นายอนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทินขอบคุณศาล รธน.ตีตกคำร้องปมใช้ที่สาธารณะทำรันเวย์-MOA พรรคประชาชน มั่นใจความบริสุทธิ์ เผยเล่นการเมือง 22 ปี รู้อยู่แล้วมีคนมาคอยตรวจสอบ เชื่อบริหารจัดการชีวิตตัวเองได้
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ ไม่รับคำร้องปมฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ใช้ถนนสาธารณะเป็นทางขึ้นลงอากาศยาน เอื้อธุรกิจ และการลงนาม MOA ว่าต้องเรียนสื่อมวลชนว่า ตนยังไม่ทราบเลยว่าใครไปยื่นคำร้อง ซึ่งก็ต้องขอบพระคุณศาลรัฐธรรมนูญที่ยังอำนวยความยุติธรรมใหักับประชาชนทุกคน
“เพิ่งจะทราบข่าวจากสื่อโซเชียลว่ามีคนมาฟ้องเราเรื่องนี้ด้วยหรือ ซึ่งการที่ท่านไม่ได้รับคำร้อง เรื่องก็ไม่ได้ถูกส่งมาให้ผมได้รับทราบ ผมก็เลยยังไม่ได้ตั้งที่ปรึกษาและทนายความเข้ามาสู้คดีเลย เพราะตกไปในขั้นตอนการยื่นคำร้อง“ นายอนุทินกล่าว
เมื่อถามว่ามั่นใจในความบริสุทธิ์ของตนเองหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่าแน่นอน ตนเข้าการเมืองมา 20 กว่าปีแล้ว สิ่งที่ตนคาดเดาได้เลยว่าจะเกิดขึ้น คือจะต้องมีคนมาคอยตรวจสอบในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งตั้งแต่ปี 2547 ตนก็บริหารจัดการชีวิตของตนเองให้ปลอดจากเรื่องที่จะต้องไปตีความหรือเรื่องที่จะต้องไปมีผลประโยชน์ขัดแย้งกับรัฐต่าง ๆ และเรื่องใด ๆ ก็ตามที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ใช่เรื่องลมเพลลมพัดเข้ามา ไม่ใช่เมื่อวานทำธุรกิจแล้ววันนี้เข้ามาเป็นนักการเมือง แต่ตนมุ่งมั่นตั้งใจที่จะมาเป็นนักการเมือง ฉะนั้น ตนก็หันเหตั้งเข็มชีวิตใหม่ ไม่ได้มีความสนใจที่จะทำธุรกิจ โดยเฉพาะการแสวงหาผลกำไร เพราะเมื่อมาทางนี้แล้วก็ต้องเอาดีทางนี้ให้ดีที่สุด
ส่วนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า เมื่อเป็นคดีของพรรคสีน้ำเงิน กลับไม่โดนคดี นายอนุทินกล่าวว่า เราไม่สามารถลงไปห้ามคนที่พูดวิพากษ์วิจารณ์ได้ แต่ต้องรู้ตัวเองก่อนว่าไม่ได้ทำอะไรผิด ช่วง 22 ปีในชีวิตการเมือง โดยเฉพาะปีท้าย ๆ ถือเป็นปีแห่งหนที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะตอนมีตำแหน่งก็จะถูกสาดโคลน ใส่ร้ายป้ายสี และยอมรับว่าบางครั้งก็มีความรำคาญใจ แต่ก็มั่นใจว่าไม่ได้ทำอะไรผิด
นายอนุทินกล่าวต่อว่า ทุกวันนี้เงินทองที่ใช้อยู่ก็ใช้จากเงินเดือนที่รับราชการ ซึ่งก็เพียงพอไม่ต้องอะไร ไม่ต้องลงทุน ภาระส่วนตัวก็ไม่มี ลูกหลานก็โตหมดแล้ว พี่น้องก็ดูแลตัวเองได้หมดแล้ว เราก็ใช้เวลาเต็มที่ในการทำงานให้กับบ้านเมือง และยิ่งเมื่อมาเป็นนายกรัฐมนตรียิ่งไม่มีความสนใจเรื่องของกิจการหรือการประกอบธุรกิจใด ๆ ในภาคเอกชนเลย