ยังไม่บรรจุวาระโหวตนายกฯ ฉลาด โยน วันนอร์ ตัดสิน ภูมิใจไทยโวยไม่เป็นกลาง
ฉลาด ขามช่วง
วิป 2 ฝ่าย ยังคุยไม่จบ รองประธานสภา โยน “วันนอร์” เคาะวันโหวตนายกฯ ด้าน ภราดร อัด ไม่เป็นกลาง เข้าข้างเพื่อไทย หลังใช้ปมยื่นยุบสภา-ปม 20 สส.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ตั้งตุลาการใหม่
ที่รัฐสภา นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมวิป 2 ฝ่าย เพื่อหารือวันโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ว่า หลังจากการประชุมในช่วงเช้าไม่ได้ข้อยุติ จึงมาประชุมในรอบบ่าย แต่เนื่องจากที่ประชุมวิป 2 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายที่คาดว่าจะไปรวบรวมเสียงข้างมากได้เสนอให้ประธานบรรจุระเบียบวาระในการโหวตเลือกนายกฯ และจะต้องมีมติภายในวันนี้
ดังนั้น หากมีข้อสรุปก่อนเวลา 16.30 น. วันนี้ทางนายวันมูมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ สามารถบรรจุในระเบียบวาระได้อย่างเร็วที่สุดคือ วันที่ 5 กันยายน ตามข้อบังคับ ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลเดิม ชี้แจงว่าขณะนี้นายภูมิธรรม เวชยชัย ปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ได้เสนอพระราชกฤษฎีกาเพื่อยุบสภา ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการที่จะเสนอไปเพื่อให้มีพระบรมราชวินิจฉัย
“เพื่อไม่ให้เป็นการก้าวล่วงพระราชอำนาจ รวมถึงความเห็นทั้ง 2 ฝ่าย ผมจึงขอที่ประชุมว่า อำนาจการบรรจุระเบียบวาระเป็นอำนาจประธานสภาฯ กรรมการชุดผมเป็นกรรมการที่หาข้อสรุปให้ประธานฯ โดยประธานฯจะลงจากบัลลังก์ห้องประชุมสภาฯ เวลา 16.30 น. เพื่อความคลายกังวล ผมจะไปทำหน้าที่ต่อจากนายวันมูหะมัดนอร์ เพื่อให้ได้ข้อชัดเจนในวันนี้ ว่าประธานวันนอร์จะมีความเห็นอย่างไร เชื่อว่าท่านเป็นผู้ใหญ่ จะให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย
พวกผมเองไม่สามารถบรรจุระเบียบวาระได้ ทุกฝ่ายก็เห็นว่าการก้าวล่วงพระราชอำนาจเป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนไทย จึงขอเวลาไม่นาน ผมยืนยันในที่ประชุมว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีนายกฯ บนพื้นฐานของความสง่างาม ไม่ให้เกิดข้อครหานินทาภายหลัง ไม่ใช่เป็นการถ่วงเวลา เป็นกระบวนการตามกฎหมาย” นายฉลาด กล่าว
เมื่อถามว่า การที่ให้รอแบบนี้ฝ่ายที่อยากให้บรรจุระเบียบวาระการโหวตนายกฯ ยอมรับได้หรือไม่ รองประธานสภาฯ กล่าวว่า ผมดูหลายคนแล้วฝั่งนั้นก็พยักหน้าอยู่ว่าต้องรอ เพราะเป็นพระราชอำนาจ ไม่มีใครก้าวล่วงได้ ส่วนจะใช้เวลากี่วัน ไม่มีใครกล้าพูด แต่โดยธรรมเนียมแล้วไม่นาน ส่วนที่ทางพรรคภูมิใจไทย ยื่นต่อนายวันมูหะมัดนอร์เพื่อขอให้บรรจุระเบียบวาระโหวตเลือกนายกฯ นั้น เป็นดุลพินิจของประธานฯ ว่าจะดำเนินอย่างไร อย่างรอบด้าน รอบคอบ
ด้านนายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร (วิป) ว่า หลังจากที่นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 และนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส. บัญชีรายชื่อ และประธาน สส.พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ได้แถลงข้อสรุปที่ประชุมวิปที่ไม่มีข้อสรุป

โดยตนขอตำหนิการทำหน้าที่นายฉลาด ซึ่งได้ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ท่านเคยปฏิญาณตนไว้ว่าจะทำหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง แต่ในที่ประชุมวิปท่านไม่ได้ทำหน้าที่ด้วยความเป็นกลางเลย ท่านทำหน้าที่เข้าข้างพรรคการเมืองที่สังกัดอยู่
นายภราดรกล่าวต่อว่า ในที่ประชุมฝ่ายตนเห็นว่า ในช่วงเช้าพรรคประชาชน (ปชน.) ได้แถลงการณ์อย่างชัดเจนว่าพรรคมีมติอย่างไร และในช่วงสายนายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยก็ได้เซ็น MOA กับพรรคประชาชนเรียบร้อย ผมในฐานะ สส. จึงได้ยื่นหนังสือให้กับนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ ตามกติกามารยาท ว่าได้รวบรวมเสียงเพียงพอแล้ว สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 5 กันยายนนี้ได้
แต่ในที่ประชุมวิป พรรคเพื่อไทย ได้ยก 2 เหตุผล คือเรื่องวันประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้นายสราวุธ ทรงศิวิไล ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และภายหลังราชกิจจานุเบกษาประกาศลงวันที่ 30 สิงหาคม ฉะนั้น ข้อสงสัยว่าจะเกิดปัญหากับคำวินิจฉัยหรือไม่ จึงไม่สมควรที่จะเป็นข้อสงสัยอีกต่อไป แต่ทางพรรคเพื่อไทยได้รวบรวม 20 รายชื่อ สส. ประธานสภาฯ ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความ และอ้างว่ายังอยู่ในกระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นเหตุให้ยังไม่สามารถเลือกนายกฯ ในวันที่ 5 กันยายนนี้ได้
นายภราดรกล่าวด้วยว่า ส่วนอีกหนึ่งเหตุผล เรื่องการยุบสภา ซึ่งเห็นว่าการประกาศยุบสภาต่อสาธารณะ เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ไม่สมควร และไม่บังควรเป็นอย่างยิ่ง ในประเพณีปฏิบัติที่ผ่านมา ไม่เคยมีการประกาศยุบสภาต่อหน้าสาธารณชน เพราะอำนาจยุบสภา เป็นอำนาจขององค์พระมหากษัตริย์ ผมและ น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส. อุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทยได้ทักท้วงในที่ประชุมว่า หนังสือที่เชิญมาประชุม คือให้พิจารณาการบรรจุวาระเลือกนายกฯ ในวันที่ 5 กันยายนนี้หรือไม่ แต่ในที่ประชุมไม่มีการพูดถึง มีเพียง 2 เรื่องที่นำมากล่าวอ้าง

ในขณะที่พวกผมได้แสดงเหตุผลว่า ในฝ่ายนิติบัญญัติไม่มีหน้าที่ต้องรอคำวินิจฉัยของฝ่ายตุลาการ หรือฝ่ายบริหารจะมีความคิดเห็น ว่าจะยุบสภาก็เป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร ส่วนฝ่ายนิติบัญญัติก็ดำเนินการตามบทบาทหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ เมื่อนายกฯ พ้นจากตำแหน่ง ทางสภาฯ จำเป็นต้องเลือกนายกฯ โดยด่วน และเมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วก็ควรดำเนินการตามข้อบังคับ
“ผมก็เข้าตามตรอกออกตามประตู วันนี้ยื่นหนังสือ 24 ชั่วโมง หรือ 1 วันตามข้อบังคับ ประธานสภาฯ สามารถบรรจุระเบียบวาระเร่งด่วนเพื่อให้สภาฯได้มีการประชุมหารือกันได้ แต่ในที่ประชุมวิป ไม่มีข้อสรุป และได้นำข้อเสนอของทั้ง 2 ฝ่าย คือ พรรคภูมิใจไทยได้เสนอว่าให้เลือกนายกฯ วันที่ 5 กันยายน และทางพรรคเพื่อไทยเสนอให้เลื่อนไปก่อน โดยไปแจ้งต่อประธานสภาฯ ซึ่งอำนาจในการบรรจุระเบียบวาระเป็นอำนาจของประธานสภาฯโดยแท้ ก็อยู่ที่ประธานสภาฯ ว่าจะให้ความสำคัญกับองค์กรนิติบัญญัติหรือไม่ จะเดินหน้าทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติหรือไม่” นายภราดรกล่าว
เมื่อถามว่า ประธานสภาฯจะบรรจุทันภายในสัปดาห์นี้หรือไม่ นายภราดรกล่าวว่า “ทันครับ ตามข้อบังคับ ประธานสภาฯ สามารถบรรจุเป็นวาระเร่งด่วนได้”
เมื่อถามว่า จากที่มีการยื่นให้ประธานสภาฯ บรรจุวาระ หวังว่าจะได้รับความเป็นธรรมในเรื่องนี้หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ผมพูดชัด และหวังว่าประธานจะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ อย่างตรงไปตรงมา และเราในฝ่ายนิติบัญญัติต้องแยกอำนาจให้ชัด ซึ่งมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ คือการเลือกนายกฯ คนใหม่โดยเร็ว ฉะนั้น ต้องคาดหวังจากประธานสภาฯ ว่าจะเร่งบรรจุระเบียบวาระ
เมื่อถามว่า หากมีการแก้เกมยื้อเวลาแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จะแก้เกมอย่างไร นายภราดรกล่าวว่า ผมเชื่อมั่นว่าประธานรัฐสภาเป็นผู้ใหญ่ และในช่วงที่ไปยื่นหนังสือ ท่านบอกจะทำตามรัฐธรรมนูญและทำตามข้อบังคับ ซึ่งมั่นใจว่าประธานจะทำหน้าที่เพื่อความเป็นกลางและบรรจุระเบียบวาระในวันที่ 5 กันยายน