Skip to content

‘การดี’ ชงขึ้นค่าแรง-พัฒนาเอสเอ็มอี รัฐต้องทำให้สมดุล คุมทุนต่างชาติทะลัก

26 ม.ค. 2569 | 11:49น.
‘การดี’ ชงขึ้นค่าแรง-พัฒนาเอสเอ็มอี รัฐต้องทำให้สมดุล คุมทุนต่างชาติทะลัก

แคนดิเดตนายกฯ​ พรรคประชาธิปัตย์ ฉายวิสัยทัศน์พัฒนาค่าแรงไทยต้องสมดุลทำเฉพาะพื้นที่ รัฐต้องชะลอทุนต่างชาติทะลัก เพื่อให้ SMEs ไทยเดินต่อได้

“ประชาชาติธุรกิจ” จัดเวทีประชันวิสัยทัศน์ : ECONOMIC LEADERSHIP “เลือกผู้นำ เลือกอนาคตเศรษฐกิจ” เพื่อร่วมกันค้นหาทางรอดของประเทศ จาก 4 ขุนพลเศรษฐกิจของพรรคการเมืองคือ นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.), นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.), นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี รวมถึงนางการดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)

ผ่าน 5 โจทย์สมรภูมิเศรษฐกิจ ประกอบด้วยประเด็นและปัญหา 1.ปากท้องค่าครองชีพ 2.สงครามหนี้ 3.แรงานและ SMEs 4.เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ 5.การค้าชายแดน

สำหรับโจทย์การแก้ปัญหาประเด็นเรื่องแรงานและ SMEs ต่อการเสนอมุมมอง “ค่าแรงขั้นต่ำที่เหมาะสม และทางช่วย SMEs ให้รอดจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น”

นางการดีกล่าวว่า ค่าแรงขั้นต่ำต้องทำให้สะท้อนค่าแรงแต่ละพื้นที่จะเท่ากันหมดไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาเคยมีบทเรียนมาแล้ว ซึ่งหลักคิดเรื่องค่าแรงขั้นต่ำของพรรคประชาธิปัตย์จะต้องมีการสำรวจค่าแรงแต่ละพื้นที่ และรัฐเข้าไปสนับสนุน เพราะจะบังคับเอกชนจ่ายอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องทำให้เกิดความสมดุลกัน

ส่วนกลุ่ม SMEs ที่วันนี้ตลาดแรงงานมีการเปลี่ยนรูปแบบ รวมถึงมีแรงงานอิสระมากขึ้น พรรคประชาธิปัตย์มองว่าต้องสร้างความสมดุลด้านแรงงานและลูกค้า รวมถึงเรื่องสวัสดิการหรือประกัน ต้องมีการควบคุมเพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ผู้ใช้แรงงาน

ส่วนด้านแพลตฟอร์มที่วันนี้มีการลงทุนจากต่างชาติเข้ามาไทยมากขึ้น ต้องทำให้การขึ้นราคาสินค้าทุกรายโปร่งใสตรวจสอบได้ มีการกีดกันด้านการค้า ไม่เช่นนั้นเอสเอ็มอีไทยจะอยู่ไม่ได้ ทั้งที่เรามีหน่วยงานรัฐคอยดูแล ดังนั้น หน่วยงานรัฐต้องรู้หน้าที่ และการทำงานต้องเข้มข้นมากขึ้น

นางการดีย้ำว่า SMEs ไทยต้องได้รับการช่วยเหลือในสถานการณ์ที่วันนี้รูปแบบธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป คู่ไปกับต้องทำให้เข้าถึงเงินทุนในราคาถูก ไม่ใช่ให้เฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ เราต้องสร้างแต้มต่อให้ SMEs ไทย ยกตัวอย่าง เช่น พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายเมดอินไทยแลนด์เฟิรสต์ คือถ้าเป็นสินค้าท้องถิ่นและสตาร์ตอัพ ควรมีแต้มต่อในการลงทุนเพื่อนำไปต่อยอด ควบคู่กับรัฐต้องชี้ช่องให้ SMEs ไทยรู้ เพื่อรองรับในอนาคต