Skip to content

อินไซด์วงถกลับ รัฐบาล-กกต. ขยับเกมโหวตประชามติ แก้รัฐธรรมนูญ

01 พ.ย. 2568 | 09:30น.
อินไซด์วงถกลับ รัฐบาล-กกต. ขยับเกมโหวตประชามติ แก้รัฐธรรมนูญ
คอลัมน์ : Politics policy people forum

ข้อตกลง MOA 5 ข้อ ที่ทำไว้ ระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย

และส่งพรรคภูมิใจไทยได้จัดตั้งรัฐบาล มี “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 32

ข้อสำคัญของ MOA นอกจากขีดเส้นเลือกตั้งภายใน 4 เดือน

ยังผูกมัดให้พรรคภูมิใจไทยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข คือ รัฐบาลภูมิใจไทยต้องจัดเลือกตั้งพร้อมกับการจัดทำประชามติ ปรากฏอยู่ในข้อ 2 ระบุว่า

“ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำเป็นต้องมีการออกเสียงประชามติก่อนที่รัฐสภาจะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ตามมาตรา 256 นั้น”

“คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเร็ว ทั้งนี้ ต้องไม่เกินกว่าวันลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป”

นำมาสู่โรดแมปเลือกตั้งพร้อมประชามติ โดย “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” รองนายกรัฐมนตรี ที่ขีดเส้นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 เปิดทางให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) โดยรัฐสภาควรลงมติในวาระ 3 เพื่อเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ไม่เกินวันที่ 15-19 มกราคม 2569 และในวันที่ 29 มกราคม 2569 จะเป็นวันสุดท้ายที่นายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศให้ทำประชามติ

จากนั้นนับไปอีก 60 วัน เนื่องจาก พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ 2568 กำหนดระยะเวลาจากวันที่ ครม.มีมติ จนถึงวันทำประชามติ กำหนดระยะเวลาจะต้องไม่ช้ากว่า 60 วัน แต่ไม่เกิน 150 วัน ดังนั้น ระยะเวลาเร็วที่สุดก็จะตกวันที่ 29 มีนาคม เป็นการทำประชามติพร้อมกับวันเลือกตั้ง

อินไซด์วงนายกฯ ถก ครม.

แต่ทว่าหลังจากวันที่ “อนุทิน” ยกคณะมาพบกับ กกต.อย่างไม่เป็นทางการ เมื่อ 24 ตุลาคม 2568 ในที่ประชุมมีการหารือในแนวทางที่ต่างออกไป

เพราะในที่ประชุมวันนั้น หนึ่งในประเด็นที่รัฐบาลได้หารือกับ กกต.ถึง วันออกเสียงทำประชามติ กับวันเลือกตั้ง อยากให้จัดคนละวัน-แยกออกจากกัน

แม้จะไม่เป็นไปตาม ข้อ 2 ของ MOA ที่พรรคภูมิใจไทย ทำไว้กับพรรคประชาชน

สอดคล้องกับแหล่งข่าวภายใน กกต.บอกว่า ขณะนี้สำนักงานอยู่ระหว่างการร่างคำของบประมาณที่ใช้จัดการเลือกตั้ง 2 แนวทาง คือ

การจัดการเลือกตั้งพร้อมกับการทำประชามติภายในวันเดียวกัน จะใช้งบฯราว 9 พันล้านบาท

หากจัดการเลือกตั้ง กับประชามติ แยกกัน งบประมาณที่ใช้อยู่ที่ 12,900-13,000 ล้านบาท โดยเบื้องต้น กกต.จะชงไปที่สำนักงบประมาณทั้ง 2 แนวทาง เนื่องจากยังไม่รู้ว่ารัฐบาลต้องการจัดทำประชามติกับการเลือกตั้งในวันเดียวกัน หรือจัดแยกกัน

แสวงชูสารพัดปัญหา

ด้าน “แสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต. ยืนยันว่า กกต.มีความพร้อมจัดเลือกตั้ง สส.เป็นการทั่วไป และการออกเสียงทำประชามติไม่ว่าจะทำพร้อมกันหรือไม่ ถ้าจัดพร้อมกันก็ใช้หน่วยเดียวกัน โดย กกต.ขอเวลา 75 วัน เพื่อเผยแพร่ข้อมูลทำความเข้าใจแก่ผู้มีสิทธิออกเสียงการลงประชามติ

และจัดเวทีแสดงความคิดเห็นของฝ่ายที่เห็นต่าง เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้ทำประชามติไม่น้อยกว่า 60 วัน แต่ไม่เกิน 150 วัน

ซึ่งหากกำหนดที่ 60 วัน กกต.ก็สามารถทำได้ แต่ค่อนข้างเหนื่อย จึงต้องการเวลา 75 วัน นับย้อนจากวันที่จะเลือกตั้งและประชามติ ในวันที่ 29 มีนาคม 2569 ตามที่รัฐบาลได้บอกไว้

อย่างไรก็ตาม “แสวง” ได้ชี้ว่า หากจัดทำประชามติวันเดียวกับการเลือกตั้ง จะมีปัญหาหลายด้านตามมา เช่น

ด้านบริหารจัดการของ กกต. ตอนนี้ยังไม่ทราบจำนวนคำถามประชามติ ซึ่งจะส่งผลต่อการบริหารจัดการของ กกต.

ทั้งเรื่องจำนวนบัตร กระดานนับคะแนน หากคำถามมาก ก็ใช้กระดานนับคะแนนมาก

เช่น ถ้าใช้ 6 คำถาม ก็ต้องใช้ 6 กระดาน บัตรเลือกตั้ง กับบัตรลงคะแนนประชามติ ก็อาจต้องใช้สีที่ต่างกัน หากบริหารจัดการดีก็สามารถจัดคำถามให้อยู่ในบัตรเดียวได้ ก็จะลดจำนวนกระดานลง

“นอกจากนี้ การเลือกตั้ง สส. มีการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า แต่การทำประชามติ ไม่มีลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า เป็นการลงประชามติวันเดียวกันทั่วประเทศ อาจจะมีปัญหาในการนับคะแนน”

“หรือหากจัดในวันเดียวกัน เช็กยากมาก สับสนทั้งคนจ่ายบัตร คนรับบัตรเลือกตั้ง กับบัตรออกเสียงประชามติ รวมกัน 4 ใบ จึงให้ กกต.จำลองหน่วยเลือกตั้ง 2 หน่วย เลือกตั้ง สส. กับทำออกเสียงประชามติ ทดลอง 500 คน การนับคะแนนก็จะใช้เวลาเพิ่มขึ้น เวลาขานพร้อมกัน 4 ใบ บริหารจัดการไม่ดี เห็นชอบไม่ เห็นชอบไม่รู้กระดานไหน สำนักงานต้องบริหารจัดการให้ถูกต้อง ผิดแค่ .00% ก็ไม่ได้ แต่เราเตรียมไว้แล้ว”

การทำความเข้าใจของประชาชนในประเด็นที่จะทำประชามติ ทั้งรัฐธรรมนูญ และการยกเลิก MOU 43 MOU 44

“ตอนนี้ยังไม่ทราบว่าจะมีคำถามส่งมาให้ กกต.กี่หน้า โดยก็ขอให้พอสมควร เพื่อให้ กกต.เกิดความเข้าใจ และใช้เวลาในการจัดพิมพ์ ให้ความรู้แก่ประชาชนในการตัดสินใจ โดยไม่มีการชี้นำ รวมถึงจัดเวทีให้คนเห็นต่างแสดงความเห็นโดยไม่ชี้นำ ซึ่ง กกต.จะต้องรับมือ”

การบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้ง สส. กับกฎหมายทำประชามติ กับการพูดเรื่องประชามติในเวทีหาเสียง และพูดหาเสียงบนเวทีประชามติ ซึ่งจะต้องบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้ง ควบคู่กับกฎหมายประชามติ

“การจัดเวทีแสดงความคิดเห็นประชามติ จะต้องเปิดโอกาสให้ผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย มาออกเวทีด้วยความเสมอภาค ซึ่งจะต่างจากการเลือกตั้งที่จะมีเวทีหาเสียง บางทีถ้าทำคู่กันไปจะดูยาก เพราะการพูดบนเวทีหาเสียงสามารถพูดประเด็นประชามติได้แน่ แต่เวทีประชามติจะพูดหาเสียงได้แค่ไหน เพราะติดเรื่องการห้ามชี้นำ”

“เพราะกฎหมายเลือกตั้ง สส. และกฎหมายประชามติ บังคับใช้คู่กันทั้งสองฉบับ เรื่องพวกนี้ สำนักงานต้องรับมือเพื่อให้เกิดความเสมอภาค เป็นธรรม ไม่ชี้นำ” แสวงกล่าว

แท็กติกจัดไม่พร้อมกัน

ไทม์ไลน์ตามเงื่อนไขที่ “แสวง” ระบุว่า กกต.ตั้งขอเวลา 75 วัน ในการเผยแพร่ ให้ความรู้ประชาชน เพื่อจัดเลือกตั้งพร้อมลงประชามติ

ดังนั้น เส้นตายรัฐสภาที่จะต้องพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หมวด 15/1 ให้เสร็จ และผ่านการเห็นชอบในวาระที่ 3 จะต้องทำให้เสร็จตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม 2569 พร้อมกับส่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม และคำถามประชามติให้กับ ครม. เห็นชอบ ก่อนส่งให้ กกต. ก่อนวันที่ 13 มกราคม 2569

หรืออย่างช้าสุดไม่เกินวันที่ 28 มกราคม 2569 ซึ่งยังอยู่ในกรอบเวลา 60-150 วัน ของกฎหมายประชามติ 2568

แต่ในขณะที่รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดว่า หากรัฐบาลยุบสภา จะต้องมีการเลือกตั้งอย่างน้อย 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน แม้ไทม์ไลน์จัดทำประชามติสามารถทำให้พร้อมกับการเลือกตั้งได้ แต่ถ้ามี “อุบัติเหตุ” กับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เช่น กรณีมี สว. หรือ สส. เข้าชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ก็อาจทำให้กระบวนการจัดทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งไม่สามารถทำได้

“หรือรัฐบาลเลือกใช้วิธียุบสภาเร็วขึ้น ก็ส่งผลให้การทำประชามติไม่สามารถจัดพร้อมกับวันเลือกตั้งได้ เพราะประชามติต้องทำในกรอบ 60-150 วัน แต่การเลือกตั้งกรณียุบสภาต้องจัดเลือกตั้งภายใน 45-60 วัน ซึ่งกรอบวันเลือกตั้งจะเร็วกว่าการทำประชามติ” แหล่งข่าวจาก กกต.อธิบาย

แหล่งข่าว กกต.รายเดิม กล่าวเพิ่มว่า กกต.ถือเป็น “ไม้สุดท้าย” ถ้าหากรัฐสภาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมไม่เสร็จ หรือรัฐบาลส่งคำถามประชามติมาให้กับ กกต. กกต.ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ กกต.เป็นเพียงผู้ปฏิบัติ

ด้าน “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี กกต. เร่งรัดให้รัฐบาลส่งคำถามในการทำประชามติภายในวันที่ 13 ม.ค. 69 หากจะเลือกตั้งในวันที่ 29 มีนาคม 2569 ว่า ยังมีเวลา รัฐบาลเอา 60 วันตรง เพราะ

1.ยังไม่เห็นตัวร่างรัฐธรรมนูญ 2.เรื่อง MOU 43 MOU 44 จะเชิญนักวิชาการที่รู้จริง ไม่ใช่กูรูในสื่อ มาคุยกับหน่วยงานที่รับผิดชอบคือ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม

จึงไม่อาจบอก กกต.ได้ว่า คำถามจะเสร็จในเวลาที่ กกต.ปรารถนาหรือไม่

“แต่แน่นอนว่า ผมกับนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. รู้จักกันมา 30 ปี รู้จักมักคุ้นกันพอสมควร จะคุยเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด เพื่อให้ข้อมูลประชาชนได้เข้าใจง่ายที่สุด”

“โดยจะเปิดเวที ซึ่งรัฐบาลจะเอื้ออำนวยเวทีให้ แต่ไม่ใช่คนจัด เพราะจะถูกหาว่าชี้นำ”

“ซึ่งคนจัดต้องขอความกรุณาสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา ที่มีคณะกรรมาธิการศึกษาเรื่องนี้ ผู้แทนทุกพรรคให้จัด โดยรัฐบาลจะเอาโทรทัศน์ หรือสื่อวิทยุของรัฐมาขยายให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้”

“กกต.แสดงความประสงค์ของ กกต. แต่ตามกฎหมายคือ 60 วันก่อนทำประชามติ รัฐบาลคงพยายามเอื้อให้เป็นไปตามสิ่งที่ กกต.ปรารถนามากที่สุด”

“แต่รัฐบาลบงการไม่ได้ สภาจะพิจารณาเสร็จหรือไม่ จะผ่านวาระสามหรือไม่ รัฐบาลไปยุ่งไม่ได้”

“ถ้ารัฐธรรมนูญผ่านเราค่อยมาตั้งคำถาม เอ็มโอยูก็ต้องหารือกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เอาที่ทำแล้วประเทศไม่เสียประโยชน์”

เอฟเฟ็กต์จัดแยก 2 คูหา

“ดร.สติธร ธนานิธิโชติ” อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายถึงความต่าง หากรัฐบาลเลือกระหว่างจัดเลือกตั้งพร้อมกับทำประชามติภายในวันเดียวกัน หรือจัดคนละวัน ส่งผล
กระทบอย่างไรว่า หากจัดคนละวัน ประชาชนผู้มีสิทธิจะออกไปใช้สิทธิไม่เยอะ

ต่อให้วิธีการนับคะแนนเป็นระบบชั้นเดียวก็มีปัญหาด้านความชอบธรรม

คล้ายกับการออกเสียงประชามติครั้งก่อน ๆ ที่มีคะแนนเกินครึ่ง แต่ก็เกินครึ่งเพียงนิดเดียว

แม้ในช่วงนั้นที่มีเรื่องเดิมพัน คือมีรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อออกจากระบอบหลังรัฐประหารไปสู่การเลือกตั้งความสนใจก็ยิ่งมากกว่าการทำประชามติในวันนี้ ที่เป็นเพียงการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้มี ส.ส.ร.

ดังนั้น โอกาสที่คนออกมาใช้สิทธิออกเสียงน้อยมีสูง

ตอนทำ MOA พรรคประชาชน จึงคิดพร้อมให้ทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้ง เพราะตอนเลือกตั้งมีประชาชนออกมาเลือกตั้งถึง 75% นี่คือในแง่ของ “เทคนิค”

ในขณะที่ “ทางการเมือง” ประเด็นมีรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่มีก็จะเป็นส่วนหนึ่งของการหาเสียงได้ เพราะจะส่งผลไปถึงการดีเบต การทำแคมเปญหาเสียง ซึ่งเข้าทางสองฝั่งแต่คนละมุม

ฝ่ายอนุรักษนิยม ก็ต้องชูในจุดที่รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่มีปัญหา ปัญหาอยู่ที่คนใช้ อยู่ที่นักการเมืองมากกว่า หรือการปกป้องหมวดหนึ่งหมวดสองก็พูดได้ชัด

ฝ่ายก้าวหน้า ก็ต้องชูมุมที่จะต้องแก้ไขแก้ มีมุมดึงฐานเสียงของตัวเองได้ทั้งสองฝ่าย

แต่ในแง่งบประมาณ หากผู้ออกมาใช้สิทธิน้อยไม่คุ้ม หากจัดการเลือกตั้งแยกจากการทำประชามติ ในแง่ของค่าใช้จ่าย ไม่ว่าประชาชนมาใช้สิทธิมากหรือมาน้อย ก็ต้องใช้งบประมาณเท่ากัน

ดังนั้น กฎหมายประชามติจึงพยายามให้จัดรวมกันกับวันเลือกตั้งได้ เพื่อประหยัดงบฯ และทำให้คนออกมาออกเสียงได้เยอะ เพราะจะได้ตัดปัญหาเรื่องไม่มีแรงจูงใจ

“คนออกมาลงประชามติน้อยไม่เท่าไหร่ ถ้าคนประชามติไม่เห็นด้วยก็เท่ากับว่าไม่ได้ทำอะไรเลย ค่าใช้จ่ายหลายพันล้าน เพื่อได้คำตอบว่า ‘ไม่’ คำเดียว เช่น ถ้าเห็นด้วยกับการตั้ง ส.ส.ร.ก็โอเค แต่ถ้าเสียงไม่เห็นด้วยก็จบ แต่ถ้าพ่วงกับการเลือกตั้งก็จะไม่เสียฟรี มันต่างกัน”

เมื่อรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นเครื่องมือของฝ่ายอนุรักษนิยม

หากการเลือกตั้งจัดแยกกับการทำประชามติ

เห็น ๆ กันอยู่ว่าฝ่ายไหนจะได้ประโยชน์จากเกมนี้