เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
Green Building Certification จากทางเลือก สู่ความจำเป็นในการอยู่รอดของอาคารเชิงพาณิชย์ไทย
World Green Building Certification จากทางเลือก สู่ความจำเป็นในการอยู่รอดของอาคารเชิงพาณิชย์ไทย
เปิดแล้ว Cloud 11 ‘ครีเอทีฟแลนด์มาร์ก’ ฮับเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งใหม่ของเอเชีย
Real Estate เปิดแล้ว Cloud 11 ‘ครีเอทีฟแลนด์มาร์ก’ ฮับเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งใหม่ของเอเชีย
สมาพันธ์ SME ไทย เตรียมจัด THAI MSME FORUM 2026 พลิกนโยบายสู่โอกาสทางธุรกิจ
Biz Movement สมาพันธ์ SME ไทย เตรียมจัด THAI MSME FORUM 2026 พลิกนโยบายสู่โอกาสทางธุรกิจ
นักลงทุน-ธุรกิจแห่จอง Blu Green Token ทะลุเป้า พร้อมเปิดเทรดวันแรก 20 ก.ค.นี้
Biz Movement นักลงทุน-ธุรกิจแห่จอง Blu Green Token ทะลุเป้า พร้อมเปิดเทรดวันแรก 20 ก.ค.นี้
ราคาทองวันนี้ (16 ก.ค. 69) คงที่ ทองรูปพรรณบาทละ 65,000 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (16 ก.ค. 69) คงที่ ทองรูปพรรณบาทละ 65,000 บาท
“ยืดเปล่า” เปิดสาขาแฟล็กชิปใหญ่สุดในไทย ลั่นปักธงอีก 4 สาขา ภายใน 1 ปี
Business “ยืดเปล่า” เปิดสาขาแฟล็กชิปใหญ่สุดในไทย ลั่นปักธงอีก 4 สาขา ภายใน 1 ปี
พลิกภาคใต้ฮับนวัตกรรมเกษตร  ชูงานวิจัยพัฒนาลุ่มน้ำ ‘ทะเลสาบสงขลา’
SD พลิกภาคใต้ฮับนวัตกรรมเกษตร  ชูงานวิจัยพัฒนาลุ่มน้ำ ‘ทะเลสาบสงขลา’
เรือด่วนเจ้าพระยาปรับลดค่าโดยสารลงอีก 1 บาท เริ่ม 17 ก.ค.นี้เป็นต้นไป
News เรือด่วนเจ้าพระยาปรับลดค่าโดยสารลงอีก 1 บาท เริ่ม 17 ก.ค.นี้เป็นต้นไป
ค่าเงินบาทวันนี้ (16 ก.ค.) เปิดตลาดแข็งค่า 33.57 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (16 ก.ค.) เปิดตลาดแข็งค่า 33.57 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
บลจ.วรรณ เปิดข้อมูล ROH ผิดสัญญา ยันสิทธิซื้อคืน “รอยัล ออคิด เชอราตัน” สิ้นสุดไปแล้ว
Finance บลจ.วรรณ เปิดข้อมูล ROH ผิดสัญญา ยันสิทธิซื้อคืน “รอยัล ออคิด เชอราตัน” สิ้นสุดไปแล้ว
ดูทั้งหมด

“ไอติม พริษฐ์” ซัด 3 ป. อุปสรรคพาประเทศพ้นวิกฤต

19 พ.ย. 2563 | 17:34น.

ไอติม พริษฐ์ โพสต์จัดเต็ม 3 ป. 3 ประเด็น หลังรัฐสภาโหวตรับหลักการเพียง 2 จาก 7 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ชี้เป็นอุปสรรคในการพาประเทศพ้นวิกฤตการเมือง

วันที่ 19 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงาน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ แกนนำกลุ่มรัฐธรรมนูญก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก พริษฐ์ วัชรสินธุ – ไอติม – Parit Wacharasindhu ถึง 3 ประเด็นปัญหาที่ไม่สามารถพาประเทศพ้นวิกฤต หลังรัฐสภาโหวตรับหลักการเพียง 2 จาก 7 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนี้

การกระทำ 3 ป. : อุปสรรคในการพาประเทศออกจากวิกฤติการเมือง หลังรัฐสภาโหวตรับหลักการเพียง 2 จาก 7 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ผลการลงมติของสมาชิกรัฐสภาเมื่อวานนี้ แม้ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย แต่ผมเชื่อว่าหลายคนคงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดหวัง

ผิดหวังที่สมาชิกรัฐสภา ทั้ง ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล และ ส.ว. ไม่โหวตรับหลักการทุกร่างเพื่อไปพิจารณารายละเอียดเนื้อหาต่อในวาระถัดไป

ผิดหวังที่สมาชิกรัฐสภาหลายท่าน เลือกที่จะเบี่ยงเบนประเด็นเพื่อกล่าวหาใส่ร้ายร่างของภาคประชาชน โดยไม่รับฟังคำอธิบายของหลายฝ่าย ที่พยายามคลายข้อสงสัยและความกังวลเหล่านั้นให้เบาบางลง

ผิดหวังที่สมาชิกรัฐสภาบางท่าน ยังปักใจเชื่อว่าร่างของภาคประชาชนมี “ผู้อยู่เบื้องหลัง” ที่มีเจตนาร้ายต่อบ้านเมือง และลดทอนคุณค่าเจตนารมณ์ของประชาชน แทนที่จะพยายามเข้าใจว่าร่างนี้เป็นความต้องการของประชาชนธรรมดาที่เพียงฝันอยากอยู่ในประเทศที่เขามีอำนาจกำหนดอนาคตของตัวเอง

สิ่งที่รัฐสภาและรัฐบาลเลือกทำเมื่อวานนี้ คือการปิดช่องทางแคบๆ ที่เราเคยมี ในการแสวงหาฉันทามติจากทุกฝ่ายอย่างสันติวิธี เพื่อสร้างหนทางสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างแท้จริง

ผมขอนิยามอุปสรรคที่ท่านได้สร้างต่อหนทางนี้ เป็นคำว่า “3 ป.”

1. “ปฏิเสธ” หลักการพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย

การไม่โหวตรับหลักการของร่างฉบับที่ 4 ที่เสนอให้ยกเลิกมาตรา 272 เพื่อยกเลิกอำนาจ ส.ว.ในการเลือกนายกรัฐมนตรี เป็นการปฏิเสธหลักการขั้นพื้นฐานที่สุดของประชาธิปไตย ว่าประชาชนทุกคนควรมี 1 สิทธิ์ 1 เสียง เท่ากันในการกำหนดทิศทางของประเทศ

ในเชิงคณิตศาสตร์ การเลือกที่จะคงอำนาจ ส.ว. ไว้เช่นนี้ คือการเลือกที่จะคงไว้ซึ่งระบอบที่คณะกรรมการสรรหา ส.ว. 1 คน มีอำนาจมากกว่าประชาชนธรรมดา 1 คนถึง 2 ล้านเท่า และระบอบที่ ส.ว. 1 คน มีอำนาจมากกว่าประชาชนธรรมดา 1 คน 7-8 หมื่นเท่า

การที่ ส.ว.ส่วนใหญ่ ที่ได้ผลประโยชน์จากระบอบนี้ เลือกที่จะคงอำนาจอันล้นฟ้าของตัวเองไว้ เป็นเรื่องที่น่าผิดหวัง

แต่สิ่งที่น่าผิดหวังกว่า คือการที่ ส.ส. จากพรรคร่วมรัฐบาล เกือบทั้งหมด – ซึ่งล้วนเป็นตัวแทนที่มาจากเสียงของประชาชน – กลับเลือกที่จะไม่ยืนยันหลักประชาธิปไตยพื้นฐานข้อนี้เสียเอง

ใครที่อ้างว่าให้รอนำเรื่องนี้ไปคุยใน สสร. อาจไม่เข้าใจหรือแกล้งไม่เข้าใจว่ากระบวนการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อาจใช้เวลาถึง 1-2 ปี ดังนั้น การไม่ยกเลิกอำนาจ ส.ว. เลือกนายกฯตั้งแต่วันนี้ (ทั้งๆ ที่ทำได้โดยไม่ต้องผ่านประชามติ) จะทำให้ความวิปริตที่สุดอย่างหนึ่งของระบอบการเมืองไทยยังคงอยู่ และยังคงเป็นชนวนแห่งวิกฤตทางการเมืองที่เราเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

2. “ปิดประตู” ต่อการสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกฝ่าย เพื่อหาทางออกเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์

การโหวตไม่รับหลักการร่างของภาคประชาชน เป็นการปัดตกร่างฉบับเดียวที่เสนอให้ สสร. มีอำนาจพิจารณาแก้ไขหมวด 1 (บททั่วไป) และหมวด 2 (พระมหากษัตริย์) ภายในกรอบของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ประเด็นเรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้กลายมาเป็นประเด็นที่สำคัญต่อผู้ชุมนุมทั้งสองฝ่าย – ทั้งฝ่ายที่ต้องการเห็นการปฎิรูปและฝ่ายที่คัดค้าน

ทางออกเดียวตอนนี้จึงเป็นการหา “พื้นที่ปลอดภัย” เพื่อสร้างบรรยากาศการพูดคุย พิจารณา และผสมผสานทุกความเห็นและทุกข้อเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ให้แปรมาเป็นฉันทามติที่ทุกฝ่ายพอรับได้และขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

รูปธรรมที่สุดของ “พื้นที่ปลอดภัย” นั้น คือ สสร. ที่มีอำนาจพิจารณาหมวด 1 และ หมวด 2 ได้ – การล็อกไม่ให้ สสร. พิจารณา 2 หมวดนี้ เป็นการผลักให้ประชาชน 2 ฝ่ายที่กำลังมีความเห็นที่แตกต่างกันในประเด็นการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องไปหาพื้นที่พูดคุยในเวทีชุมนุมที่อาจมีความสุ่มเสี่ยงและท้าทายมากกว่าในการแสวงหาฉันทาติ หรือพูดคุยในวงเสวนา หรือวงส่วนตัวที่ไม่นำไปสู่การแลกเปลี่ยน และหาข้อสรุปที่เป็นรูปธรรม

ใครที่อ้างว่าการเปิดให้พิจารณาหมวด 1 หมวด 2 จะนำไปสู่การล้มล้างการปกครอง ผมย้ำอีกครั้งว่าเป็นเรื่องที่ท่านเข้าใจผิด และขอเชิญชวนท่านลองอ่านคำอธิบายของผมใน post นี้ (https://www.facebook.com/paritw/posts/5184518284895210)

3. “ปาหี่” โมเดล สสร.

แม้ 2 ร่างที่ผ่านการโหวตรับหลักการของรัฐสภา จะเป็นข้อเสนอให้ตั้ง สสร. ขึ้นมาเพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็จริง แต่เรายังคงต้องจับตาดูรายละเอียดในวาระที่ 2 และ 3 ว่าทางรัฐบาลจะมีลูกเล่นอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ ที่อาจทำให้กระบวนการนี้ ไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

ไม่ว่าจะเป็นลูกเล่นในเชิงการ “ล็อกสเปก” สสร. ผ่านการจัดสรรที่นั่งใน สสร. 50 จาก 200 ที่นั่ง ให้มาจากกระบวนการแต่งตั้งที่รัฐบาลสามารถควบคุมได้ (ตามข้อเสนอในร่างของพรรคร่วมรัฐบาล)

ไม่ว่าจะเป็นลูกเล่นในเชิงการ “ยื้อเวลา” ผ่านการอ้างกระบวนการต่างๆ (เช่น การออกกฎหมายประชามติ การตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาเพิ่มเติมหลายชุดที่ทับซ้อนกัน) ที่จะยืดระยะเวลาก่อนจะได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

หรือไม่ว่าจะเป็นลูกเล่นในเชิงการ “ล้มกระดาน” ผ่านแผนสำรองของรัฐบาลในการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย (อย่างไม่สมเหตุสมผล) ว่าการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับนั้น ขัดรัฐธรรมนูญและเป็นสิ่งที่กระทำไม่ได้

การกระทำของรัฐบาลและรัฐสภาเมื่อวานนี้ จึงเป็นเหมือน “3 ป.” ที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการนำพาประเทศออกจากวิกฤตทางการเมือง ในการแสวงหาฉันทามติใหม่ให้กับสังคม และในการสร้างหนทางกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างแท้จริง อย่างสันติวิธี

การเดินทางของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชาชนฉบับนี้ อาจสิ้นสุดลงแล้ว แต่การเดินทางเพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยังอีกยาวไกล

แม้ดูแล้วหนทางข้างหน้าจะลำบากมากขึ้น แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เราจะหยุดเดิน ตราบใดที่ “เวลา” และ “ความหวัง” ยังอยู่ข้างเรา