พรรคภูมิใจไทย ชู ‘ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ’ ต้องเหมาะสม-อิงเกณฑ์พื้นที่ไม่ใช่ส่วนกลางเคาะ ควบคู่อัพสกิล-รีสกิลแรงงานให้ทักษะพร้อมเปลี่ยนจากแอนะล็อกสู่ดิจิทัล
ประชาชาติธุรกิจ จัดเวทีประชันวิสัยทัศน์ : ECONOMIC LEADERSHIP “เลือกผู้นำ เลือกอนาคตเศรษฐกิจ” เพื่อร่วมกันค้นหาทางรอดของประเทศ จาก 4 ขุนพลเศรษฐกิจของพรรคการเมือง คือ นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.), นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.), นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี รวมถึง นางการดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)
ผ่าน 5 โจทย์สมรภูมิเศรษฐกิจ ประกอบด้วยประเด็นและปัญหา 1.ปากท้องค่าครองชีพ 2.สงครามหนี้ 3.แรงงานและ SMEs 4.เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ 5.การค้าชายแดน
สำหรับโจทย์การแก้ปัญหาประเด็นเรื่องแรงานและ SMEs ต่อการเสนอมุมมอง “ค่าแรงขั้นต่ำที่เหมาะสม และทางช่วย SMEs ให้รอดจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น”
นายสิริพงศ์สะท้อนว่า ประเทศไทยไม่ควรกำหนดเรื่องค่าแรงขั้นต่ำว่าควรเท่าไหร่ เพราะพรรคภูมิใจไทยเชื่อว่านโยบายลักษณะนี้เป็นการผลักภาระให้ประชาชนมากเกินไป ซึ่งเรื่องค่าแรงต้องทำให้เหมาะสม และไม่ได้ถูกกำหนดลงไปจากส่วนกลางจะต้องสะท้อนค่าแรง แต่ละพื้นที่ผ่านคณะกรรมการไตรภาคีและความเป็นอยู่จริง ๆ
ส่วนตัวเห็นด้วยกับพรรคประชาชน ที่เสนอว่าต้องมีการปรับสูตรการคิดค่าแรงขั้นต่ำ แต่นโยบายไม่ควรจะออกมาจากส่วนกลาง ไม่เช่นนั้นจะกระทบกับประชาชนโดยเฉพาะในชนบท พร้อมยกตัวอย่างพื้นที่ จ.ศรีสระเกษ หากมีการกำหนดเกณฑ์ที่สูง จะทำให้ทุกอย่างถูกคิดเป็นต้นทุนทั้งหมด
ฉะนั้นจึงมีการพูดถึงการอัพสกิล-รีสกิลมาหลายครั้ง แต่ที่ผ่านมาไม่ได้เกิดขึ้นจริง ส่วนตัวมองว่าการอัพสกิล-รีสกิลมีความสำคัญมาก เพื่อเป็นให้ประชาชนผู้ใช้แรงงานมีทักษะก่อนเข้าสู่เศรษฐกิจใหม่ เพราะพรรคภูมิใจไทยเชื่อว่า เอกชนมีความพร้อมในการจ่ายค่าแรงงานที่มีสกิลจากแอนะล็อกสู่ดิจิทัล
ส่วนการพัฒนา SMEs นายสิริพงศ์ระบุว่า ต้องทำโครงการให้เข้าถึงธุรกิจขนาด S แต่ที่ผ่านมามักให้ทุนจากกองทุนรัฐอยู่แต่ในธุรกิจขนาด M และ L เนื่องจากมีข้อจำกัดจากเกณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยมีอีกแนวทางในการช่วยธุรกิจขนาดเล็ก S คือการให้ซอฟต์โลนเพื่อเพิ่มศักยภาพของธุรกิจ SMEs ก็เป็นอีกแนวทางที่ภูมิใจไทยจะดำเนินการ