‘สิริพงศ์’ ปั้นรายได้สายสีแดง เปิดเช่าเชิงพาณิชย์ 13 สถานี
ปัจจุบันรถไฟฟ้าสายสีแดงช่วงตลิ่งชัน-บางซื่อ-รังสิต เปิดให้บริการมาแล้ว 15 ปี แต่ถือว่าในแง่ของรายได้และจำนวนผู้โดยสารยังห่างไกลจากเป้าหมาย ด้วยจุดที่ตั้งสถานียังขาดการเชื่อมต่อกับฟีดเดอร์ระบบอื่น ๆ แม้ว่าแนวเส้นทางจะพาดผ่านพื้นที่ที่เป็นจุดสำคัญก็ตาม
ล่าสุด “สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมเปิดเผยว่า รถไฟฟ้าสายสีแดงอยู่ภายใต้บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) โดยผลการดำเนินการของรถไฟฟ้าสายสีแดง ปัจจุบันมีผู้โดยสารเข้าใช้บริการประมาณ 40,000 คนต่อวัน ยังคงเติบโตขึ้นอย่างเป็นระยะตลอดทั้งปี
“ส่วนผลประกอบการเนื่องจากเป็นหน่วยงานรับจ้างเดินรถ และซ่อมบำรุงรถจาก ร.ฟ.ท. การนำส่งรายได้ให้ในฐานะผู้จ้างยังถือว่าอยู่ในสถานะขาดทุน แต่ยังสามารถดำเนินงานต่อไปได้ เนื่องจากได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก ร.ฟ.ท.โดยตรง”
เพิ่มฟีดเดอร์-EMV รับตั๋วร่วม
แนวทางแก้ไขปัญหา “สิริพงศ์” ระบุต้องเริ่มต้นจากการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรู้จักรถไฟฟ้าสายสีแดงมากขึ้น อาทิ เป็นรถไฟฟ้าสามารถนำรถจักรยานหรือนำสัตว์เลี้ยงขึ้นมาเดินทางร่วมกันได้ ขณะที่ปัญหาที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขคือ “เพิ่มปริมาณระบบขนส่งรอง หรือฟีดเดอร์” โดยเฉพาะบริเวณสถานีรังสิตยังมีระบบขนส่งมาส่งยังสถานีน้อย ทำให้การบริการขนส่งสาธารณะไม่ครอบคลุม ให้หารือกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เพื่อดำเนินการฟีดเดอร์ให้การเดินทางของประชาชนสมบูรณ์เร็วที่สุด ปัจจุบันฟีดเดอร์เชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีแดงมีให้บริการหลัก ๆ ด้วยรถโดยสารสาธารณะ กระจายตัวอยู่ตามสถานีสำคัญเพียงไม่กี่สถานี ได้แก่ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ (บางซื่อ) สถานีรังสิต สถานีหลักหก สถานีตลิ่งชัน และสถานีบางเขน จากทั้งหมด 13 สถานี
นอกจากนี้จะเพิ่ม “เครื่องบริการหัวอ่าน EMV” ที่ปัจจุบันสามารถให้บริการได้ทั้งในรูปแบบบัตร EMV หรือบัตรเครดิตที่รองรับการแตะจ่ายแบบไร้สัมผัส ตามเงื่อนไขการใช้บัตรเดิมคือ เดินทางวันละไม่เกิน 40 บาท ถ้าเดินทางไม่ถึงก็จะมีการคืนเงินให้ ซึ่งได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนที่ดี จึงจะมีการติดตั้งเครื่องบริการเพิ่มเพื่อลดความแออัด และรองรับตั๋วร่วมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

เปิดเช่าพื้นที่สถานีปั๊มรายได้
“สิริพงศ์” กล่าวว่า อีกเรื่องตนมองว่าพื้นที่สถานียังไม่มีการนำมาพัฒนาเชิงพาณิชย์ จึงให้หารือ ร.ฟ.ท.ทำ “แผนหารายได้เชิงพาณิชย์” เพื่อเป็นรายได้สำหรับการบำรุงรักษารถ โดยอาจมีการเพิ่มร้านค้าบริเวณสถานีอำนวยความสะดวกประชาชนให้มีทางเลือก และมีที่พักผ่อนหย่อนใจ
สุดท้ายคือการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้เตรียมพร้อมเผชิญกับเหตุการณ์ต่าง ๆ มีการบริการที่ดี และเล็งเห็นเป้าหมายเดียวกันในการให้บริการประชาชน และสิ่งที่สำคัญที่สุด มาตรฐานของผู้ขับขี่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วน
“จากการเข้าไปดูศูนย์ควบคุมการขับขี่วันนี้ เห็นว่าตรวจแอลกอฮอล์ทุกวัน ตรวจสอบความพร้อมก่อนขับขี่ด้วยการสัมภาษณ์ การสื่อสารจะต้องตอบโต้รวดเร็ว เรื่องที่ดีคือพนักงานเป็นรุ่นใหม่หมด ควรนำมาต่อยอด ปรับปรุงต่อไป เพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจในการใช้บริการมากที่สุด” สิริพงศ์กล่าว