อัยการเกาหลีใต้ฟ้อง 4 โรงกลั่นใหญ่ สมคบคิดล็อกราคาน้ำมัน เสียหาย 5.6 แสนล้าน
อัยการเกาหลีใต้สั่งฟ้อง 4 โรงกลั่นยักษ์ใหญ่ พบฉวยโอกาสปั่นราคาน้ำมันในประเทศให้พุ่งสูงทันทีในวันแรกหลังเกิดสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ทั้งที่มีน้ำมันสำรอง สร้างความเสียหายมูลค่ารวมอยู่ที่ประมาณ 5.6 แสนล้านบาท
ดิ เอเชีย บิซิเนส เดลี่ (The Asia Business Daily) ระบุความคืบหน้าถึงคดีสมคบคิดล็อกราคาน้ำมันของ 4 บริษัทโรงกลั่นยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้ว่า ทางอัยการเกาหลีใต้ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับบริษัทกลั่นน้ำมันรายใหญ่ในประเทศทั้ง 4 แห่ง มีพฤติกรรมเข้าข่ายก่ออาชญากรรมปั่นราคาน้ำมัน
ซึ่งเชื่อมโยงกับประเด็นอื้อฉาวเรื่อง “ราคาน้ำมันพุ่งสูง” ที่ปะทุขึ้นทันทีหลังจากเกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน หลังจากที่ประธานาธิบดี อี แจมยอง ได้มีคำสั่งให้ดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อ
“พฤติกรรมมิชอบที่เป็นภัยต่อสังคม ซึ่งมุ่งหาผลประโยชน์อย่างไม่เป็นธรรมจากความเดือดร้อนของชุมชน”
อัยการได้เปิดฉากการสอบสวนเชิงบังคับ และได้นำตัวบริษัทกลั่นน้ำมันเหล่านี้ขึ้นสู่ศาลหลังจากดำเนินการสอบสวนนานถึง 4 เดือน ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่ไม่มั่นคง นี่ถือเป็นการสอบสวนเชิงบังคับครั้งแรกอย่างเป็นทางการ เพื่อตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
ด้านฝ่ายสอบสวนการค้าที่เป็นธรรมประจำสำนักงานอัยการเขตกรุงโซลกลาง นำโดยหัวหน้าอัยการ “นา ฮีซอก” ประกาศเมื่อวันที่ 6 ว่า ได้สั่งฟ้องบริษัทกลั่นน้ำมันยักษ์ใหญ่ทั้ง 4 แห่ง ได้แก่
- HD Hyundai Oilbank
- SK Energy
- GS Caltex
- S-OIL
ด้วยข้อหาต่างๆ ซึ่งรวมถึงการละเมิดกฎหมายการค้าที่เป็นธรรม โดยหัวหน้าแผนกกำหนดราคาของ HD Hyundai Oilbank ถูกสั่งฟ้องและควบคุมตัว ขณะที่ผู้จัดการที่รับผิดชอบในแผนกเดียวกัน รวมถึงหัวหน้าฝ่ายกฎหมายของ HD Hyundai Oilbank และหัวหน้าฝ่ายขายในประเทศของ GS Caltex ก็ถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีด้วยเช่นกัน
ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดี อี แจมยอง ได้หยิบยกประเด็นราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นขึ้นมาหารือในที่ประชุมคณะที่ปรึกษาอาวุโสเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยสั่งการว่า
“พฤติกรรมมิชอบที่เป็นภัยต่อสังคมที่มุ่งหาประโยชน์อย่างไม่เป็นธรรมจากความทุกข์ยากของชุมชน จะต้องถูกจัดการอย่างเฉียบขาดและเด็ดขาด”
ส่งผลให้ความจำเป็นในการตอบสนองระดับรัฐบาลต่อข้อสงสัยเรื่องการปั่นราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น ฝ่ายสอบสวนการค้าที่เป็นธรรมจึงได้เริ่มการสอบสวนเชิงบังคับ โดยการบุกตรวจค้นบริษัทกลั่นน้ำมันทั้ง 4 แห่ง รวมถึงสมาคมปิโตรเลียมแห่งเกาหลีในเดือนเดียวกัน
ภายในเวลา 4 เดือนหลังเริ่มการสอบสวน อัยการสามารถระบุถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่อยู่เบื้องหลังการพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาน้ำมัน ซึ่งรวมถึงการสมคบคิดราคา ข้อตกลงการจัดหาแบบผูกขาด และการรายงานข้อมูลเท็จ
ในการแถลงข่าว หัวหน้าอัยการนา อธิบายว่า
“เมื่อประเด็นราคาน้ำมันเกิดขึ้นในต้นเดือนมีนาคม ฝ่ายสอบสวนการค้าที่เป็นธรรมยังจัดการคดีแป้งข้าวโพดและคดีแพลตฟอร์มไม่เสร็จสิ้น”
พร้อมเสริมว่า
“เราได้ขออัตรากำลังพลเพิ่มแต่ไม่ได้รับการอนุมัติ และความเป็นจริงที่ว่าในตอนแรกเราไม่ได้ตั้งใจจะเริ่มการสอบสวนนี้ อย่างไรก็ตามเนื่องจากกระแสความขัดแย้งในสังคมรุนแรงขึ้น และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม “จอง ซองโฮ“ ได้ให้คำสั่งลงมา เราจึงได้เริ่มต้นการสอบสวนนี้ครับ”
อัยการระบุว่า การปรับราคาสินค้าขึ้นอย่างรุนแรงทันทีหลังเกิดสงคราม ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเพียงอย่างเดียว เนื่องจากบริษัทกลั่นน้ำมันเหล่านี้ได้กักตุนน้ำมันดิบไว้เป็นจำนวนมากอยู่แล้ว
โดยปกติแล้วกระบวนการนำเข้าน้ำมันดิบ การกลั่น และการจัดหาภายในประเทศจะต้องใช้ระยะเวลาหนึ่ง (Time Lag) ในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ราคาในประเทศจะสะท้อนแนวโน้มตลาดโลกอย่างล่าช้า แต่ในกรณีนี้ บริษัทกลั่นน้ำมันทั้ง 4 แห่ง กลับปรับขึ้นราคาในระดับที่ใกล้เคียงกันตั้งแต่วันทำการแรกหลังสงครามปะทุขึ้น ซึ่งข้อเท็จจริงนี้ได้ดึงดูดความสนใจของอัยการ
’30~40 วอน’ ที่ฉวยโอกาส การสมคบคิดมูลค่า 5.6 แสนล้านบาท
ตามรายงานของอัยการ HD Hyundai Oilbank และ SK Energy ถูกสงสัยว่ามีการแลกเปลี่ยนข้อมูลราคาเพื่อกำหนดนโยบายราคาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2024 ถึงกุมภาพันธ์ของปีนี้ และทันทีหลังจากการปะทุของสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านในเดือนมีนาคม พบว่าหัวหน้าแผนกกำหนดราคาของ HD Hyundai Oilbank และ SK Energy ได้ตกลงร่วมกันที่จะปรับขึ้นราคาสินค้าปิโตรเลียมอย่างรุนแรง
อัยการเชื่อว่า HD Hyundai Oilbank และ SK Energy สมคบคิดกันเพื่อเพิ่มราคาซื้อขาย โดยตั้งราคาของ SK Energy ให้สูงกว่าของ HD Hyundai Oilbank ประมาณ 30 ถึง 40 วอน โดยนาย A ถูกระบุว่าเป็นบุคคลสำคัญที่นำการทำข้อตกลงราคากับ SK Energy และถูกสั่งฟ้องในระหว่างถูกควบคุมตัวหลังจากศาลออกหมายจับเมื่อวันที่ 19 ของเดือนที่แล้ว ส่วนนาย B ก็ถูกตั้งข้อหาแลกเปลี่ยนข้อมูลราคากับ SK Energy ด้วยเช่นกัน
ขณะที่ GS Caltex และ S-OIL พบว่ามีพฤติกรรมดำเนินรอยตามแนวโน้มราคานี้ เกิดเป็นรูปแบบการพุ่งขึ้นของราคาที่คล้ายคลึงกัน แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานชัดเจนเกี่ยวกับข้อตกลงเรื่องราคาโดยตรง แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจนั้นเทียบเท่ากับการสมคบคิดกันโดยสิ้นเชิง ในความเป็นจริง ข้อความในห้องแชทของแผนกกำหนดราคาของ GS Caltex ระบุว่า
“มีข่าวลือว่า HD Hyundai Oilbank และ SK Energy ใช้ราคารายวัน”
ซึ่งอีกคนตอบกลับว่า
“งั้นเรามาตัดสินใจหลังจากเช็กราคาซื้อขายของบริษัทอื่นหรือแบรนด์ประหยัดดูก่อน ราคาน้ำมันขึ้นไปมากจนถ้าเราไม่ขึ้นราคาตามคงไม่ได้ แต่ตอนนี้ลองทบทวนและจัดระเบียบดูก่อน”
ส่วนในห้องแชทภายในของ S-OIL มีข้อความ เช่น
“เมื่อวานราคาสินค้าขึ้นไปอีก 10 วอน บ้าไปแล้ว วันนี้เราจะขึ้นราคาอีก 100 วอน ดูเหมือนปีนี้เราจะทำเงินได้ถึง 2 ล้านล้านวอน”
และ
“ตามคาด บริษัทที่อยู่รอดได้ด้วยสงคราม ทรัมป์จงเจริญ”
อัยการประเมินว่า มูลค่าของการสมคบคิดโดยตรงในคดีนี้อยู่ที่ 14.2 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 3.1 แสนล้านบาท และเมื่อพิจารณาถึงผลกระทบต่อเนื่องจากการที่ GS Caltex และ S-OIL ดำเนินรอยตามการขึ้นราคานั้น ผลกระทบรวมที่จำกัดการแข่งขันในตลาดจะอยู่ที่ประมาณ 26 ล้านล้านวอน มูลค่าราว 5.6 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมการตั้งราคาตามกันของ GS Caltex และ S-OIL ถูกจัดอยู่ในประเภท ‘พฤติกรรมคู่ขนานโดยรู้ตัว’ ซึ่งไม่มีบทลงโทษทางอาญาภายใต้กฎหมายการค้าที่เป็นธรรม จึงถูกตัดออกจากข้อกล่าวหา
นอกจากนี้ ในระหว่างการสอบสวนยังพบหลักฐานการทำลายหลักฐาน โดยนาย C ถูกกล่าวหาว่าสั่งให้ลบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่มีข้อมูลราคาของคู่แข่ง หลังจากรู้ล่วงหน้าเกี่ยวกับการลงพื้นที่ตรวจสอบของคณะกรรมาธิการการค้าที่เป็นธรรม (FTC) ส่วนนาย D ถูกสั่งฟ้องฐานลบแอปพลิเคชันแชทภายในที่ใช้ในการแชร์ข้อมูลจากการประชุมกำหนดราคา
ผู้บริโภคแบกรับกรรม
ในคำฟ้องยังรวมถึงข้อหาที่ว่า บริษัทกลั่นน้ำมันทั้ง 4 แห่งใช้อำนาจต่อรองที่เหนือกว่าอย่างไม่เป็นธรรมต่อสถานีบริการน้ำมันอิสระ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2021 ถึงเดือนที่แล้ว พวกเขาถูกกล่าวหาว่าบังคับทำสัญญาจัดหาแบบผูกขาดกับปั๊มน้ำมัน โดยกำหนดให้ปั๊มน้ำมันต้องซื้อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมทั้งหมดในราคาที่บริษัทกลั่นน้ำมันแจ้งฝ่ายเดียว
อัยการพบว่า บริษัทกลั่นน้ำมันรักษาสัญญาที่ไม่เป็นธรรมนี้ไว้โดยการลงโทษปั๊มน้ำมันที่จัดหาผลิตภัณฑ์จากบริษัทอื่น เช่น การเรียกค่าเสียหาย การเรียกคืนต้นทุน และการระงับสิทธิประโยชน์ของบัตรสะสมคะแนน (Bonus Card) การที่บริษัทกลั่นน้ำมันถืออำนาจในการกำหนดราคาในตลาดที่มีผู้ขายน้อยราย (Oligopolistic Market) ทำให้ทางเลือกของปั๊มน้ำมันอิสระถูกจำกัด และในที่สุด ภาระดังกล่าวก็ถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคผ่านราคารีกพุต (ราคาขายปลีก) ที่สูงขึ้น
หัวหน้าอัยการ นายังระบุว่า
“แม้ว่าบริษัทกลั่นน้ำมันและปั๊มน้ำมันจะเป็นคู่ค้ากัน แต่บริษัทกลั่นน้ำมันกลับกำหนดราคาฝ่ายเดียว และแม้กระทั่งในช่วงการชำระเงินภายหลัง บริษัทกลั่นน้ำมันก็ยังเป็นผู้กำหนดตัวเลขตามอำเภอใจมันเป็นโครงสร้างที่แปลกประหลาดมาก การขึ้นราคาสำหรับปั๊มน้ำมันอิสระ ในที่สุดก็นำไปสู่ราคาขายปลีกที่สูงขึ้นสำหรับผู้บริโภค”
นอกจากนี้ยังพบว่า HD Hyundai Oilbank, SK Energy และ S-OIL ได้รายงานราคาอันเป็นเท็จต่อกระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และพลังงาน ในเดือนมีนาคมของปีนี้ หลังจากปรับขึ้นราคาขายรายวันสำหรับน้ำมันเบนซินและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญ หัวหน้าอัยการ นา ตั้งข้อสังเกตว่า
“พวกเขาส่งรายงานเท็จไปยังกระทรวง และแม้กระทั่งในเอกสารที่ส่งไปยังทำเนียบประธานาธิบดี ถือเป็นการหลอกลวงหน่วยงานของรัฐ”
อัยการมองว่า การสอบสวนครั้งนี้เป็นตัวอย่างของการเปิดเผยความจริงเพื่อตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของรัฐบาลในการจัดการกับการปั่นราคาน้ำมัน หัวหน้าอัยการนากล่าว ในแง่ของขนาดการสมคบคิด นี่อาจเป็นคดีเดี่ยวที่ใหญ่ที่สุด ในช่วงวิกฤตของชาตินั้นประธานาธิบดีได้เรียกร้องให้มีการตอบสนองอย่างเด็ดขาด และแม้ว่าหน่วยงานรัฐหลายแห่งจะร่วมตรวจสอบการปั่นราคาน้ำมัน แต่ดันเป็นฝ่ายอัยการที่สามารถเปิดโปงความจริงออกมาได้
อัยการวางแผนที่จะแบ่งปันข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และพลังงาน และร่วมมือกันในการหารือเกี่ยวกับการปรับปรุงเชิงสถาบันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย หัวหน้าอัยการ นาเน้นย้ำว่า
“นี่เป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่ปั่นราคาน้ำมันท่ามกลางความปั่นป่วนของประเทศ”
และให้คำมั่นว่า
“เราจะทำอย่างเต็มที่ในการดำเนินคดีเพื่อให้จำเลยได้รับโทษที่สาสมกับความผิดที่ก่อ และจะตอบสนองในเชิงรุกต่อการละเมิดกฎหมายการค้าที่เป็นธรรมทุกรูปแบบในอนาคต”