Action Plan รัฐบาลอนุทิน การเมือง-เศรษฐกิจ 4 เดือน
รัฐบาลอนุทิน
รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล แม้เป็นรัฐบาล มีเก้าอี้นายกรัฐมนตรี เป็นประมุขฝ่ายบริหาร แต่ทว่าสถานภาพทางการเมือง เป็น “รัฐบาลเฉพาะกิจ” ที่อยู่เพียงแค่ 4 เดือน
“อนุทิน” ประกาศในหลายเวทีถึง “ไทม์ไลน์” ในการยุบสภา โดยกำหนดปฏิทินการเมือง 31 มกราคม 2569 คือวันยุบสภา แต่ไทม์ไลน์นี้ยังไม่นับ “ปัจจัยแทรกซ้อน” ทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
อาจเกิดการ “ยุบสภา” เร็วกว่ากำหนด มาจากปัจจัยทั้งที่จะถูกฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ปัจจัยความมั่นคง หรือความพร้อมของพรรคภูมิใจไทย ที่ต้องการชิงความได้เปรียบ
ไทม์ไลน์ยุบสภา 29 มีนาคม
อย่างไรก็ตาม โรดแมปการเมืองมีปัจจัยการทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญเป็นปัจจัยสำคัญ ถูกฉายภาพผ่านการอธิบายของ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” รองนายกรัฐมนตรี ที่วางโรดแมปการจัดทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 256 เพิ่มหมวด 15/1 เพื่อเปิดทางให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) นำไปสู่การทำประชามติเพื่อถามความเห็นประชาชนว่าจะเห็นชอบให้แก้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ พร้อมกับวันเลือกตั้ง 29 มีนาคม 2569
เป็นการวาง Action plan ตามกรอบ 4 เดือน ที่พรรคภูมิใจไทย ทำ MOA ร่วมกับพรรคประชาชน ในการขอเสียงตั้งรัฐบาล
“บวรศักดิ์” ไม่ขอเดาอารมณ์การเมือง เพื่อคอนเฟิร์มว่าวันเลือกตั้งเป็นวันที่ 29 มีนาคม ชัด ๆ หรือไม่ “เพราะการเมืองเปลี่ยนทุกวัน ไม่ได้เปลี่ยนทุกเดือน แต่วันนี้ก็คืออย่างนี้ ยังไม่มีเหตุให้เปลี่ยน”
แต่ “บวรศักดิ์” ได้วางโรดแมปแนวทางกระบวนการจัดทำประชามติจนถึงวันเลือกตั้ง 29 มีนาคม 2569 ไว้ 2 แนว โดยนับจากวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นการทำงานของรัฐบาล
และขึ้นอยู่กับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 จะประกาศใช้หรือไม่ ซึ่งจะครบกำหนด 90 วัน ในวันที่ 3 พฤศจิกายน นับจากวันที่นำขึ้นทูลเกล้าฯ
แนวทางแรก หากต้องใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ 2564 ที่เป็นฉบับปัจจุบัน รัฐสภาควรลงมติในวาระ 3 เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หมวด 15/1 ไม่เกินวันที่ 15-20 ธันวาคม 2568 และในวันที่ 30 ธันวาคม 2568 จะเป็นวันสุดท้ายที่นายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศให้ทำประชามติ
จากนั้นนับไปอีก 90 วัน ซึ่งเป็นกระบวนการตาม พ.ร.บ.ประชามติ ฉบับ 2564 ที่ระบุว่า การทำประชามติต้องไม่เร็วกว่า 90 วัน และไม่ช้ากว่า 120 วัน นับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ ซึ่งระยะเวลา 90 วัน ถือเป็นที่สามารถทำประชามติได้เร็วที่สุดลงล็อกในวันที่ 29 มีนาคม 2569 เป็นการทำประชามติพร้อมกับวันเลือกตั้ง
โดยมีคำถามประชามติ 2 ข้อ หนึ่ง เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบให้ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สอง เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับรูปแบบขั้นตอนกระบวนการและหลักการพื้นฐานที่ปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญที่ส่งมานี้
แนวทางที่สอง กรณีที่ใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ 2) 2568 ระยะเวลาในขั้นตอนการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หมวด 15/1 จะมีเวลามากขึ้น 1 เดือน โดยรัฐสภาควรลงมติในวาระ 3 เพื่อเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว ในวันที่ 15-19 มกราคม 2569 และวันที่ 29 มกราคม 2569 เป็นวันสุดท้ายที่นายกฯ และ กกต.ประกาศให้ทำประชามติ
จากนั้นนับต่อไปอีก 60 วัน เนื่องจาก พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ 2) 2568 กำหนด ระยะเวลาจากวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ จนถึงวันทำประชามติ กำหนดระยะเวลาจะต้องไม่ช้ากว่า 60 วัน แต่ไม่เกิน 120 วัน ดังนั้น ระยะเวลาเร็วที่สุดก็จะตกวันที่ 29 มีนาคม เป็นการทำประชามติพร้อมกับวันเลือกตั้ง
มีคำถาม 2 ข้อเช่นเดิม หนึ่ง เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบให้ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สอง เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับรูปแบบขั้นตอนกระบวนการและหลักการพื้นฐานที่ปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญที่ส่งมานี้
ยุบสภา = แก้ รธน.จบ
แต่ถ้าเกิดอุบัติเหตุยุบสภา “บวรศักดิ์” ระบุว่า ถือว่าจบ แต่รัฐบาลใหม่หลังจากการเลือกตั้งทั่วไป สามารถขอให้สภาหยิบขึ้นมาพิจารณาได้ภายใน 60 วัน เพียงแต่คำถามประชามติจะเหลือเพียงข้อเดียว คือ “เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบให้ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”
MOA ขยับได้ตลอด
“บวรศักดิ์” ชี้ว่า หากใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ 2564 การจัดทำประชามติ พร้อมกับวันเลือกตั้ง แม้กฎหมายไม่ได้เขียนไว้ แต่สามารถทำได้ ไม่ได้ห้าม
โดยในข้อกฎหมายระบุว่าให้คำนึงถึงงบประมาณที่นำมาใช้ด้วย รัฐบาลจึงต้องคำนึงถึงด้วย
ซึ่งทั้งหมดเป็นไปตามกรอบที่นายกฯระบุตั้งแต่เริ่มนับการทำงาน 1 ตุลาคม 2568 กำหนดยุบสภา 31 มกราคม 2569 และระยะเวลาจัดเลือกตั้งจะอยู่ภายในเวลา 60 วัน ที่จะไปตกวันที่ 29 มีนาคม 2569 หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
“แต่ถ้า MOA เปลี่ยนก็สามารถขยับได้ โดยวันเลือกตั้ง ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะพิจารณาด้วย รวมถึงต้องดูสถานการณ์การเมืองที่สามารถเปลี่ยนได้ตลอด”
ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ใช้ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับพรรคประชาชนเป็นร่างหลัก มีข้อกังวลว่าอาจเปิดโอกาสให้แก้หมวด 1 และหมวด 2 “บวรศักดิ์” กล่าวว่า ต้องรอดูการพิจารณาในวาระ 3 เพราะยังต้องมีการแก้ไข ดังนั้นให้ดูฉบับสุดท้าย ที่สภาลงมติในวาระสาม จึงจะแน่นอนว่าจะใช้ร่างหลักของใคร
แจงวิธีเลือก ส.ส.ร.โดยอ้อม
ผู้สื่อข่าวถามกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย ไม่ให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.ร.โดยตรง จะขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายบวรศักดิ์กล่าวว่า การจะทำอย่างไรให้ยึดโยงประชาชน มีหลายทาง ศาลบอกไม่ให้เลือกตั้งโดยตรง ก็ใช้เลือกตั้งโดยอ้อม
ศาลรัฐธรรมนูญบอกไม่ให้เลือกตั้งโดยตรง ก็ใช้เลือกตั้งโดยอ้อม อย่างสมาชิกวุฒิสภาของฝรั่งเศสก็มาจากการเลือกตั้งโดยอ้อม ผ่านคณะผู้เลือกตั้ง ซึ่งก็ทำได้และยึดโยงกับประชาชน
“ผมถามตุลาการบางท่านที่เป็นนักวิชาการด้วยกัน เป็นเพื่อนกันมาก่อน ตุลาการท่านก็บอกว่า ศาลกลัวว่าถ้าให้ประชาชนเลือกตรง เดี๋ยวรัฐธรรมนูญจะกลายเป็นกฎหมายป่าไม้ กฎหมายชลประทาน กฎหมายที่ดิน กฎหมายอะไร ซึ่งมันก็คงจะไม่ดีเท่าไร ว่ารัฐธรรมนูญของไทยอาจจะไม่เหมือนของบ้านเมืองอื่นเขา นี่คือเหตุผลของศาล”
Action Plan 4 เดือน กระทรวงเศรษฐกิจ
ขณะที่การขับเคลื่อนแผนเศรษฐกิจของรัฐบาลเฉพาะกิจ “อนุทิน” สั่งให้แต่ละกระทรวงทำ Action Plan : Quick Big Win มาเสนอว่า แพลนของแต่ละกระทรวงเศรษฐกิจ อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน จะทำอะไรในช่วง 4 เดือน
พร้อมกับสั่งให้ทำ Course Benefit ว่าแต่ละนโยบายใช้งบประมาณเท่าไหร่ รายได้ของรัฐจะได้ผลดีผลเสียเท่าไหร่ เพื่อให้เป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐ
ซึ่งแผนของกระทรวงการคลัง นำเสนอโดย “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯและ รมว.คลัง นอกจากมาตรการโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ยังมีการท่องเที่ยวเมืองหลักและเมืองรอง โดยในเมืองรองประชาชนสามารถนำใบเสร็จมาลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า ส่วนในเมืองหลักจะได้ 1 เท่า หรือประมาณ 20,000 บาท
นอกจากนี้ ยังเร่งประสิทธิภาพการเบิกจ่าย โดยกำหนดว่าใครที่ของบประมาณเหลื่อมจ่ายเข้ามา และมี TOR เรียบร้อย ต้องให้เบิกจ่ายให้เสร็จภายในไตรมาส 2 ของปี 2569 หรือเดือนมีนาคม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพช่วยเอาเงินเก่าที่ไม่มีประสิทธิภาพมาฟื้นเศรษฐกิจ
ในช่วงเดือนตุลาคม เห็น Action Plan ของกระทรวงพลังงาน ได้เดินหน้าลดราคาน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซินทันที 50 สตางค์ต่อลิตร ส่งผลให้ราคาดีเซลปรับลงเหลือ 31.44 บาท พร้อมกับตรึงค่าไฟในช่วงต้นปี 2569 พร้อมกับหามาตรการลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเพิ่มเติม เพื่อลดภาระค่าครองชีพ ผ่านโซลาร์ภาคประชาชน 4 โครงการ
ประกอบด้วย 1.โซลาร์ฟาร์มชุมชน 2.โซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร 3.มาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือน 4.โครงการโซลาร์ลอยน้ำในเขื่อน จะสร้างมูลค่าการลงทุนกว่า 7 แสนล้าน
ตามด้วย Action Plan ของกระทรวงพาณิชย์ อาทิ โครงการ “สุขกาย สบายกระเป๋า” ให้ประชาชนทราบราคายา ซื้อยานอกโรงพยาบาล เดินหน้า “มหกรรมธงฟ้าลดค่าครองชีพ” รักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตร
การผลักดันการส่งออก อาทิ การส่งออกข้าวแบบจีทูจี เดินหน้าเจรจา FTA ไทย-EU และไทย-เกาหลีใต้ พร้อมเร่ง FTA ไทย-EFTA ให้มีผลใช้บังคับครึ่งปีแรก ปี 2569 นอกจากนี้ ยังเร่งปฏิรูปกฎหมายที่เป็นอุปรรคต่อการทำธุรกิจ
ซึ่งเป็นหนึ่งในโปรเจ็กต์ Quick Big Win 5 เสาหลัก “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว”
เป็น Action Plan ที่ “รัฐบาลอนุทิน” ตั้งเป้าต้องการทำให้ได้จริง สอดคล้องกับแนวทาง “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว”