ฝ่ายค้าน นักการเมืองนอกสภา ชงแผนสู้โควิด แจก 3 พัน ถ้วนหน้า
นักการเมืองทั้งในและนอกสภา เสนอความเห็นและแนวทางเยียวยาโควิดระบาดรอบใหม่ โดยให้แจกเงิน 3 พันบาททุกคน
แม้ว่า “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม โพสต์เฟซบุ๊ก Prayut Chan-o-cha ให้ความมั่นใจคนไทยทั้งประเทศว่า จะฉีดวัคซีน 70 ล้านโดสให้คนไทยทั้งประเทศฟรี เริ่มเข็มแรกมีนาคม
แต่โจทย์ใหญ่ที่มาควบคู่กับการระบาดของไวรัส โควิด -19 คือ ผลกระทบทางเศรษฐกิจ ที่บางธุรกิจ บางกิจการต้องถูกชะลอ – ระงับพับแผน ไปโดยปริยาย จากมาตรการคุมเข้ม
ในขณะที่รัฐบาลกำลังหามาตการเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบกว่า 40 ล้านชีวิต ที่ “พล.อ.ประยุทธ์” ยืนยันว่า มีเงินเพียงพอ พร้อมแย้มไอเดียแก้โจทย์เศรษฐกิจทรุดด้วยการ ตามรายงานข่าวที่ระบุว่า คลังจะมีการเสนอให้ฟื้นโครงการ “เราไม่ทิ้งกัน” เวอร์ชั่นใหม่ จ่ายคนละ 4 พันบาท 2 เดือน
“การดูแลช่วง 2 เดือน ดูแลคน 40 ล้านคน จะทำอย่างไร ต้องใช้เงินอีกจำนวนมาก แต่รัฐบาลยืนยันว่ายังมีเงินพอเพียงอยู่”
“สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์” รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ และ รมว.พลังงาน ที่นายกฯ ได้มอบหมายให้ไปหามาตรการเยียวยา ยังขอประเมินสถานการณ์ก่อนอีก 7 วัน เพราะยังมองสถานการณ์ไม่ออก
“ทุกอย่างต้องประเมินสถานการณ์ก่อน ต้องเกาให้ถูกที่คัน”
กระนั้น ไม่ต้องรอให้รัฐบาล “คิดออก” แต่คนการเมืองตั้งแต่ระดับอดีตรองนายกฯ – ทีมเศรษฐกิจจากพรรคการเมืองที่มีฐานเป็นคนรุ่นใหม่ รวมถึง เซเล็บ การเมืองที่ถูกตัดสิทธิเลือกตั้ง
ต่างออกมา “คิดให้” รัฐบาลทำ ถ้วนหน้า เริ่มจาก…
แยกประเภทช่วยเหลือ แทนเหมารวม
“จาตุรนต์ ฉายแสง” อดีตรองนายกรัฐมนตรี นักการเมืองที่เตรียมก่อการตั้งพรรคใหม่ เสนอว่า มาตรการปิดสถานประกอบการที่ออกมานั้น ควรพิจารณาดำเนินการด้วยความระมัดระวังและสร้างความเสียหายให้น้อยที่สุด ซึ่งสามารถแยกประเภทความเสี่ยงตามลักษณะของการประกอบกิจการได้ หากกิจการไหนพอที่จะสามารถใช้มาตรการป้องกันการระบาดได้ ก็ควรพิจารณาให้เปิดและใช้มาตรการป้องกันที่เข้มงวด ซึ่งน่าจะสร้างความเสียหายน้อยกว่าการสั่งปิดแบบเหมารวม จนกลายเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาล
ที่สำคัญและควรพิจารณาเป็นลำดับแรกๆ คือ จะทำอย่างไรไม่ให้กิจการต่างๆ ต้องล้มลงไปเสียก่อน เพื่อรักษาคน รักษางานและการจ้างงานไว้ให้มากที่สุด
“รัฐควรจะพิจารณาช่วยจ่ายค่าจ้างร่วมกับผู้ประกอบการระหว่างที่ต้องปิดกิจการเหมือนอย่างที่ทำกันในหลายประเทศ ต้องคิดว่าจะดูแลเยียวยากันอย่างไร เป็นเวลาเท่าไร ที่จำเป็นอย่างมากและยังไม่ได้มีการพูดถึงก็คือ ระบบฐานข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐ เพื่อจะได้ทราบว่า มีสถานประกอบการต้องปิดตัวลงไปเท่าไร มีคนต้องหยุดงาน ถูกเลิกจ้างหรือได้รับผลกระทบเท่าไร เพื่อจะได้นำไปสู่การเยียวยาอย่างทั่วถึงและตรงจุดมากที่สุด”
อย่าให้ประชาชนต้องพึ่งโรงทาน
“จาตุรนต์” กล่าวว่า ขั้นต่ำคือ รัฐต้องดูแลประชากรไม่ให้อดอาหาร ดังนั้นจะต้องคิดว่าจะดูแลเรื่องอาหารอย่างไร ไม่ใช่ปล่อยให้คนต้องไปอาศัยแต่โรงเจ โรงทาน เหมือนครั้งที่แล้ว และจะต้องดูแลไม่ให้คนถูกเลิกให้เช่าที่อยู่อาศัย เพื่อให้ได้มีที่อยู่ในระหว่างนี้
ส่วนมาตรการแรงงานต่างด้าว เพื่อป้องกันการระบาดอย่างได้ผลนั้น ปัญหาเฉพาะหน้าคือจะดูแลแรงงานต่างด้าวที่อยู่ในประเทศอย่างไร ไม่ใช้มาตรการทางกฎหมายจนทำให้เขารู้สึกว่าต้องหนีตายออกจากระบบ สร้างแรงจูงใจให้ทุกคนให้ความร่วมมือในการป้องกันการแพร่ระบาด ให้การรักษาพยาบาลที่ดีแก่แรงงานต่างด้าวที่ป่วยทุกคนไม่ว่าจะเข้าประเทศโดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
ส่วนในระยะยาว คงต้องยอมรับว่าระบบเศรษฐกิจของไทยยังต้องอาศัยแรงงานต่างด้าวจำนวนมากไปอีกนาน ระบบในการดูแลแรงงานต่างด้าวที่ไม่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจหรือแม้แต่สำหรับครัวเรือนนี้ ต้องมีการปรับปรุงเสียใหม่อย่างจริงจังตั้งแต่บัดนี้
ชงโอนงบประมาณปี 64 แก้ไวรัส
“ศิริกัญญา ตันสกุล” ทีมเศรษฐกิจ พรรคก้าวไกล แนะแนวทางเยียวยาให้ประชาชนว่า รัฐบาลควรโยกการใช้งบประมาณจากพ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ที่ยังใช้ไม่หมด โดยใช้งบประมาณที่ยังเหลือจำนวน 4.6 แสนล้านบาท เพื่อเยียวยาผู้ประกอบการที่ถูกสั่งปิด และลูกจ้าง แรงงาน ที่ถูกรัฐสั่งให้หยุดงาน
รัฐบาลควรมีการออกพ.ร.บ.โอนงบประมาณ 2564 เช่นปีที่ผ่านมาที่มีการออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2563 และปรับปรุงงบร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์แก้ไวรัสโควิด-19 ส่วนงบประมาณอะไรไม่จำเป็นก็ต้องตัดออกไปหรือโยกไปใช้ภารกิจโควิด – 19 ที่ถือว่าสำคัญที่สุดในเวลานี้
“ เมื่อทำตามที่เสนอแนะไปแล้วอย่างครบถ้วน หากเงินยังไม่พอ รัฐบาลจะกู้เงินเพิ่ม มาเยียวยาและฟื้นฟูให้แก่ประชาชนก็ไม่ว่ากัน เพราะเข้าใจสถานการณ์ที่ชาวบ้านกำลังเดือดร้อนอย่างหนัก”
“หากนายสุพัฒนพงษ์ ในฐานะทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล และยังเป็นความหวังของคนไทย หากยังไม่ออกมาตรการเยียวยา และแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ประชาชนและผู้ประกอบการโดยด่วน หลังมีคำสั่งให้ปิดประกอบการ อาจจะมีการเสนอใช้กลไกของฝ่ายนิติบัญญัติ ให้มีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีผู้นี้ต่อไป”
เกลี่ยงบ 64 – พักชำระหนี้ประชาชน
ขณะที่ “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และอดีตรองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาลเพื่อไทย กล่าวว่า รัฐบาลต้องช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสั่งปิดกิจการหรือธุรกิจโดยทันทีและทั่วถึง โดยต้องพักชำระหนี้รายจ่ายจำเป็นของประชาชน ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำในภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบให้ทันท่วงทีกว่าการระบาดครั้งก่อน โดยต้องปรับแก้เงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อ
เช่น ยกเว้นหลักประกันในการกู้ ธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องดูแลค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าขึ้น และรัฐบาลต้องทบทวนการใช้จ่ายในปีงบประมาณปี 2564 รายการใดที่ไม่จำเป็นต้องตัดออก เพื่อนำงบประมาณส่วนนั้นมาดูแลประชาชนกลุ่มที่ต้องดูแลเร่งด่วน และต้องทบทวนการใช้จ่ายงบประมาณในปีงบประมาณ 2565 ให้เหมาะสมกับสถานการณ์การระบาดในระลอก 2 นี้ด้วย
ชงเยียวยา 3 พันบาทถ้วนหน้า
“ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้า เสนอว่ารัฐบาลต้องจัดการวัคซีนที่เป็นธรรม เข้าถึงคนทุกคน ที่ควรจะเป็นคืออันดับแรก บุคลากรทางการแพทย์ที่กำลังต่อสู้กับการแพร่ระบาดอยู่ ควรเป็นบุคคลกลุ่มแรกที่จะต้องได้รับวัคซีน กลุ่มที่สองคือกลุ่มทีมีโอกาสเสี่ยงเสียชีวิตจากไวรัสมากที่สุด และกลุ่มที่สาม คือกลุ่มคนที่เปราะบางที่ไม่สามารถทำงานที่บ้านได้ เช่น คนที่ต้องทำงานที่เกี่ยวข้องกับสาธารณะและสังคม เราต้องมีความชัดเจนในเรื่องนี้เท่านั้น ประเทศไทยจึงจะผ่านปี 2564 ไปได้อย่างมีพลัง
ประการต่อมาจำเป็นที่เราจะต้องดูแลเรื่องความมั่นคงในชีวิตของประชาชน การเยียวยาจะต้องไม่เป็นไปแบบเฉพาะกลุ่ม เราเสนอให้การเยียวยาเป็นไปอย่างถ้วนหน้า 3,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน คิดเป็นวงเงิน 4 แสนล้านบาท งบประมาณในส่วนนี้ จากข้อมูลล่าสุดที่เรามีอยู่ เงินกู้ 1 ล้านล้านบาทที่ได้รับการอนุมัติมาจากสภา มีการอนุมัติโครงการได้แล้ว 4.9 แสนล้านบาท เราเสนอว่าจำนวนเงินที่เหลือ 4 แสนล้านบาทเอามาตั้งเป็นรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า ส่วนที่เหลือกันไว้เพื่อนำไปซื้อวัคซีนสำหรับทุกคน
“ถ้าเป็นตามนี้ จะทำให้งบประมาณ 1 ล้านล้านบาทถูกใช้เต็มจำนวน หลายประเทศใช้วิธีนี้ คือแจกเงินถ้วนหน้าเพื่อดูแลประชาชน ซึ่งมีข้อดีคือการให้โอกาสประชาชนในการแก้ปัญหาชีวิตตามความจำเป็นของตัวเอง บางครัวเรือนมีปัญหาค่าเล่าเรียนของลูกหลาน บางครัวเรือนมีปัญหาค่าเช่าบ้าน บางครัวเรือนมีปัญหาเงินกู้ การมีกรอบที่ชัดเจนจะทำให้ประชาชนนำเงินไปใช้ในสิ่งที่ตอบโจทย์ชีวิตของแต่ละคนและวางแผนชีวิตของตัวเองได้” นายธนาธร กล่าว
นายธนาธร กล่าวอีกว่า ข้อเสนอระยะต่อมา สิ่งที่ต้องทำในปีนี้ คือการเริ่มสร้างรัฐสวัสดิการ งบประมาณปี 2565 กำลังจะเกิดขึ้น แต่สวัสดิการในประเทศไทยทุกวันนี้ดูเหมือนรัฐให้เสียไม่ได้ ข้อเสนอของเราก็คือจากกรอบในปีงบประมาณ 2564 ที่มีการใช้งบประมาณไปกับสวัสดิการทั้งหมด 4.04 แสนล้านบาท เราเสนอให้มีการจัดสรรในปี 2565 เสียใหม่ เรามีงบปะมาณที่สามารถนำไปออกแบบจัดสรรได้ประมาณ 9 แสนล้านบาทในงบประมาณปี 2564 ซึ่งตนเชื่อว่าในงบประมาณปี 2565 ก็มีขนาดใกล้เคียงกัน
ดังนั้น ถ้า พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาทใช้หมดไป เรายังมีประมาณ 9 แสนล้านบาทนี้อยู่ในปีงบประมาณ 2565 ที่จะนำมาออกแบบฟื้นฟูและเยียวยาประชาชนได้ เรายังมีเงินอีกก้อนที่อยู่กับ พ.ร.ก. Soft loan ซึ่งถูกใช้ไปเพียง 1.22 แสนล้านบาท จาก 5.5 แสนล้านบาท หรือ 22% เท่านั้น