การเมืองใต้ขั้ว ‘นายกฯหนู’ เลือกตั้งใหม่เพื่อ ‘การเปลี่ยนแปลง’
รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย
รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณแล้ว เมื่อ 24 ก.ย. จากนั้น 25 ก.ย. บรรดา รมต.เริ่มทยอยเข้ากระทรวง วันที่ 29 ก.ย.จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อจบกระบวนการนี้จะเริ่มต้นทำงาน ถือว่าเป็นรัฐบาลที่มากับเงื่อนไขพิเศษ และไม่เคยมีมาก่อน
เพราะเป็นรัฐบาลที่เกิดจากการตกลงกับฝ่ายค้านที่มีเสียง 143 เสียง อย่างพรรคประชาชน ว่าจะเข้ามาทำงาน 4 เดือน เปิดประตูให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จากนั้นจะยุบสภาใน 4 เดือน ซึ่งน่าจะเริ่มนับหลังจากเข้ารับหน้าที่ปลายเดือน ก.ย.นี้
กำหนดไว้คร่าว ๆ ว่าสิ้นเดือน ม.ค. 2569 รัฐบาลจะอายุครบ 4 เดือน หรือ 120 วัน และที่นายกฯหนูลั่นวาจาไว้ว่าจะไม่มีวันที่ 212 สำหรับรัฐบาลภูมิใจไทย การยุบสภาคงจะเกิดขึ้นในระยะนั้น แล้วจัดเลือกตั้งภายใน 45-60 วัน ดังนั้น ประมาณปลาย มี.ค. หรือ เม.ย. น่าจะเป็นห้วงเวลาของการเลือกตั้ง ที่จะเกิดพร้อมกับการออกเสียงประชามติ ขอความเห็นประชาชนเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
มีเรื่องที่น่าจับตาสำหรับรัฐบาลใหม่ 2-3 ประเด็นด้วยกัน
เรื่องแรก การเข้ามาของพรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาลเสียงข้างน้อย และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ทำให้การเมืองไทยเปลี่ยนขั้วอำนาจจากพรรคเพื่อไทย
พรรคเพื่อไทยได้ตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง 2566 หลังจากพรรคก้าวไกลที่ชนะเลือกตั้งจัดตั้งไม่สำเร็จ แล้วส่งไม้ต่อให้
พรรคเพื่อไทยพยายามผลักดันนโยบายต่าง ๆ อันเป็น “จุดเด่น” ของพรรคนี้ หลังเลือกตั้งไม่นาน นายทักษิณ ชินวัตร เดินทางกลับประเทศ หลังพักพิงในต่างประเทศถึง 17 ปี
การเมืองภายใต้รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่มีนายทักษิณมีบทบาทสำคัญอยู่ด้วย ไม่เป็นที่สบอารมณ์ของฝ่ายอนุรักษนิยม
เกิดกระแสต่อต้านรัฐบาลพรรคเพื่อไทย และต่อต้านบทบาทของนายทักษิณ
พรรคเพื่อไทยเปลี่ยนนายกฯ ถึง 2 คน ในเวลาไม่ถึง 2 ปี จาก นายเศรษฐา ทวีสิน มาเป็น น.ส.แพทองธาร ชินวัตร
ด้วยการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ว่ากระทำผิดข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญ เรื่องการฝ่าฝืนจริยธรรม จากการตั้งบุคคลที่เคยมีคดีละเมิดอำนาจศาลเป็น รมต.
และจากกรณีคลิปเสียงประธานวุฒิสภากัมพูชา
พรรคเพื่อไทยประกาศผลักดัน นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตคนที่สามของพรรคเข้ารับตำแหน่ง แต่จำนวนเสียงไม่เพียงพอ จากการถอนตัวไปของพรรคภูมิใจไทย พรรคกล้าธรรม และบางส่วนจากพรรครวมไทยสร้างชาติ และเพื่อไทยเอง
พรรคภูมิใจไทยจับมือกับพรรคประชาชน ที่เสนอเงื่อนไขยุบสภา-แก้รัฐธรรมนูญ ทำให้ประเทศไทยได้นายกฯคนใหม่จากอีกขั้วการเมืองหนึ่ง
การตอบรับจากสังคมถือว่าเป็นไปในทิศทางที่ดี แม้จะยังงง ๆ ว่าการเมืองประเทศไทยจะไปทางไหน แต่การที่มีคำมั่นว่าจะยุบสภารออยู่ ก็ถือว่าตรงกับความรู้สึกของประชาชน
เพราะสภาพการเมืองดูเหมือนเข้าทางตัน รัฐบาลเองก็ทำงานไม่ได้เต็มที่ ขณะที่สารพัดปัญหาถาโถมเข้ามาเรื่อย ๆ
นอกจากการเมืองเปลี่ยนขั้ว ดีกรีของอุณหภูมิลดลงมา จากอารมณ์ผิดหวังต่อการเมือง
การเข้ามาของภูมิใจไทยทำให้เกิดการปรับกำลังใหม่ของพรรคการเมือง
เพราะรับรู้กันว่า การเลือกตั้งรออยู่ในปี 2569 ซึ่งนับเวลาก็เหลือไม่กี่เดือน
ทุกพรรคจำเป็นต้องปรับตัวเองให้ตรงกับความต้องการของประชาชนเจ้าของสิทธิเลือกตั้ง
บางพรรคมีคะแนนนิยมสะสมไว้แล้ว บางพรรคต้องเร่งเครื่อง หาผู้นำพรรค ผู้บริหารชุดใหม่ เพื่อนำเสนอต่อประชาชนในการเลือกตั้ง
บางพรรคแตกป่นปี้ แทบจะต้องนับหนึ่งกันใหม่ แต่ก็เป็นโอกาสที่จะปรับเปลี่ยนตนเอง
ในเวลา 4 เดือนน่าจะได้เห็นภาพใหม่ ๆ ของพรรคการเมือง แม้ว่าหน้าตาของว่าที่ผู้สมัครอาจจะไม่ได้เปลี่ยนมากมายนัก
รวมถึง “นโยบาย” ที่ต้องรีบเขียนให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาของประเทศ
การจัดทัพปรับกำลังของพรรคการเมืองรับการเลือกตั้ง จะดำเนินควบคู่ไปกับการจับตาบทบาทของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย ว่าจะทำตาม MOA ที่ตกลงกับพรรคประชาชนไว้ได้มากขนาดไหน
โดยเฉพาะการเริ่มเปิดประตูไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ทั้งหมดนี้จะมีผลต่อ “คะแนนนิยม” ของพรรคที่เกี่ยวข้อง คือพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย
สำหรับประชาชน ในสถานการณ์การเมืองเช่นนี้ต้องช่วยกันส่งเสียง สื่อสารความต้องการทางการเมืองให้ภาคการเมืองได้รับรู้
ถึงเวลาที่การเมืองไทยจะต้องเดินหน้า ควบคู่ไปกับเศรษฐกิจ แต่จะเดินอย่างไร ขึ้นกับประชาชน
ซึ่งแสดงออกได้หลายแนวทาง รวมถึงการออกเสียงเลือกตั้ง และออกเสียงประชามติ