8 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 64,953,661 คน จะต้องถือบัตร 3 ใบ ในคูหาเลือกตั้ง
หนึ่ง บัตรเลือกตั้ง สส.เขต สอง บัตรเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ สาม บัตรออกเสียงประชามติ
8 กุมภาพันธ์ 2569 จึงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่มีการ “เลือกตั้ง” พร้อมกับ “ประชามติ”
ความสำคัญของการทำประชามติครั้งนี้ เป็น “กุญแจ” ฉันทามติของประชาชนว่าจะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แทนรัฐธรรมนูญ 2560 หรือไม่
เส้นทางแก้รัฐธรรมนูญใหม่
การลงประชามติ พร้อมกับการเลือกตั้ง ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มีขั้นตอนดังนี้ เมื่อหย่อนบัตรเลือกตั้ง สส.เสร็จแล้ว ให้เดินไปโต๊ะเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยออกเสียงประชามติ ซึ่งอยู่ในจุดเลือกตั้งเดียวกัน ให้ยื่นหลักฐานแสดงตน เช่นเดียวกับการเลือกตั้ง สส. และบอกลำดับตามบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ลงลายมือชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียง รับบัตรออกเสียงประชามติ 1 ใบ และลงลายมือชื่อที่ต้นขั้วบัตรออกเสียง
เข้าคูหาทำเครื่องหมายกากบาทเพียงช่องเดียว โดยคำถามประชามติ คือ “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ผู้ใช้สิทธิออกเสียงสามารถเลือกคำตอบได้ช่องเดียว คือ “เห็นชอบ” “ไม่เห็นชอบ” หรือ “ไม่แสดงความคิดเห็น” จากนั้นทับบัตรแล้วนำไปหย่อนบัตรประชามติลงในหีบและออกจากสถานที่เลือกตั้ง
ใช้ผลประชามติ บีบ สว.
หากวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เสียงเห็นชอบว่า “สมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” มากกว่า “เสียงไม่เห็นชอบ” เท่ากับเป็นผลผูกพันต่อรัฐสภาในการแก้รัฐธรรมนูญ ตามกระบวนการรัฐสภา จะต้องเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 256 เพิ่มหมวด 15/1 ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง
“นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์” อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย หนึ่งในคณะกรรมการรณรงค์สื่อสารประชามติและรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน พรรคเพื่อไทย ที่มี “จาตุรนต์ ฉายแสง” เป็นประธาน มองว่า หากประชาชนส่วนใหญ่ออกเสียงประชามติ เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เท่ากับเป็นการ “บังคับ” สว.ที่เคยเป็นอุปสรรคในการแก้รัฐธรรมนูญ ต้องทำตามฉันทามติ
“ถ้าประชามติอันนี้ผ่านก็จะใช้เสียงประชามติเป็นตัวไปบีบ สว. และที่สำคัญ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่เคยวินิจฉัยว่าการแก้รัฐธรรมนูญ ต้องทำประชามติ 3 ครั้ง โดยครั้งแรกต้องถามประชาชนว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ดังนั้น ถ้าประชามติผ่าน ก็เท่ากับมีผลผูกพันรัฐสภา โดยเฉพาะ สว.ถือว่าถูกบังคับโดยฉันทามติของประชาชน คิดว่า สว.จะไม่เห็นด้วยได้อย่างไร”
ขณะที่ “นิกร จำนง” ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ในฐานะที่เป็นอดีตเลขานุการคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติออกเสียงประชามติ และมีส่วนร่วมพิจารณาประเด็นรัฐธรรมนูญเกือบทุกวาระในสภา ช่วง 7 ปีที่ผ่านมา เชื่อว่า ประชาชนเสียงข้างมากจะออกมาลงมติเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะสถานการณ์ขณะนี้เหมือนไม่มีเหตุการณ์โต้แย้ง เสียงที่เห็นด้วยกับการให้มีรัฐธรรมนูญใหม่มีจำนวนมากกว่า โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่เห็นด้วย คือ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่พรรคที่ไม่เห็นด้วยกับการมีรัฐธรรมนูญใหม่ ก็มีแต่น้อย เชื่อว่าเสียงไม่เห็นชอบคงไม่ชนะ
ประกอบกับการลงประชามติทำพร้อมกับการเลือกตั้ง ซึ่งทำให้การลงประชามติเป็นเหมือน “ของแถม” เชื่อว่าประชาชนจะมาใช้สิทธิ และจะทำให้เสียงเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นอกจากนี้ กฎหมายประชามติก็มีการแก้ไขโดยให้ใช้เสียงข้างมากชั้นเดียวในการเห็นชอบประเด็นประชามติ ดังนั้น ถ้าประชาชนไปใช้สิทธิเกินครึ่งก็จะผ่านแน่
“ถ้าประชามติผ่าน ก็จะทำให้การทำรัฐธรรมนูญใหม่ง่ายขึ้น แต่เรื่องตัดเสียง สว.เห็นชอบรัฐธรรมนูญ 1 ใน 3 จำนวน 67 เสียงออกไปเลย ตามแนวของพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน ผมก็ไม่เห็นด้วยเหมือนกัน และ สว.ก็มีสิทธิโต้แย้ง เพราะหากไม่มีเสียง 1 ใน 3 ของ สว. แล้วใช้เสียงข้างมากของรัฐสภา ก็เท่ากับว่าหากได้เสียงเกิน 350 เสียง ก็จะทำรัฐธรรมนูญไปทางไหนก็ได้ ดังนั้น จึงเสนอว่า ในการเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในวาระที่ 1 และวาระที่ 3 ควรใช้เสียง 2 ใน 3 ของรัฐสภา คือ 460 เสียง เชื่อว่าแบบนี้จะผ่านไปได้” นายนิกรกล่าว
สว.เห็นต่าง วัดใจสภาชุดใหม่
ด้าน “เทวฤทธิ์ มณีฉาย” สมาชิกวุฒิสภา อธิบายว่า สถานการณ์ตอนนี้ ต้องไม่ลืมว่าร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ในวาระ 2 เมื่อ 11 ธันวาคม ยังค้างการพิจารณาอยู่ในรัฐสภา เพราะที่ประชุมได้โหวตเห็นชอบมาตรา 256/28 ที่เพิ่มอำนาจ สว. 1 ใน 3 ในการเห็นชอบรัฐธรรมนูญแล้ว และยังไม่ตกไป แม้ว่าจะมีการยุบสภา
ดังนั้น ถ้าหากรัฐบาลที่เข้ามา หรือ สส.ที่เข้ามาในสภาเป็นขั้วอำนาจเดิม บวกกับ สว.เดิม ที่ต้องการคงอำนาจ 1 ใน 3 สว.เอาไว้ แนวโน้มก็จะพิจารณาตัวที่ร่างรัฐธรรมนูญที่คาไว้กลับมาพิจารณาต่อได้
“เพราะจริง ๆ แล้ว โหวตประชามติ กับเลือกตั้ง สส. ก็เป็นเรื่องเดียวกัน การลงประชามติเป็นเหมือนวางจีพีเอส เลือก สส.เหมือนการเลือกรถที่จะพาไปสู่เป้าหมาย ถ้าหลังเลือกตั้งสภาชุดใหม่ที่เข้ามา เป็นฝ่ายที่ต้องการปลดล็อกเรื่องอำนาจโหวต สว. อาจจะปล่อยให้ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวตกไป”
ขณะที่ “นพ.เชิดชัย” และ “นิกร” มองต่างกับ “เทวฤทธิ์” โดยบอกว่า ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ….. ในวาระ 2 รัฐสภาจะไม่สามารถนำกลับมาพิจารณาได้แล้ว ต้องพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับใหม่เท่านั้น
ประชามติไม่ผ่าน ต้องฉีก รธน.
ขณะที่ “จาตุรนต์ ฉายแสง” ประธานคณะกรรมการรณรงค์สื่อสารประชามติและรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน พรรคเพื่อไทย มองว่า ถ้าไม่ผ่าน จะคล้ายกับว่า ประเทศไทยก็ต้องอยู่กับรัฐธรรมนูญ 2560 ไปจนกว่าจะมีการรัฐประหารในคราวหน้า และเราก็เข้าใจ จากประสบการณ์ยาวนานมาว่า เมื่อรัฐประหารแล้ว รัฐธรรมนูญหลังจากนั้นมักจะเลวร้ายลงไปอีก
แม้การแก้รัฐธรรมนูญยังไม่ถูกปิดประตูไปเลย เช่น สว.ชุดนี้เกิดอยู่ในสภาพทางการเมืองถูกกดดันจากสังคมก็คงทำได้ หรืออดทนมากกว่านั้นหน่อย สว.ชุดใหม่มา หา 70 คนมาโหวต ก็จะแก้รัฐธรรมนูญได้เหมือนกัน แต่อันนี้มองในแง่ดี แต่ตอบคำถามเรื่องบ้านเมืองจะเป็นประชาธิปไตย ผมตอบผิดมาตลอด สิบปี สิบห้าปี ปรากฏว่าถอยหลังยิ่งกว่าวันที่เขาถามผมอีก แต่ยังต้องพยายาม
อีสาน ไม่เห็นชอบ รธน.60
ย้อนสถิติประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2560 เมื่อ 7 สิงหาคม 2569 มีผู้ออกมาใช้สิทธิเห็นชอบ 16,820,402 คะแนน หรือร้อยละ 61.35 ไม่เห็นชอบ 10,598,037 คะแนน หรือร้อยละ 38.65 จากผู้มาใช้สิทธิออกเสียงทั้งหมด 29,740,677 คน
หากแบ่งเป็นรายภาค พบว่า ภาคกลาง เป็นภาคที่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ 2560 มากที่สุด 6,551,370 คะแนน ไม่เห็นชอบ 2,883,907 คะแนน ภาคใต้ เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ 2,938,924 คะแนน เสียงไม่เห็นชอบ 941,069 คะแนน ภาคเหนือ เสียงเห็นชอบ 3,020,303 คะแนน เสียงไม่เห็นชอบ 2,225,285 คะแนน
ภาคอีสาน เป็นภาคเดียวที่เสียงไม่เห็นชอบมีมากกว่าเสียงเห็นชอบ โดยเสียงไม่เห็นชอบ อยู่ที่ 4,547,776 คะแนน ส่วนเห็นชอบอยู่ที่ 4,309,805 คะแนน
เห็นชอบประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2560 มากที่สุด 10 จังหวัด คือ 1.กรุงเทพมหานคร 1,585,533 คะแนน 2.นครราชสีมา 730,985 คะแนน 3.นครศรีธรรมราช 559,689 คะแนน 4.สงขลา 506,752 คะแนน 5.ชลบุรี 430,361 คะแนน 6.อุบลราชธานี 413,901 คะแนน 7.เชียงใหม่ 390,046 คะแนน 8.สุราษฎร์ธานี 377,628 คะแนน 9.บุรีรัมย์ 365,041 คะแนน 10.นนทบุรี 343,771 คะแนน
ส่วนจังหวัดที่ไม่เห็นชอบประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2560 มากที่สุด 10 จังหวัด ประกอบด้วย 1.กรุงเทพมหานคร 705,195 คะแนน 2.เชียงใหม่ 459,399 คะแนน 3.ขอนแก่น 409,453 คะแนน 4.นครราชสีมา 404,261 คะแนน 5.อุดรธานี 362,063 คะแนน 6.อุบลราชธานี 341,848 คะแนน 7.ร้อยเอ็ด 332,587 คะแนน 8.ศรีสะเกษ 331,314 คะแนน 9.เชียงราย 304,976 คะแนน 10.สุรินทร์ 267,917 คะแนน
แต่ถ้าวัดจากผู้ออกเสียงเห็นชอบมากที่สุด ตาม “สัดส่วน” ของจำนวนประชากร พบว่า จ.ชุมพร มีผู้เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ 2560 มากที่สุด คือ ร้อยละ 90.04 ขณะที่ จ.ปัตตานี มีผู้ออกเสียงเห็นชอบน้อยที่สุด ร้อยละ 35.02