พรรคประชาชนดัน 3 เงื่อนไข เล็งพลิก-เปลี่ยนการเมือง
พรรคประชาชน
การเมืองไทยเข้าสู่ “ความไม่แน่นอน” อีกครั้ง ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยเมื่อวันที่ 29 ส.ค. ให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง ในการสนทนาทางโทรศัพท์กับสมเด็จฮุน เซน แห่งกัมพูชา และให้ ครม.พ้นหน้าที่ไปด้วย
ตามรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนฯ จะต้องลงมติรับรอง ชื่อแคนดิเดตนายกฯ ที่เสนอโดยพรรคต่าง ๆ เพื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี คนต่อไป
จากวันที่ 29 ส.ค.เป็นต้นมา ขั้วพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทย เปิดเกมช่วงชิงเสียงข้างมากในสภา 247 จาก 492 เสียง เพื่อเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และสนับสนุนแคนดิเดตของพรรคตนเองเป็นนายกรัฐมนตรี
ขั้วเพื่อไทย เสียคะแนนสนับสนุนจากพรรคกล้าธรรม และกลุ่ม นายสุชาติ ชมกลิ่น จากพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่แยกตัวไปสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย
ส่งผลให้พรรคประชาชน ซึ่งมี 143 เสียง เป็นตัวแปรที่มีบทบาทชี้ขาดในการเลือกตัวนายกฯ แต่มีเงื่อนไขว่า พรรคที่จะรับเสียงสนับสนุนจากพรรคประชาชน ต้องดำเนินการใน 3 ข้อ คือ 1) ยุบสภาภายใน 4 เดือน 2) จัดทำประชามติเพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ 3) พรรคประชาชนจะไม่ร่วมรัฐบาลเด็ดขาด และไม่มีบุคคลในพรรคหรือตัวแทน ไปรับตำแหน่งใน ครม.
พรรคภูมิใจไทย ขยับอย่างรวดเร็ว รุดไปเจรจากับแกนนำพรรคประชาชน ก่อนออกแถลงการณ์ประกาศรับเงื่อนไขของพรรคประชาชนแล้ว ตั้งแต่วันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยสนับสนุนให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค เป็นนายกรัฐมนตรี
และเมื่อวันที่ 31 ส.ค. พรรคเพื่อไทย ซึ่งสนับสนุน นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตของพรรคเป็นนายกฯ ก็ขยับออกมาแสดงท่าที
โดย นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้ประกาศว่า พรรคเพื่อไทยยินดีตอบรับข้อเสนอจากพรรคประชาชนทุกประการ และมีข้อเสนอเพิ่มเติมอีก 4 ข้อ เพื่อความชัดเจนถึงแนวทางปฏิบัติ และแก้ไขปัญหาของประเทศ ดังนี้
1.รัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่ตั้งขึ้นจากข้อตกลงนี้ จะยุบสภาภายใน 4 เดือนนับจากวันแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา และหากกระบวนการตามเงื่อนไขบรรลุผลก่อนกำหนดเวลา รัฐบาลจะยุบสภาทันที
2.การทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะตั้งคำถามเรื่องเห็นด้วยกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยใช้รัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตย พ.ศ. 2540 เป็นร่างหลักหรือไม่ เพื่อกระชับเวลาในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
3.ในการทำประชามติครั้งเดียวกัน จะตั้งคำถาม เรื่องการคงไว้หรือยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 เพื่อหาข้อยุติและลดความขัดแย้งภายในประเทศ
4.รัฐบาลชุดนี้จะร่วมมือกับพรรคประชาชนและทุกฝ่าย เร่งดำเนินการคดีฮั้ว สว. และคดีที่ดินเขากระโดง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ และอยู่ในความสนใจของประชาชน ตามกฎหมายและหลักนิติธรรมอย่างตรงไปตรงมา
นอกจากแถลงการณ์ดังกล่าว นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกฯ ยังยกคณะไปพบกับพรรคประชาชน ถึงที่ทำการพรรค ก่อนจะกลับออกมา โดยพรรคประชาชน ขอให้รอการพิจารณาของพรรค ซึ่งประชุมวันที่ 1 ก.ย. และจะมีมติออกมา
พรรคประชาชนจะหารือในพรรค เพื่อหาคำตอบที่เหมาะสม ว่าจะรับข้อเสนอจากพรรคไหน
ของภูมิใจไทย รับ 3 ข้อ ส่วนเพื่อไทย นอกจากรับ 3 ข้อ ยังเปิดประเด็น 4 ข้อ รวมเป็น 7 ข้อ
ดูอาการแล้ว อาจจะต้องคุยกันยืดยาวพอสมควร
ข้อเสนอของพรรคประชาชนและท่าทีจากพรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย ช่วยขยายให้ได้เห็นปัญหาของการเมืองไทย
นั่นคือปัญหารัฐธรรมนูญ 2560 ของไทย ซึ่งถูกต่อต้าน ละเลยมาตลอด
โดยเฉพาะการแก้ไขหรือยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่พูดกันมานาน โดยเฉพาะตั้งแต่หลังเลือกตั้ง 2562 แต่แก้ไขไม่ได้ เพราะติดขัดที่ สว.ชุดแรก แม้มี สว.ชุดใหม่ในปี 2567 ก็มีท่าทีไม่ยอมรับการแก้ไขอีก
รอบนี้ พรรคการเมืองยอมผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยดี จึงเป็นเรื่องที่น่าจับตาว่า จะนำไปสู่การปฏิบัติจริงหรือไม่ มีความจริงใจดำเนินการหรือไม่ หรือรับไปก่อน แล้วถอนทีหลัง
เป็นเรื่องต้อง “วัดใจ-เช็กแบ็กกราวนด์” กันพอสมควร
ทั้ง 2 ขั้ว มีจุดอ่อน จุดแข็ง คนละแบบ
โดยเฉพาะในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ บางพรรค มีประวัติความเป็นมาที่น่าจะต้องไปพลิกดูข่าวเก่า ๆ
และถึงแม้ว่า ข้อตกลงจะไม่บรรลุผล และอาจจะต้องเลือกหนทางยุบสภา
ก็ยังต้องฝากความหวังว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
ทุกพรรคควรถือเป็นหน้าที่ในการผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นจริงต่อไป