เท้งเมินข้อเสนอเพื่อไทย เดินหน้าโหวตอนุทินเป็นนายกฯ ไม่มีฟรีโหวต
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
หัวหน้าพรรคประชาชน ยืนยันโหวต “อนุทิน” นั่งนายกฯ ปัดกระแสปล่อย สส.ฟรีโหวต เมินข้อเสนอเพื่อไทย ไม่จริงใจ จริงจังแต่แรก
ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน แถลงข่าวยืนยันว่าพรรคประชาชนไม่ได้มีเสียงแตกตามที่มีกระแสข่าวออกมา ตอนนี้เราได้ความชัดเจนแล้วว่าทางพรรคเพื่อไทยจะเสนอนายชัยเกษม นิติสิริ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
ส่วนที่เมื่อเช้าผมได้เรียกหาความชัดเจนเกี่ยวกับกระบวนการยุบสภา จากนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รักษาการนายกฯ ตอนนี้ก็ชัดเจนแล้วว่า นายภูมิธรรมและพรรคเพื่อไทยไม่ได้เดินหน้ากระบวนการยุบสภา ซึ่งไม่ได้ทำให้เกิดความไขว้เขว เพราะกระบวนการตัดสินใจของพรรคประชาชนสิ้นสุดไปตั้งแต่วันที่กรรมการบริหารพรรคได้แถลงข่าวและเซ็นข้อตกลงร่วมกับพรรคภูมิใจไทย
และตลอดทั้งวันที่ผมได้ประชุมกับ สส.ในพรรคก็ไม่ได้พูดถึงการเปิดฟรีโหวตแต่อย่างใด ผมเชื่อมั่นต่อเพื่อนร่วมพรรคว่า พร้อมปฏิบัติตามมติของพรรค ส่วนความอึดอัดใจของ สส. ภายในพรรคต่อการโหวตนายกฯ ในวันที่ 5 กันยายนนี้ ทุกคนมีความเห็นแตกต่างหลากหลาย แต่ก็มีการแลกเปลี่ยนความเห็นกันมาหมดแล้ว จึงเชื่อว่าจะปฏิบัติตามมติ และไม่กังวลว่าจะมีใครฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมติพรรค
นายณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า ส่วนการเลื่อนวันเลือกนายกฯออกไปนั้น ในระหว่างวันมีกระแสข่าวปล่อยออกมาตลอด มีการต่อสายจากเจ้าหน้าที่ของประธานรัฐสภา บอกว่าผมได้ประสานขอเลื่อนการโหวต ขอยืนยันต่อนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาว่า ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านไม่เคยประสานขอเลื่อนวันแต่อย่างใด
เมื่อถามว่า มีความกังวลว่า หากฝ่ายค้านยกมือโหวตนายกฯแล้ว หากรัฐบาลทำอะไรผิดพลาด ฝ่ายค้านจะต้องรับผิดชอบด้วย นายณัฐพงษ์กล่าวว่า เรายืนยันในเรื่องเดิมว่าเรายังทำหน้าที่ฝ่ายค้าน การโหวตให้นายอนุทินครั้งนี้ เป็นรัฐบาลเฉพาะกิจที่มีหน้าที่ยุบสภา และเปิดประตูสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ ฉะนั้นคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เกิดขึ้น เป็นรัฐบาลที่พรรคประชาชนไม่ต้องไปแบกรับแต่อย่างไร เราพร้อมตรวจสอบอย่างเต็มที่
เมื่อถามถึงข้อเสนอของพรรคเพื่อไทย ที่หากเลือกนายชัยเกษมก็พร้อมยุบสภาหลังแถลงนโยบายต่อสภาทันที นายณัฐพงษ์กล่าวว่า หากเป็นข้อเสนอก่อนหน้านี้อย่างเป็นทางการ ก่อนที่พรรคประชาชนจะตัดสินใจแถลงออกมาอย่างเป็นทางการ ผมและ สส.ในพรรคจะรับไว้พิจารณา แต่เห็นได้อย่างชัดเจนว่า กระบวนการที่ผ่านมาตลอดจนถึงวันนี้ ยังมีการให้ข่าวกลับไปกลับมาจากฝั่งพรรคเพื่อไทย เราก็พอจะประเมินได้ว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้มีความจริงจังและจริงใจ ที่จะบรรลุข้อตกลงกับเราตั้งแต่ต้น เป็นเพียงการปล่อยข่าวเพื่อช่วงชิงจังหวะทางการเมืองมากกว่า
“ภายหลังที่พรรคประชาชนบรรลุข้อตกลงออกไปเป็นที่เรียบร้อย ยังคงมีการปล่อยข่าวในลักษณะนี้อยู่ ยิ่งแสดงให้เห็นว่า เราไม่สามารถเชื่อคำพูดที่กลับไปกลับมาแบบนี้ได้” นายณัฐพงษ์กล่าว
เมื่อถามถึงนักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตยหลายคนเตือนอยากให้ ปชน.พิจารณาใหม่ เพราะการโหวตพรรคภูมิใจไทย เหมือนสนับสนุนกลุ่มทำลายกระบวนการนิติรัฐ นิติธรรม และทำนิติสงคราม นายณัฐพงษ์กล่าวว่า เรารับฟังและทำความเข้าใจอย่างรอบด้าน พร้อมพิสูจน์ตัวเองในกรอบเวลาต่อจากนี้ ผ่านการทำหน้าที่ทุกอย่างของเรา
และอยากยืนยันทุกคน วันนี้สิ่งที่ผมและ ปชน.จำเป็นต้องทำคือหนักแน่นต่อการตัดสินใจของเรา เราไม่ได้เพิ่งมาคิดไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่มองเห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้น 2 เดือนที่แล้ว เราได้ประเมินสถานการณ์ ชั่งน้ำหนักทุกด้าน ไตร่ตรองรอบคอบ ก่อนออกมติพรรค เชื่อว่าเป็นทางออกที่ดีสุดให้กับประเทศจริง ๆ
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากภูมิใจไทยทำนิติสงคราม มีการเรียกร้องให้ ปชน.ต้องรับผิดชอบ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ก่อนที่ผมและ ปชน.จะต้องรับผิดชอบอย่างไร ต้องดูที่การกระทำของพวกเราด้วย กรณีที่เราได้เรียกร้อง และให้ข้อคิดเห็นในตอนเช้าว่า เราไม่เห็นด้วยกับนิติสงคราม ไม่ว่าฟ้องร้อง มาตรา 157 หรือมาตรา 112 ที่ผ่านมา เรียนตามข้อเท็จจริง ตนและ ปชน.ไม่มีอำนาจสั่งการใด ๆ แต่เรามีอำนาจฝ่ายค้านเสียงข้างมาก ใช้เสียงที่เรามีกำกับทิศทางรัฐบาลต่อจากนี้ เพื่อเปิดทางทำรัฐธรรมนูญใหม่
“ต้องดูต่อไปในอนาคต รัฐบาลเฉพาะกิจ ทำอะไรไม่ถูกต้อง เป็นหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างพวกเรา ตรวจสอบตรงไปตรงมา ทำเต็มที่ ไม่มีออมมือทั้งสิ้น เช่น การอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นต้น” นายณัฐพงษ์กล่าว
เมื่อถามว่า หลายคนมองตอนแรกโหวตหนุนภูมิใจไทย แล้วไปค้านในอนาคตทำได้จริงหรือ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า สิ่งที่สังคมต้องมองแยกให้ออกคือ เรื่องการใช้เสียงในสภา เพื่อเดินหน้าสู่ทางออกของประเทศ กับการร่วมรัฐบาล ยืนยันอีกครั้งว่า การโหวตนายอนุทินไม่ใช่ร่วมรัฐบาล แต่หาทางออกของประเทศ เราทำหน้าที่ฝ่ายค้านเต็มที่
เมื่อถามว่า มีอดีตแกนนำพรรคก้าวไกล และ สส.บางคน เสนอว่าไม่อยากให้ ปชน.เป็นตัวประกอบภาพยนตร์ที่ทำสัญญากับปีศาจนั้น หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า เป็นสิ่งที่พวกเราต้องพิสูจน์ว่า หลังจากนี้อีก 4 เดือน หลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภา พรรคประชาชนจะใช้เสียง 140 กว่าเสียง กำกับทิศทางรัฐบาล นำไปสู่สิ่งที่เราตั้งเป้าไว้มากน้อยแค่ไหน เชื่อว่าเราทำได้
ส่วนกรณีที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล และอดีตแกนนำก้าวไกลคนอื่น ๆ เคยบอกว่าไม่ควรดีลกับปีศาจนั้น คิดว่าสิ่งที่เราเคยบอกว่า ดีลปีศาจ ต้องดูว่า ดีลเพื่อผลประโยชน์ของใคร เพื่อผลประโยชน์ตัวเอง หรือเราใช้อำนาจที่เรามี ได้รับมอบจากประชาชน หาทางออกให้กับประเทศ ที่สำคัญมากกว่า เชื่อว่าองคาพยพของเราเข้าใจ
ถามว่า ไม่เสียดายใช่หรือไม่ที่ตัดสินใจดีลกับพรรคภูมิใจไทย นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ไม่เสียดาย และไม่คิดที่จะไปทบทวนในสิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอน เดินหน้าหาทางออกให้กับประเทศ คิดว่าเป็นเรื่องประธานสภา บรรจุวาระแล้วว่าจะเดินหน้าต่อ หรือโหวตนายกฯคนใหม่อย่างไรบ้าง ส่วนถ้าอนาคตนายอนุทินไม่ยุบสภานั้น เราประเมินไว้หมดแล้ว และเราจะประเมินทุกวันต่อจากนี้ หลังโหวตเลือกนายกฯไปแล้ว ถ้าเราเริ่มเห็นแล้วว่า นายอนุทินไม่พยายามปฏิบัติตามสัญญาที่ตกลงกัน เราพร้อมใช้เสียงในสภา ยื่นมติไม่ไว้วางใจทันที
เมื่อถามว่า หากกำหนด 4 เดือน แต่เกิดสถานการณ์รัฐบาลต้องกำกับดูแลประเทศต่อ ต้องคุยกันอีกรอบหรือไม่ นายณัฐพงษ์เชื่อว่า ตอนนี้กรอบสำคัญของเราคือตามข้อตกลงที่ได้บอกว่า สถานการณ์ในอนาคตไม่ว่าเรื่องใหญ่ ไทย-กัมพูชา หรือภาษีทรัมป์ เราให้ประชาชนตัดสิน เราจำเป็นต้องมีรัฐบาลชุดใหม่แก้ไขในส่วนนี้
เมื่อถามถึงกรณีข้อครหาบางพรรคในรัฐบาลใหม่จะเข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระต่าง ๆ เพราะเงื่อนไข 5 ข้อของ ปชน.ไม่มีระบุส่วนนี้จะทำอย่างไร หัวหน้าพรรคประชาชนขอยืนยันผ่านการแถลงครั้งนี้อีกหนึ่งครั้งว่า ถ้าหากว่ามีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะสะสางคดีของตนและพวกพ้อง พรรคประชาชนไม่มีทางยอมรับได้ พร้อมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจทันที
“ทุก ๆ อย่างอาจไม่ได้ตอบลงรายละเอียดมากนัก ตอบบนหลักการที่ทุกคนเข้าใจได้ ดูเรื่องการกระทำที่วิญญูชนเห็น ถ้าเชื่อว่านายอนุทิน ในฐานะนายกฯ มีความเป็นไปได้มากสุดคนต่อไป ใช้อำนาจยุ่งเกี่ยว เป็นอำนาจของ ปชน.ล้มอำนาจที่ไม่มีความชอบธรรม” นายณัฐพงษ์กล่าว
ส่วนถ้าเพื่อไทยยืดเยื้อ หรือล้มการโหวตนายกฯนั้น นายณัฐพงษ์กล่าวว่า การเดินเกมในสภา เป็นเรื่องปกติ รวมถึงการโหวตนายกฯ แต่อยากให้ทุกคนเรียกร้อง ณ ตอนนี้คือเดินหน้าเปิดประตูสู่ทางออกของประเทศ เพราะความชัดเจนของพรรคประชาชน คือพรรคเพื่อไทย ไม่ได้เดินหน้ายุบสภาก่อน ต่อมาเสนอชื่อนายชัยเกษมมาชิงเก้าอี้นายกฯ มองว่าพรรคเพื่อไทยตีรวน
ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า ถ้านายอนุทินได้เป็นนายกฯ แล้วถูกคดีจริยธรรมสอยก่อนยุบสภา มองถึงนายกฯคนที่ 4 หรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ยังไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้น แต่การโดนคดีจริยธรรม พรรคประชาชนบอกตลอดว่าเราไม่เห็นด้วยกับการใช้กระบวนการแบบนี้