“ธรรมนัส” สนิมเนื้อในเรือเหล็ก พิษคดีจำคุก ล่มรัฐบาลประยุทธ์ ?

จากตราบาปของคำพิพากษาศาลออสเตรเลียคดียาเสพติด ถึงข้อกล่าวหาเรื่องวุฒิปริญญาเอกปลอม ของ “ร.อ.ดร.ธรรมนัส พรหมเผ่า” เดินมาถึง “จุดพีก” ส่งผลต่อคุณสมบัติ ส.ส.พลังประชารัฐ (พปชร.) และ รมช.เกษตรและสหกรณ์

โดยเฉพาะ “ภาพลักษณ์” ของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใน “รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ 2” เรือเหล็กต้องล่ม เพราะ “กงกรรม” ในอดีตเมื่อ 30 ปีก่อน ตามมาหลอกหลอนถึงปัจจุบันสื่อออสเตรเลีย-บีบีซีไทย สื่อในประเทศ และสื่อโซเชียล “ขุดคุ้ย” เรื่องร้อนของ “ผู้กองธรรมนัส” เป็นหนังซีรีส์

ทั้งการ “แกะรอย” คำพิพากษาศาลท้องถิ่น นครซิดนีย์ ตัดสินจำคุก 4 ปี ในคดียาเสพติด “ร.ท.มนัส โบกพรหม” ยศ-ชื่อ-นามสกุลเดิมในขณะนั้น จน “ผู้กองธรรมนัส” ต้องใช้สิทธิกล่าวพาดพิงใน-นอกสภา เพื่อ “แก้ต่าง” ทั้งในทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 62 และรัฐสภาชั่วคราว-สัปปายะสภาสถาน เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 62 และเมื่อวันที่ 11 ก.ย. 62 ตามลำดับ

“ผู้กองธรรมนัส” ยืนยันว่า ไม่เคยถูกพิพากษาถึงที่สุดตัดสินว่ากระทำผิดคดีในประเทศไทย-ไม่มีประวัติอาชญากร “เป็นเรื่องปกติที่มีเพื่อนและผู้ใต้บังคับบัญชามาก เพราะผมเป็นคนกว้างขวาง เพื่อนฝูงเยอะ ใจกว้าง บางครั้งคบคนไม่ได้กรอง ภัยจึงมาหา”

บทบาททางการเมืองของ “ร.อ.ธรรมนัส” ตามคำยกของเจ้าตัวว่า เป็นเส้นเลือดใหญ่ “ล้มธรรมนัสได้ ก็ล้มรัฐบาลได้” เป็น “มือประสานสิบทิศ” ให้กับรัฐบาล และพลังประชารัฐ

“ผู้กองธรรมนัส” มักปรากฏตัวในช่วง “เข้าด้ายเข้าเข็ม” ตั้งแต่ช่วงปิดดีล-ฟอร์ม ครม.ประยุทธ์ 2/1 ในร้านกาแฟที่พรรคประชาธิปัตย์ การเป็น “มือกาว” และ “คนเลี้ยงลิง” คอยหย่าศึกกลุ่ม-ก๊กภายในพลังประชารัฐ-10 พรรคเล็กนอกพรรค จนเป็นที่มาของ “สื่ออวตาร” ที่จ้องล้มรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ในสายตาของ ร.อ.ธรรมนัส ที่ท้าทายให้เลิกเป็นอีแอบ

ขณะที่การ “จับโกหก” ร.อ.ดร.ธรรมนัส เรื่องบทความเชิงวิชาการ ประกอบการขอจบ “ป.เอก-ด็อกเตอร์” นับสิบจุด ของ “บีบีซีไทย” และการบุกไปที่ “แคลิฟอร์เนีย ยูนิเวอร์ซิตี เอฟซีอี” จนพบว่าเป็น “โรงเรียนอนุบาลเอกชน” ของเพจ CSI LA จนเกิดความเคลือบแคลงสงสัย108 คำถามว่า บทความวิชาการของ “ด็อกเตอร์ธรรมนัส” ลอกวิทยานิพนธ์นักศึกษา ป.เอก มหาวิทยาลัยเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ ชนิด “คำต่อคำ” จริงหรือไม่ จึงเป็นเครื่องหมายคำถามตัวโต ทั้งในแง่ของการขาดคุณสมบัติ-มีลักษณะต้องห้ามการเป็น ส.ส.-รัฐมนตรี และในแง่ของจริยธรรมของนักการเมือง

รัฐธรรมนูญมาตรา 160 (6) ประกอบมาตรา 98 (10) ระบุคุณสมบัติต้องห้ามของบุคคลที่จะเป็นรัฐมนตรี “ประโยคหนึ่ง” ว่า ต้องไม่เคยต้องคําพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทําความผิด “ตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นําเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า” ทว่า ปัญหาในกรณีนี้ ตามที่ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี ส่งสัญญาณเมื่อ 10 ก.ค. 62 ว่า หากไม่ตัดสินโดยศาลไทย อาจไม่เข้าข่ายมีคุณสมบัติต้องห้าม

อย่างไรก็ตาม อาจจะไปเข้าข่ายขัดมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ที่บังคับใช้กับองค์กรอิสระ ส.ส. ส.ว. รวมถึง ครม.

ในหมวด 2 มาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นค่านิยมหลัก ข้อ 17 ระบุว่า “ไม่กระทําการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดํารงตําแหน่ง” และข้อ 19 “ไม่คบหาสมาคมกับคู่กรณี ผู้ประพฤติผิดกฎหมาย ผู้มีอิทธิพล หรือผู้มีความประพฤติ หรือผู้มีชื่อเสียงในทางเสื่อมเสีย อันอาจกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชน ในการปฏิบัติหน้าที่”

จึงน่าคิดว่ากรณีของ “ผู้กองธรรมนัส” อาจสุ่มเสี่ยงเข้าข่ายขัดมาตรฐานทางจริยธรรมหรือไม่ พลิกไปสำรวจหมวด 4 การฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม ในข้อ 27 ระบุว่า การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมในหมวด 2 และหมวด 3 จะถือว่า

“มีลักษณะร้ายแรงหรือไม่ให้พิจารณาถึงพฤติกรรมของการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ เจตนาและความร้ายแรง ของความเสียหายที่เกิดจากการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัตินั้น”

องค์กรที่จะทำหน้าที่ว่า ใครทำขัดมาตรฐานจริยธรรมหรือไม่ คือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 234 ยิ่งผู้มีอำนาจ 3 ป. ทั้ง “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ”“พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”“พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา” ส่งเสียงดังฟังชัดว่า “ไม่กระทบภาพลักษณ์ของรัฐบาล-คณะรัฐมนตรี” ยิ่งทำให้ถูกขุดคุ้ย-เปิดโปง-มัด ร.อ.ธรรมนัส จนดิ้นไม่หลุด

ขณะที่ “วิษณุ-ทนายประจำทำเนียบ” ที่ออกมาแก้ต่างข้อกฎหมาย-จริยธรรม ให้กับ ร.อ.ธรรมนัส อย่างแข็งขัน-เล่นตามบท “เนติบริกร” เริ่มเปลืองตัว-ถอยฉากสนิมเนื้อในเรือเป๊ะเริ่มกัดผุ-กร่อนธรรมาภิบาลรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์

พิษจำคุก…อาจทำรัฐเรือเหล็กล่มได้

Previous article30 องค์กรล้อมสภาแก้ รธน.
Next articleรัฐลุย “ไทยแลนด์ 4.0” ดันสตาร์ตอัพเต็มสูบ…แต่ผิดทาง !