Skip to content

ไพบูลย์ บล.ทิสโก้ : รื้อโครงสร้างหนี GDP ต่ำ 1% – ดึงทุนต่างชาติ ดันหุ้นขาขึ้น

16 ธ.ค. 2568 | 11:31น.
ไพบูลย์ บล.ทิสโก้ : รื้อโครงสร้างหนี GDP ต่ำ 1% – ดึงทุนต่างชาติ ดันหุ้นขาขึ้น

รับฤดูเปลี่ยนแปลงทางการเมือง 2569 ปีแห่งการเลือกตั้ง ไพบูลย์ ซีอีโอ บล.ทิสโก้ นักบริหารธุรกิจการเงินระดับ 2 แสนล้าน ปักธงไทยต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง หนี GDP ต่ำ 1% ดึงทุนต่างประเทศ ดันตลาดหุ้นขาขึ้น ละเลิกนโยบายประชานิยมทำการคลังพัง 

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร กรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจทางการเงินขนาดใหญ่ที่มีสินทรัพย์กว่า 230,409 ล้านบาท กล่าวว่า สิ่งที่อยากเห็นในโอกาสที่ปี 2569 จะเป็นปีแห่งการเลือกตั้ง ก็คือรัฐบาลใหม่ที่เข้ามามีการแก้ปัญหาโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยอย่างจริงจัง เพราะตอนนี้ก็ชัดขึ้นทุกวันแล้วว่า หากประเทศไทยยังอยู่แบบนี้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจก็คงโตได้แค่ 1-2% ต่อปี

ซึ่งการขยายตัวระดับนี้ไม่เพียงพอสำหรับประเทศกำลังพัฒนา และหากพิจารณาในแง่รายได้ต่อหัว หรือ GDP ต่อหัวของคนไทยอยู่แค่ประมาณกว่า 7,000 เหรียญสหรัฐ ถือว่าต่ำ

“เราไม่ควรเป็นประเทศที่เศรษฐกิจโตแค่ 1% เพราะจะทำให้เราถอยห่างจากประเทศอื่นมากขึ้น ดังนั้น จึงอยากเห็นการแก้ปัญหาโครงสร้างที่พูดกันมานานแล้วอย่างจริงจัง ซึ่งสิ่งที่มาถูกทางแล้วก็คือ การแก้หนี้ครัวเรือน แต่ก็ต้องแก้ให้ได้ผลจริง ไม่ใช่ทำเฉพาะหน้า และตัวเลขหนี้สินครัวเรือนที่มองกันว่าควรจะลดลงมาที่ 80% ก็ควรจะทำให้ได้ และให้อยู่ระดับนั้นให้ได้ เพราะถ้าแก้หนี้ครัวเรือนไม่ได้ ก็จะเป็นกับดักที่ขยับยากมาก เวลาทำนโยบายต่าง ๆ เศรษฐกิจก็จะไม่โต” ซีอีโอ บล.ทิสโก้ กล่าว และว่า

ต้องดึงลงทุนจากต่างประเทศ

ประเด็นต่อเนื่อง คืออยากเห็นการดึงดูดลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เข้ามาลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ประเทศต้องการ เพื่อให้เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต โครงสร้างสินค้าส่งออก รวมถึงการเพิ่มผลิตภาพ ซึ่งการลงทุนผ่านการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ก็ต้องทำให้เกิดขึ้นจริงให้ได้ ไม่ใช่แค่ยอดตัวเลขที่ธุรกิจยื่นขอสิทธิการส่งเสริมการลงทุน

ส่วนภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว มองว่ายังคงเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย ดังนั้น จึงอยากเห็นการพัฒนาให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น โดยหาตลาดใหม่ ๆ หาสินค้าใหม่ ๆ เนื่องจากไม่สามารถพึ่งพาตลาดสหรัฐได้มากเหมือนที่ผ่านมาแล้ว

ลดเลิกนโยบายประชานิยม

ซีอีโอทิสโก้ย้ำว่า “อยากเห็นการทำนโยบายประเภทที่เป็นประชานิยมน้อยลง ด้วยข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ แล้วก็เห็นชัดเจนอยู่แล้วว่า ทำไปก็หายไป ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น หรือดีขึ้นแค่ชั่วคราว ซึ่งวันนี้ต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ตัวปัญหาจริง ๆ เหมือนวินิจฉัยโรคแล้วต้องรักษา ไม่ใช่แค่ให้ยาพาราแก้ปวดได้แค่ 4 ชั่วโมง โดยที่ผ่านมาจะเป็นในลักษณะอย่างนั้น ก็เลยอยากให้แก้จริงจัง ซึ่งถ้าทำได้แนวนี้ ก็จะเห็นตลาดหุ้นตอบรับในเชิงที่ดี”

โฟกัสตลาดหุ้นหัวใจระดมทุน

นายไพบูลย์กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารหลังจากนี้ ให้ความสำคัญกับตลาดหุ้นมากกว่าที่ผ่านมา เพราะตลาดหุ้นถือเป็นหัวใจ เป็นแหล่งระดมทุนที่มีประสิทธิภาพที่สุด แต่ที่ผ่านมากลไกตลาดหุ้นไม่ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มประสิทธิภาพ จึงอยากให้ใช้ตรงนี้ให้เป็นประโยชน์ เพราะจะสามารถเป็นเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างพายุหมุนได้หลายรอบ ซึ่งตลาดทุนเป็นของทุกคน ไม่ใช่เฉพาะคนกลุ่มผู้มีรายได้ระดับบน ต้องบริหารให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมกับตลาดหุ้นได้มากขึ้น

“ตลาดหุ้นถ้าบริหารจัดการดี ๆ มันสามารถเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจอีกตัวหนึ่งได้เลย ในการที่จะช่วยขับเคลื่อนการบริโภคได้เลย คือถ้าตลาดหุ้นขาขึ้น การบริโภคในระบบเศรษฐกิจจะดีขึ้นทันตาเห็นเลย เพราะคนที่ได้กำไรจากหุ้นเขาจะใช้เงินทันที แล้วเขาก็คิดว่าเขาจะได้เงินอีก”

การเมืองนิ่งทีม ศก.มีเอกภาพ

นายไพบูลย์ย้ำว่า ภาคการเมืองก็ต้องนิ่ง มีเสถียรภาพ เพื่อให้การดำเนินนโยบายมีความต่อเนื่อง ไม่ใช่เปลี่ยนรัฐบาลก็เปลี่ยนนโยบายทันที ซึ่งหากเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาบ่อย ๆ ก็ทำให้นักลงทุนต่างชาติไม่มั่นใจ

“ความเคลื่อนไหวทางการเมือง การบริหารประเทศก็อยากให้นิ่ง มีพรรคขนาดใหญ่เกิดขึ้น อย่างน้อย ๆ สามารถคุมกระทรวงเศรษฐกิจได้อย่างมีเอกภาพ ที่ผ่านมาก็อาจจะเป็นแบบที่บางพรรคได้บริหาร 2-3 กระทรวง บางพรรค 1 กระทรวง ถูกแยกกันกำกับและบริหาร แล้วเราก็ไม่เคยมีหัวหน้าทีมเศรษฐกิจที่สามารถคุมได้หมดจริง ๆ ส่วนใหญ่ดูกันไม่กี่กระทรวง”

นายไพบูลย์กล่าวย้ำว่า อยากเห็นการแก้ปัญหาโครงสร้างอย่างจริงจัง เพราะทำแบบเดิมก็เห็นแล้วว่าเศรษฐกิจโตแค่ 1% 2% ยิ่งไตรมาส 4 นี้ที่ล่าสุดมีการประเมินว่าจะโตได้ 0.6% ซึ่งต่ำมาก ดังนั้น ก็ทำแบบเดิมไม่ได้ ก็ต้องดูโจทย์ว่าวันนี้จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจกลับไปโต 3-4% ได้

“ก็ต้องปรับ เปลี่ยน ไปต่อ แล้วก็ต้องชำเลืองดูคู่แข่งด้วยว่าเขาไปถึงไหนแล้ว คนที่เคยอยู่หลังเราก็จะล้ำหน้าเราแล้ว ซึ่งมันก็เป็นปัญหาใหญ่” ซีอีโอ บล.ทิสโก้กล่าว