ย้อนเส้นทาง “บิ๊กโจ๊ก-สุรเชษฐ์ หักพาล” คัมแบ็ก Again !

"บิ๊กโจ๊ก-สุรเชษฐ์ หักพาล"

ย้อนเส้นทาง “บิ๊กโจ๊ก-พล.ต.ท.สุรเชษฐ์” หักพาล ในวันที่จะกลับคืนสู่วงการตำรวจอีกครั้ง

ชื่อของ “บิ๊กโจ๊ก – พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล” อดีตผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) และคณะทำงานศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้ช่วยโฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) กลับมาปรากฏเป็นข่าวอีกครั้งในวันนี้ (9 มี.ค.)

ภายหลังจาก พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงนามในคำสั่งเพื่อโอนย้าย “พล.ต.ท.สุรเชษฐ์” ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กลับเข้ารับราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ปัจจุบัน “พล.ต.ท.สุรเชษฐ์” ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก่อนหน้านี้ถือเป็นนายตำรวจคนดัง เป็นที่รู้จักในสังคมอย่างกว้างขวาง ด้วยผลงานแถลงข่าวจับกุมคดีสำคัญทั่วราชอาณาจักร

ทำความรู้จัก “บิ๊กโจ๊ก หักพาล”

มติชนสุดสัปดาห์ระบุว่า “พล.ต.ท.สุรเชษฐ์” เกิดเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2513 ที่ จังหวัดสงขลา เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 31 โรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 47 เป็นประธาน นรต. 47

มีชื่อเสียงโด่งดังสมัยเป็น ผกก.สภ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในสมัยที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดาผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็น ผบช.ภาค 9 เมื่อปี 2551 ก่อนขึ้นเป็นรอง ผบก. และขึ้นเป็นรอง ผบก.ภ.จว.สงขลา และยังเป็นผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธร จ.สงขลา ส่วนหน้า ดูแลพื้นที่ อ.จะนะ นาทวี สะบ้าย้อย และเทพา จ.สงขลา 4 อำเภอ พื้นที่ไฟใต้ จนได้รับนับอายุราชการทวีคูณ

ต่อมาวันที่ 23 กรกฎาคม 2558 ดำรงตำแหน่ง ผบก.ประจำสำนักงาน ผบ.ตร. ทำหน้าที่ประสานนายกรัฐมนตรี ในสมัยที่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เป็น ผบ.ตร. ปีเดียวกันขึ้นเป็น ผบก.ท่องเที่ยว

ปี 2559 ย้ายมาเป็น ผบก.สปพ. ถัดมาเพียงปีเดียวได้รับแต่งตั้งเป็นรอง ผบช.น. ก่อนโยกมาเป็นรอง ผบช.ท่องเที่ยว แล้วขึ้นเป็น ผบช.สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ถือเป็นผู้บัญชาการที่อายุน้อยที่สุดในวงการสีกากี คือ 48 ปี

นอกจากนี้ ยังเป็นคณะทำงานศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ มีอำนาจจับกุมทั่วประเทศ ซึ่งช่วงนี้คดีที่ “พล.ต.ท.สุรเชษฐ์” แถลงจับกุมถือว่ามากเป็นประวัติการณ์

“พล.ต.ท.สุรเชษฐ์” กลายเป็นนายตำรวจหนุ่มเนื้อหอมและถูกกล่าวถึงมากที่สุด เพราะในวงการรู้ดีว่าเป็นผู้ใกล้ชิด “บิ๊กป้อม-พล.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” และบทบาทหน้าที่ค่อนข้างโดดเด่น

แต่เส้นทางบนถนนสีกากีต้องสะดุด เมื่อได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาคาร 1 ชั้น 20 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อ 6 เม.ย. 2562 โดยให้ขาดจากการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเดิม 

อย่างไรก็ตาม ไม่มีการเปิดเผยถึงสาเหตุถูกย้ายฟ้าผ่า เพราะหลังจากนั้นก็ไม่มีคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนความผิดใด ๆ


กระทั่งวันที่ 9 เม.ย.2562 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีคำสั่งให้ “พล.ต.ท.สุรเชษฐ์” ขาดจากตำแหน่งหน้าที่และอัตราเงินเดือนเดิม ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และให้โอนไปเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 

จากนั้น “พล.ต.ท.สุรเชษฐ์” ได้หน้าหน้าหายตาไม่ปรากฏเป็นข่าวอีกเลย จนกระทั่ง ฉากกระสุน สาดใส่รถยนต์หรู “พล.ต.ท.สุรเชษฐ์” จุดประเด็นความไม่ชอบมาพากล ในโครงการจัดซื้อจัดจ้างเครื่องตรวจสอบและพิสูจน์อัตลักษณ์ (ไบโอแมทริกซ์) และโครงการจัดซื้อจัดจ้างรถตรวจการณ์ไฟฟ้า ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ให้กลับมาดังกระหึ่มอีกครั้ง

นำไปสู่เกาเหลาชามโต กับ “บิ๊กแป๊ะ-พล.ต.อ.จักรทิพย์” ที่ พล.อ. ประยุทธ์ ถึงกับส่ายศีรษะ-ถอนหายใจ “เป็นปัญหาที่เขาจัดการกันเองได้”

24 ม.ค. 2563 พล.อ.ประยุทธ์ ออกคำสั่งนายกรัฐมนตรี ให้ “พล.ต.ท.สุรเชษฐ์” ขาดจากการเป็นข้าราชการตำรวจ และให้โอนไปเป็นข้าราชการพลเรือนเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในกรอบอัตรากำลัง ชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษในสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งออกคำสั่ง ให้รักษาจรรยาบรรณ ไม่ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ข้ามหัวผู้บังคับบัญชา

28 ม.ค. 2563 “พล.ต.ท.สุรเชษฐ์” ได้ลาอุปสมบท เพื่อทดแทนบุญคุณ บิดา มารดา ที่วัดไทยในพุทธคยา ประเทศอินเดีย ก่อนที่จะกลับมารับตำแหน่งที่สำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล ได้รับมอบหมายให้เป็นที่ปรึกษาพิเศษประจำ สบน. โดยรับผิดชอบข้อเสนอแนะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการร้องทุกข์จากประชาชน

22 ก.ย. 2563 “พล.ต.ท.สุรเชษฐ์” ได้มอบหมายให้ นายสิทธิ งามลำยวง ทนายความส่วนตัว นำเอกสารคำร้องเข้ายื่นฟ้อง “พล.อ.ประยุทธ์” ต่อศาลปกครอง กรณีออกคำสั่งย้ายโอนไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ 2 วันถัดมา ศาลได้ตัดสินไม่รับคำฟ้อง และได้ตีตกไป

25 ก.พ. 2564 ชื่อ “พล.ต.ท.สุรเชษฐ์” กลับมาปรากฏเป็นข่าวอีกครั้ง ขณะได้เดินทางเข้าพบ “พล.อ.ประวิตร” ที่ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล “พล.ต.ท.สุรเชษฐ์” ได้พูดคุยโทรศัพท์กับเสียงปลายสายว่า “มารอพบท่านรองฯ ประวิตร”


ก่อนที่จะคัมแบ็กกลับเข้ารับราชการ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติในที่สุด

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ