‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ บทเรียนบนเก้าอี้รัฐมนตรี กับเป้าหมายที่ต้องทำให้ได้
สัมภาษณ์พิเศษ
จากปลายเดือนกันยายน 2568 มีชื่อของ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” มานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีคนนอกของพรรคภูมิใจไทย ก็มีกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม
และหลังจากตอบรับนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และลุกขึ้นชี้แจงในสภาครั้งแรก ก็กลายเป็นปรากฏการณ์ชื่นชมรัฐมนตรีหญิงเก่งท่วมท้น ทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์
กระทั่งล่าสุดถูกจับตาอาจเป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯพรรคภูมิใจไทย
วันนี้ “ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์พิเศษ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รัฐมนตรีว่ากระทรวงพาณิชย์ หลังเข้าปฏิบัติหน้าที่ไม่ถึง 2 เดือน กับภาระมากมาย ไปฟังคำตอบถึงบทบาทที่เปลี่ยนไปจากผู้บริหารมืออาชีพ สู่รัฐมนตรีมืออาชีพ ที่มีความแตกต่างหรือเหมือนกันอย่างไร เป้าหมายที่ต้องการทำคืออะไรในเวลา 120 วัน (รัฐบาล 4 เดือน)
บทเรียนบนเก้าอี้รัฐมนตรี
“ศุภจี” ตอบคำถามเรื่องแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีว่า สิ่งที่ตั้งใจตอนนี้คือการทำหน้าที่ตรงหน้าให้ดีที่สุด เพราะมีเรื่องที่ต้องทำมาก ทั้งการต่างประเทศและภายในประเทศ จนไปถึงเรื่องเกษตรกร
พร้อมย้ำว่า “ไม่เคยมีความตั้งใจที่อยากจะเป็นนายกรัฐมนตรี และจริง ๆ แล้วไม่เคยมีความตั้งใจที่จะมาทำหน้าที่นี้ (รัฐมนตรี) ด้วยซ้ำ แต่ก็คิดว่าสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ เราอาจจะพอเข้ามาช่วยวางอะไรได้บ้าง ก็เลยตัดสินใจมา ยังไม่เคยมองไกลไปถึงตำแหน่งอื่นใด เพราะฉะนั้นตอนนี้มีอะไรก็ทำตรงนี้ให้เต็มที่และดีที่สุด”
สำหรับบทเรียนในการทำงานบนเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งยังไม่ถึง 2 เดือน ต้องบอกว่า “เป็นเวลาที่มีความหมายทุกวัน”
“ในทุก ๆ วันที่เข้ามาทำหน้าที่นี้ ได้ทั้งเรียนรู้กับข้าราชการในกระทรวง ซึ่งมีความรู้มากมาย เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างมากในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยรู้ พยายามที่จะกำหนดทิศทางและนโยบายให้ได้ตามที่ต้องการไว้ก่อนที่จะเข้ามา ทำอย่างไรเพื่อให้เป็นประโยชน์กับคนไทยและประเทศให้ได้มากที่สุด ในช่วงระยะเวลาที่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อด้านการค้าการขายระดับโลก”
CEO มืออาชีพสู่ รมว.มืออาชีพ
รัฐมนตรีหญิงกล่าวถึงความแตกต่างของการทำงานในบทบาทของผู้บริหารมืออาชีพกับรัฐมนตรีมืออาชีพว่า ไม่ได้ต่างกันในมุมของเนื้อหา เพราะการอยู่ในเอกชนต้องรู้ รับทราบระบบเศรษฐกิจในองค์รวม ทั้งในระดับภูมิภาค และระดับโลกว่ากำลังเจอกับปัญหาความท้าทายอะไร แต่ต่างกันที่ “มุมมอง”
“เพราะตอนอยู่เอกชนจะดูแค่ว่าเราอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ ต้องตอบโจทย์ในเรื่องความท้าทายและปัญหาอย่างไร ต้องหาวิธีรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เมื่อมาเป็นผู้กำหนดนโยบาย ต้องมองอีกมุมหนึ่ง เพราะสิ่งที่คิด สิ่งที่ทำจะกระทบกับห่วงโซ่อุปทานที่หลากหลายมาก ต้องใช้ความระมัดระวัง และต้องมองมุมที่ครอบคลุมมากขึ้น มิติที่ต้องดูรอบด้านมากขึ้น และต้องมองถึงผลประโยชน์ร่วมมากขึ้น”
สำหรับการทำงานแต่ละที่ สิ่งสำคัญต้องเข้าใจให้ชัดเจนว่าเป้าหมายคืออะไร กรณีที่มาอยู่ในระบบราชการ การวางนโยบายก็พยายามเข้าใจถึงข้อจำกัด ระเบียบ รวมถึงเนื้อหา
“ไม่ได้เป็นอะไรที่ง่าย เพราะระเบียบ ข้อบังคับ และกระบวนการทำงานต้องมีการส่งผ่านหลายหน่วยงานในการกลั่นกรอง ก็ทำให้เข้าใจมากขึ้น ซึ่งตอนอยู่เอกชนคิดว่าทำไมบางเรื่องภาครัฐไม่ทันใจเลย แต่พอมานั่งอยู่ตรงนี้ถึงทราบว่าต้องรอบคอบ ต้องดูให้ครบทุกมิติ มีระเบียบข้อบังคับมากมาย จึงต้องใช้เวลาพอสมควร”
โมเดล TAM กับ รมว.พาณิชย์
“ศุภจี” เล่าถึงการบริหารจัดการในบทบาทของรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ว่า นำหลักการทำงานที่ใช้มาตลอด เรียกว่าโมเดล TAM (Think Big, Act Small, Move Right) เพราะในทุกครั้งที่กำหนดนโยบายใด ๆ ก็ต้องมองให้ครบทุกมิติ มองให้รอบด้าน มองทั้งระยะสั้นและระยะยาว มองให้ครบทุกภาคส่วนในเรื่องที่จะทำ
กรณีการส่งออก-นำเข้าสินค้า ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องเชื่อมโยงอย่างมากในห่วงโซ่อุปทานครบทุกมิติ แต่เวลาปฏิบัติจะทำทั้งหมดไม่ได้ เพราะถ้าทำทั้งหมดอาจไม่สามารถได้ผลสัมฤทธิ์ ต้องเลือกทำในสิ่งที่คิดว่าสามารถควบคุมได้ก่อนจึงต้อง Act Small ก่อน เริ่มหรือทำในสิ่งที่เราคิดว่าจะเห็นผลได้แล้วค่อยขยายผลต่อไป
ยกตัวอย่างเรื่อง “ข้าว” กรณีข้าวขาวทั่วไป ซึ่งมีคู่แข่งในโลกหลายประเทศ โจทย์สำคัญคือเราต้องมีการพัฒนาพันธุ์ข้าวให้ตรงความต้องการตลาดมากขึ้น
ขณะที่ราคาข้าวของไทยตอนนี้ไม่ต่างจากคนอื่น ไม่ได้พรีเมี่ยมกว่าประเทศอื่น ก็ต้องหาวิธีการที่ช่วยเพิ่มผลิตต่อไร่ให้กับเกษตรกร
“ภาพรวมคือจะทำอย่างไรให้เกษตรกรมีผลผลิตต่อไร่มากขึ้นและแข่งขันได้ โดยมีโครงการสนับสนุนเกษตรกรปลูกพืชทดแทน (ข้าว) บางส่วน ซึ่งต้องเจาะลงไปในกลุ่มที่มีความพร้อม พื้นที่เหมาะสม ทำเป็นโมเดลให้เห็นว่าเกิดขึ้นได้จริง เพิ่มผลผลิตต่อไร่สูงขึ้นจริง คือคิดใหญ่ แต่เวลาทำ ทำจากก้อนเล็ก ๆ แล้วเป็นตัวไปขยาย”
นำร่อง 1 ล้านไร่ปลูกพืชทดแทน
ขณะเดียวกัน ต้องหาจังหวะที่จะดำเนินการนโยบายในเวลาที่เหมาะสม (Move Right) อย่างช่วงนี้เดือนพฤศจิกายนจะมีการเกี่ยวข้าวนาปี ดังนั้น ถ้าไม่รีบจัดการก็จะมีข้าวนาปรังเกิดขึ้นในช่วงต้นปี ทำให้ซัพพลายล้น ดังนั้น ต้องใช้จังหวะนี้เข้าไปจูงใจให้ชาวนาลองปรับบางพื้นที่ปลูกพืชอื่นทดแทนที่สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้มากกว่า โดยที่ภาครัฐหาตลาดให้ด้วย
“ศุภจี” อธิบายว่านโยบายนี้เริ่มต้นแล้ว โดยในการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ได้ออกมาตรการเพื่อจูงใจให้เกษตรกรที่อยากปรับ อยากเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชทดแทน โดยให้เงินช่วยเกษตรกรไร่ละ 2,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ แต่ต้องปรับพื้นที่ปลูกข้าวเดิมมาปลูกพืชทดแทน ตามที่เรามีการศึกษาไว้ว่าควรจะเป็นพืชอะไรที่เหมาะสมกับพื้นที่ โดยที่มีการหาตลาดให้ด้วย
นโยบายนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น แทนที่จะไปปลูกข้าวแล้วมีต้นทุนสูง ขณะที่ราคาก็ถูกกดดันโดยอุปสงค์อุปทานของโลก ซึ่งไม่สามารถขยับราคาสูงได้ เปลี่ยนมาปลูกพืชอื่นบางส่วน โดยตั้งเป้าไว้ 1,000,000 ไร่ ซึ่ง นบข.อนุมัติไปแล้ว
ยุทธศาสตร์ “มั่นคงทางอาหาร”
รัฐมนตรีพาณิชย์ฉายภาพถึงนโยบายการผลักดันให้ประเทศไทยเป็น Food Security Hub ว่า เรื่อง Food Security Hub เป็นคอนเซ็ปต์ที่มีการพูดกันมานาน ไม่ได้เพิ่งเริ่มเกิดขึ้น แต่ความต่างคือจังหวะนี้เป็นจังหวะที่เราสามารถที่จะฉวย ตอบโจทย์สิ่งที่เกิดขึ้นได้พอดี อย่างที่ผ่านมาเจอโควิดทำให้ทุกอย่างหยุดนิ่งหมด หรือตอนนี้มีปัญหาภูมิรัฐศาสตร์เกิดขึ้นเป็นหย่อม ๆ ซึ่งมีผลกระทบทั้งเศรษฐศาสตร์ด้วย ไม่ใช่แค่รัฐศาสตร์อย่างเดียว
ปัญหาสภาพอากาศเราควบคุมไม่ได้ บางทีน้ำเยอะ บางทีน้ำน้อย มีปัญหาอุทกภัยมากมาย ดังนั้น ประเทศที่ต้องนำเข้าอาหารและวัตถุดิบจะกังวล ว่าถ้าเกิดเหตุการณ์ที่ควบคุมไม่ได้จะทำอย่างไร ดังนั้น แทนที่จะไปเจรจาให้มาซื้อข้าว ก็ใช้วิธีชักชวนให้มาเป็นพันธมิตรความมั่นคงทางอาหารแทน
“เจรจาให้มาซื้อข้าวล่วงหน้า ถ้าต้องการความมั่นคงทางอาหารก็ต้องจ่ายแพงกว่าเดิม ซึ่งประเทศไทยก็ต้องเก็บรักษาให้ มีวิธีดูแล แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาซื้อ 100 เราจะต้องเก็บ 100 เราต้องหาโมเดลที่ถูกต้องและเหมาะสมมาบริหารจัดการ พอเราเสนอแบบนี้ ประเทศที่ต้องนำเข้าอาหารก็จะต้องการมาเป็นพันธมิตร”
เพราะหากเกิดสงคราม ปัญหาภูมิอากาศทำให้ขาดแคลนอาหาร เกิดโรคระบาด ไทยสามารถเป็นพันธมิตรกับเขาในเรื่องความมั่นคงทางอาหารได้ ทำให้ยกระดับจากคู่ค้ากลายมาเป็น “เพื่อน” เพราะการให้ความมั่นคงกับเขามากกว่าเป็นคนขายของ
ผนึกเวิลด์แบงก์หาโมเดล
“ศุภจี” ย้ำว่าจังหวะนี้เป็นจังหวะที่เราเข้าและได้จริง ๆ ยกตัวอย่างที่ได้ทำสัญญา Food Security ครั้งแรกกับสิงคโปร์ 100,000 ตัน ซึ่งไม่ได้เซ็นสัญญากับกระทรวงพาณิชย์สิงคโปร์ แต่เป็นการเซ็นกับกระทรวงสิ่งแวดล้อมของสิงคโปร์ ซึ่งถือเป็นบริบทใหม่ที่อีกหลายประเทศกำลังมองอยู่ ซึ่งประเทศไทยมีสินค้าอยู่แล้ว แต่ก็มีจำกัด ต้องมาตกลงกันเพื่อที่เราจะได้ล็อกสินค้าไว้ให้ ก็เป็นการยกวิธีเจรจาการค้าขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง
ทั้งนี้ แม้เซ็นสัญญาแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ส่งสินค้าทันที แต่ส่งสัญญาณให้ตลาดรับรู้ว่าข้าวไทยจะไม่มีแล้ว เพราะทำสัญญาขายล่วงหน้าไว้ แบบนี้ราคาก็จะขยับขึ้น
โดยขณะนี้ทีมงานกระทรวงพาณิชย์กำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับหลาย ๆ สถาบันวิจัยระดับโลก เช่น World Bank, ADB ในการศึกษาโมเดลที่จะดำเนินนโยบาย Food Security Hub ที่เหมาะสม และนอกจากผลิตภัณฑ์ข้าวแล้ว ก็จะมีสินค้าอื่น ๆ ด้วย
รัฐมนตรีพาณิชย์อธิบายว่า เนื่องจากเรื่องนี้ยังไม่มีใครเคยทำ ดังนั้น เมื่อประเทศไทยจะทำเรื่องนี้ก็ต้องให้ทีมงานหาโมเดลที่ถูกต้องและเหมาะสม ต้องมองภาพรวมในแง่ของ Food Industry ทั้งสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป รวมไปถึงจุดสมดุลของคอนเซ็ปต์ Food Security ที่ดีที่สุด รวมถึงวิธีจัดเก็บเป็นอย่างไร ราคาควรจะเป็นอย่างไร โดยมีโมเดลที่ชัดเจน ซึ่งตั้งเป้าไว้ภายในเดือนธันวาคมนี้โมเดลจะต้องเสร็จ เพื่อที่จะส่งต่อให้กับคนที่จะมาบริหารต่อนำโมเดลนี้ไปใช้ได้ เพราะแม้ว่าทำงานตรงนี้ระยะสั้นแค่ 4 เดือน แต่อยากให้วางรากฐานสำหรับอนาคตในระยะยาวต่อไป
โจทย์เจรจาการค้าสหรัฐ
ส่วนความคืบหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐ “ศุภจี” กล่าวว่า อย่างที่ทราบกันว่ามาตรการทางภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐ จากกรอบข้อตกลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 สหรัฐให้อัตราภาษีไทยอยู่ที่ 19% สถานะวันนี้คือมีรายละเอียดในกรอบที่เซ็นไว้ เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ภาษีอยู่พอสมควรที่ต้องเจรจาให้สัมฤทธิผล ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานกฎหมายที่เกี่ยวข้องมากมาย รวมถึงรายละเอียดของการจัดพิกัด โควตาที่เป็นกรอบที่เจรจากันไว้ หรือ Agreement on Reciprocal Trade (ART) ถ้าเจรจาตรงนี้เป็นไปตามที่ตกลงได้ก็จะทำให้เราสามารถใช้สิทธิภาษี 0% ตามรายการสินค้าที่สหรัฐใส่ไว้ในภาคผนวก 3 (Annex III)
Annex III คือรายการสินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีเป็น 0% ซึ่งมีอยู่ประมาณ 1,900 กว่ารายการ ซึ่งถ้าแมตช์รายการในวันนี้เราจะสามารถใช้ได้ประมาณ 800 รายการ แต่ยังมีสินค้าหลายรายการที่ประเทศไทยอยากจะใส่เข้าไปใน Annex III เพื่อที่จะให้มีสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีมากขึ้น
ส่งจดหมาย USTR ย้ำจุดยืน
“ศุภจี” ยอมรับว่า จากที่ตัวแทนการค้า (USTR) ทำหนังสือแจ้งขอหยุดการเจรจาไว้ก่อน โดยให้ประเทศไทยทำตามข้อตกลง Peace Declaration ปฏิญญาสันติภาพที่เซ็นเอาไว้ ซึ่งต้องบอกว่าจดหมายของ USTR ออกมาก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะได้คุยกับประธานาธิบดีทรัมป์ โดยที่นายกฯและรัฐมนตรีต่างประเทศที่ร่วมพูดคุยบอกกับประธานาธิบดีทรัมป์ว่า เรื่องปัญหาชายแดนกัมพูชากับเรื่องเจรจาการค้าไม่น่าจะเอาเข้ามาเกี่ยวข้องกัน ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ก็ไม่ได้ปฏิเสธ แล้วท่านนายกฯก็ขอไปด้วยว่าน่าจะพิจารณาลดหย่อนให้
สิ่งที่เราทำไปแล้วก็คือ ส่งจดหมายไปยังผู้แทนการค้าสหรัฐ ว่าไทยขอให้สนับสนุนเรื่องการเจรจาต่อเนื่อง และยืนยันว่าไทยก็มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำให้ได้ตามกรอบระยะเวลาเดิมตามที่ได้มีการตกลงกันไว้ คือภายในสิ้นปีนี้ ถึงแม้จะยังไม่ได้คุยกับผู้แทนการค้า แต่ในส่วนของไทยเองก็ยังมีเรื่องที่ต้องทำอีกมากมาย โดยเฉพาะเรื่องมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี พยายามที่จะให้สินค้าหลาย ๆ ตัวที่เราคิดว่ามีความจำเป็นและมีความสำคัญเข้าไปอยู่ใน Annex III
“สินค้าสวมสิทธิ” สร้างเกมใหม่
“ศุภจี” กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่คุยกับสหรัฐอีกเรื่องคือ “สินค้าสวมสิทธิ” เพราะสหรัฐเข้มงวดมาก ฉะนั้น ต้องมีการกำหนด Local Content ซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่ไทยจะยกมาตรฐานการผลิต เพื่อกำหนดให้ทั้งผู้ประกอบการไทยและผู้ประกอบการต่างชาติต้องใช้ Local Content ของไทยมากขึ้น ทำให้เกิดการหมุนเวียนรายได้ในประเทศ ทั้งซัพพลายเชนและแรงงานมากขึ้น
สำหรับข้อกำหนดเรื่องสินค้าสวมสิทธิยังอยู่ในช่วงเจรจา ว่าจะกำหนดสัดส่วนเท่าไหร่ อย่างไร ซึ่งน่าจะเป็นแบบเดียวกันทุกประเทศ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ตกลงกัน
อย่างไรก็ดี มองว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นเรื่องที่ดีสำหรับคนไทย เพราะเมื่อผู้ประกอบการไทยหรือต่างชาติที่มาลงทุนในไทย ที่จะผลิตส่งออกไปประเทศใดก็แล้วแต่ ถ้าเรามีกฎชัดเจนเรื่องสัดส่วน Local Content ที่เพิ่มขึ้น ก็ทำให้ผู้ประกอบการไทยและต่างชาติต้องปรับและทำตาม ดังนั้น ก็ถือโอกาสปรับกฎเกณฑ์ ทำให้เกิดการไหลเวียนรายได้ในประเทศมากขึ้น
เป้าหมาย 120 วัน
“ศุภจี” ทิ้งท้ายว่า สำหรับช่วงเวลาการทำงานที่เหลืออยู่ราว 2 เดือน ต้องพยายามวางรากฐานต่าง ๆ ให้ได้ตามแผน เพื่อที่รัฐบาลถัดมาสามารถเดินต่อได้ สิ่งที่ดีคืออย่างน้อยข้าราชการกระทรวงพาณิชย์รู้ว่าเรากำลังทำอะไร กำลังจะส่งต่ออะไร ต่อให้มีการเปลี่ยนแปลงคนที่ดูแลนโยบายก็จะสามารถทำตามจากรากฐานที่สร้างไว้เป็นประโยชน์ต่อประเทศโดยรวม
การทำงานใน 120 วัน ของรัฐบาล มีโครงการที่ได้ยินบ่อย ๆ ว่า Quick Big Win กระทรวงพาณิชย์มีทั้งหมด 7 นโยบาย ทั้งหมดราว 20 โครงการ กว่า 80 กิจกรรมที่เป็นตัววัด โดยในทุกสัปดาห์จะมีมาตรวัดว่านโยบายทำได้ตามที่วางไว้หรือไม่ เป็นปฏิทินไปจนจบ 120 วัน โดยจะมีการวัดผลตลอดว่าทำได้ตามเป้าหรือไม่ และจะต้องปรับอะไรระหว่างทางบ้าง