 ด้วยการแก้ไขปัญหาที่มากมาย ทั้งการส่งมอบพื้นที่ การเวนคืนที่ซับซ้อน การแก้ไขสัญญาเรื้อรัง ทำให้ปัญหาถูกลากยาวมาถึงมือของรัฐบาลแพทองธาร ที่สามารถกำหนดหลักการสำคัญในร่างสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน 5 ประเด็น โดยเฉพาะวิธีชำระเงินที่รัฐร่วมลงทุน (Public Investment Cost : PIC) จากเดิมรัฐจะจ่ายเมื่อเอกชนเปิดเดินรถไฟความเร็วสูง
โดยรัฐจะ “แบ่งจ่าย” เป็นเวลา 10 ปี ปีละเท่า ๆ กัน รวมเป็นเงิน 149,650 ล้านบาท เปลี่ยนมาเป็นรัฐจะจ่ายเป็นงวดตามความก้าวหน้าของงานก่อสร้างที่ ร.ฟ.ท.ตรวจรับ วงเงินไม่เกิน 120,000 ล้านบาท พร้อมกับที่ เอเชีย เอรา วัน จะต้องวางหลักประกันเพิ่มเติมจากสัญญาเดิม รวมเป็นจำนวน 152,164 ล้านบาท ทว่าการแก้ไขสัญญากลับเป็นไปด้วยความล่าช้า
จนล่าสุด นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย อัพเดตว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบเอกสารร่างสัญญาร่วมทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และจากนั้นจะส่งเรื่องต่อไปยัง คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี รวมแล้วจะต้องใช้เวลาประมาณเกือบ 2 เดือนต่อจากนี้
คาดการณ์ว่าภายในปลายปี 2568 นี้จะชัดเจนว่า โครงการนี้จะไปต่อกันแบบไหน หากรัฐและเอกชนยังคงไม่สามารถตกลงกันในรายละเอียดของถ้อยคำในสัญญาที่ขอแก้ไขกันไปมาอยู่ในปัจจุบัน
เบรกดิจิทัล โอนเงินฟื้นเศรษฐกิจ
“ดิจิทัลวอลเลต 10,000 บาท” นโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยที่ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม แต่รัฐบาลยืนยันเดินหน้าด้วยถ้อยคำที่ว่า “มันคือพายุหมุนครั้งใหญ่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ” โดยนโยบายนี้ถูกออกแบบให้เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มูลค่า 4.5-5 แสนล้านบาท ครอบคลุมประชาชนกว่า 50 ล้านคน
ที่ผ่านมา โครงการเดินหน้าไปแล้ว 2 ระยะ รอบแรก แจกให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและบัตรผู้พิการจำนวน 14.5 ล้านคน วงเงิน 1.45 แสนล้านบาท กับรอบสองขยายสิทธิให้ผู้สูงอายุ 3 ล้านคน ใช้งบประมาณ 30,000 ล้านบาท
ต้นปี 2568 รัฐบาลแพทองธารได้ประกาศเดินหน้าโครงการเฟส 3 ตั้งเป้าจะแจกเงินให้กลุ่มเยาวชนอายุ 16-20 ปี จำนวน 2.7 ล้านคน วงเงิน 2.7 หมื่นล้านบาท เดิมวางแผนเริ่มโอนสิทธิในช่วงปลายเดือน ม.ย. ถึงต้น ก.ค. แต่ต้อง “ชะลอ” ออกไป โดยรัฐบาลให้เหตุผลว่า เนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน โดยเฉพาะปัญหาใหญ่ที่แทรกเข้ามาก็คือ การเก็บภาษีตอบโต้ของสหรัฐ ส่งผลให้งบฯ 1.57 แสนล้านดังกล่าว ต้องถูกปรับเปลี่ยนไปใช้ในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านอื่น เช่น การจ้างงาน การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารจัดการน้ำและการเกษตร ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการในปัจจุบัน
สรุปแล้วนโยบายนี้ดำเนินไปได้แค่ 2 ระยะ และไม่เป็นไปตามเป้า
ชะลอเอ็นฯคอมเพล็กซ์
โครงการ “Entertainment Complex” ถูกจับตาจากทั้งประชาชนและภาคเอกชน ซึ่งรัฐบาลประกาศผลักดันให้เป็นการสร้างรายได้เข้าประเทศ ผ่านการจัดตั้งสถานบันเทิงครบวงจร เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติและเม็ดเงินลงทุน
ปี 2567 ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาของสภาผู้แทนราษฎรขึ้นมา และมีการสรุปรายงานเสนอแนวทางการจัดตั้ง รวมถึงแผนพัฒนาในพื้นที่เป้าหมายหลัก เช่น กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่ และจังหวัดชายแดน ต่อมากระทรวงการคลังได้ร่าง “พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร” เสนอต่อคณะรัฐมนตรีและผ่านความเห็นชอบให้บรรจุเข้าสู่การพิจารณาของสภา โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการนำเศรษฐกิจนอกระบบและการพนันใต้ดินเข้าสู่ระบบภาษี คาดการณ์รายได้รัฐหลายแสนล้านบาทต่อปี
จนเมื่อมาถึง “ครม.แพทองธาร 1/1” กระบวนการกลับสะดุดลง เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 คณะรัฐมนตรีมีมติให้ “ถอน” ร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวออกจากสภา โดยให้เหตุผลว่า จำเป็นต้องทบทวนอย่างรอบคอบ หลังจากยังมีความเห็นต่างในสังคม
ภายหลัง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ก็ได้ออกมาระบุว่า การชะลอครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อลดปัจจัยความขัดแย้งในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญโจทย์เศรษฐกิจรอบด้าน
รถไฟฟ้า 20 บาท รอเก้อ ?
ขณะที่นโยบายจุดขาย “ค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ตั้งเป้าให้ประชาชนเดินทางในระบบรางด้วยราคาที่เอื้อมถึง ลดภาระค่าครองชีพ และเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ปรากฏ รัฐสภาเพิ่งผ่านกฎหมาย 3 ฉบับ เพื่อเปิดทางให้นโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ได้แก่ พ.ร.บ.กรมการขนส่งทางราง, พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. …. (พ.ร.บ.ตั๋วร่วม) และ พ.ร.บ.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543 (พ.ร.บ.รฟม.)
โดยหลังจากนี้สภาจะส่งร่างกฎหมายให้วุฒิสภาพิจารณาต่อ ซึ่งคาดการณ์ว่าประชาชนจะได้ใช้จริงในเดือน ต.ค.นี้ แต่จากสถานการณ์ทางการเมืองล่าสุด อันมีเหตุให้นายกรัฐมนตรีต้องขาดคุณสมบัติและต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ อันเป็นเหตุให้ ครม.ต้องพ้นไปทั้งคณะ จึงยังไม่มีความชัดเจนว่า รถไฟฟ้า 20 บาทจะเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล
ทั้งหมดนี้คือนโยบายไวรัลของพรรคเพื่อไทยที่ยังไปไม่สุดทาง และเต็มไปด้วยคำถามว่าจะเดินหน้าต่อหรือไม่