วิบากกรรม “บีทีเอส” ทวงหนี้รัฐ ปิดดีลสัมปทานรถไฟฟ้า-มอเตอร์เวย์

รถไฟฟ้าบีทีเอส
ack TAYLOR / AFP

เป็นที่ฮือฮาไม่น้อยเมื่อ “สุรพงษ์ เลาหะอัญญา” ซีอีโอ BTSC – บมจ. ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ ผู้รับสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวรถไฟฟ้าสายแรกของประเทศไทย ได้อัดคลิปความยาว 3.01 นาที ผ่านสื่อทุกช่องทาง แม้กระทั้งภายในขบวนรถไฟฟ้า

BTS ทวงหนี้ 3 หมื่นล้านทุกช่องทาง

เพื่อทวงหนี้ 30,370 ล้านบาท ค่างานระบบและจ้างเดินรถสายสีเขียวส่วนต่อขยายหมอชิต – สะพานใหม่ –คูคต และแบบริ่ง – สมุทรปราการ หลัง”กทม.-กรุงเทพมหานคร”และ”รัฐบาล”ยังมีท่าทีเพิกเฉย

นับเป็นปฎิบัติการทวงหนี้ต่อเนื่องจาก”สัมปทานสายสีเขียว”ที่ได้รับขยายออกไปอีก 30 ปี ซึ่งเจรจากทม.จบไปเนิ่นนานผ่านมาเป็นปี ถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการประทับตราจาก”ครม.-คณะรัฐมนตรี”

เปิดไทม์ไลน์ปฎิบัติการ

ไทม์ไลน์การทวงหนี้เริ่มต้นเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 เจ้าพ่อบีทีเอส “คีรี กาญจนพาสน์” ออกหนังสือยื่นโนติสถึง “พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง” ผู้ว่าฯกทม ให้กทม.และ “เคที-บจ.กรุงเทพธนาคม” เร่งหาวิธีนำเงินมาจ่ายหนี้ที่ติดมา 3 ปี 9 เดือน ภายใน 60 วัน ซึ่งครบกำหนดวันที่ 1 เม.ย. 2564 ที่ผ่านมา

  • วันที่ 2 เม.ย. ส่งทนายบุกไปถึง”กรุงเทพธนาคม” ยื่นหนังสือทวงหนี้อีกครั้ง แต่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง
  • วันที่ 8 เม.ย. ทำเป็นจดหมายปิดผนึกแจงสังคมและผู้โดยสาร ถึงภาระหนี้ก้อนโตที่แบกอยู่
  • วันที่ 9 เม.ย.อัดคลิปแจงช่องทางโชเชียลและสื่อภายในขบวนรถไฟฟ้า

เปิดผนึกจดหมายเผยเบื้องหลัง

ใจความสำคัญ “บิ๊กบีทีเอส” ชี้แจงถึงการได้รับการขยายสัมปทาน 30 ปี และเก็บค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 65 บาท เพื่อแก้ไขปัญหาภาระหนี้สินของรัฐบาลกว่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งกทม.แบกรับค่าก่อสร้างส่วนต่อขยาย เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกและค่าโดยสารไม่สูงจนเกินไป

โด “กรุงเทพธนาคม” ไม่ได้ชำระค่าจ้างเดินรถจนเป็นเหตุให้มีภาระหนี้ติดค้างนับตั้งแต่เดือนเม.ย.2560 จำนวน 9,602 ล้านบาท และหนี้ค่าซื้อระบบการเดินรถ (ไฟฟ้าและเครื่องกล) ที่ถึงกำหนดชำระจำนวน 20,768 ล้านบาท รวมทั้งสิ้นประมาณ 30,000 ล้านบาท เป็นภาระทางการเงินที่มากเกินกว่าที่บริษัทจะแบกรับต่อไปได้ จึงมีความจำเป็นต้องยื่นหนังสือทวงถามเรื่องการชำระหนี้

ไฮไลต์ที่น่าสนใจในจดหมายปิดผนึก “บิ๊กบีทีเอส” ยังระบุถึงต้นเหตุที่ทำให้สัมปทานครั้งนี้ยังไม่ได้รับการพิจารณา

“จากข้อเท็จจริง สภาพปัญหา บริษัทพยายามอย่างที่สุดจะร่วมรับผิดชอบหาแนวทางการแก้ไขข้อขัดข้องที่เกิดขึ้น แต่ดูเหมือนว่าจะมีปัญหาที่ซ้อนปัญหาอยู่ภายใน ซึ่งบริษัทเองไม่สามารถก้าวล่วงได้ ประกอบกับมีบุคคลบางกลุ่มบางฝ่ายอาจต้องการที่จะไม่ให้เรื่องดังกล่าวได้รับการแก้ไข และพยายามสร้างประเด็นต่างๆ ขึ้นมาเพื่อคัดค้านต่อต้าน โดยไม่สนใจว่าหากปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไขจะสร้างความเดือดร้อนเสียหายเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะกับผู้โดยสารและประชาชนที่มาใช้บริการ”

บิ๊กรัฐบาลสงวนท่าที

ส่วนท่าทีของ “บิ๊กรัฐบาล” ยังไม่มีใครออกหน้าจะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็น “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี ที่เซ็นคำสั่งม.44 มาแก้ปัญหามาตั้งแต่ต้น

เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2564 ยังสงวนท่าที ระบุเพียงว่า “ได้รับทราบถึงความเดือดร้อนของทุกภาคส่วน แต่วันนี้ต้องเอาความเดือดร้อนของประชาชนขึ้นมาดูก่อนว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เรื่องรถไฟฟ้าสายสีเขียว เหลือเพียงการนำเสนอต่อที่ประชุมครม.เท่านั้น เมื่อพิจารณาแล้วนำไปสู่เรื่องการเจรจา ที่มีการพูดคุยกันบ้างแล้ว”

เช่นเดียวกับกุนซือด้านกฎหมายของรัฐบาล “วิษณุ เครืองาม” ที่ยังไม่มีท่าทีเรื่องนี้แต่อย่างใด ได้แต่สอบถาม “บีทีเอส” ในวงประชุมเมื่อวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา “หากกทม.ไม่จ่ายหนี้จะดำเนินการอย่างไร” หลังเคลียร์ใจระหว่าง “คมนาคม-กทม.” ไม่จบลงง่าย ๆ

แต่ที่ชัดเจนที่สุดคือ “พล.ต.อ.อัศวิน” ระบุชัดว่า “ถ้าบีทีเอสจะฟ้อง ก็ต้องปล่อยให้เขาฟ้องไป เราไม่ได้หนี แต่ตอนนี้ไม่มี จึงยังไม่จ่าย”

กทม.ย้ำต่อสัมปทานดีที่สุด

ส่วนที่มีการตั้งคำถามว่า กทม.มีเงินเย็นอยู่ในมือ 50,000 ล้านบาท ทำไมถึงไม่เอาออกมาใช้หนี้ก่อน

“ผู้ว่าฯอัศวิน” ชี้แจง เงินก้อนดังกล่าวผู้ว่าฯไม่มีอำนาจถอนมาใช้เองได้ ต้องเสนอให้สภากทม.เห็นชอบ ซึ่งอย่างที่ได้บอกไปว่า วันนี้สภากทม.ก็ไม่อนุญาตให้เอาเงินตรงนี้ไปใช้ ทางเลือกที่ดีที่สุดและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุดตอนนี้คือ การต่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวกับบีทีเอส ซึ่งสภากทม.ก็เห็นด้วย

น่าจับตา “สายสีเขียว” จะปิดดีลได้จบหลังสงกรานต์นี้ หรือจะถูกลากยาวไปถึงการเลือกตั้งผู้ว่ากทม.คนใหม่ หากลากยาว อะไรๆก็คงไม่เหมือนเดิม

สีเขียวรอครม.-สีส้มรอศาลฯ

ว่ากันว่าสัมปทาน “สายสีเขียว” ที่เจอวิบากกรรม “กระทรวงคมนาคม” ตั้งการ์ดค้าน อาจจะพัวพันมาจากสนามประมูลชิงเค้กโครงการก่อสร้างและสัมปทาน “สายสีส้ม” มูลค่า 128,128 ล้านบาท

หลัง “บีทีเอส” หนึ่งในผู้เข้าร่วมชิงเค้ก เดินสายยื่นฟ้องดะ ทั้งศาลปกครองล่าสุดศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง กรณี “รฟม.-การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย” เปลี่ยนเกณฑ์พิจารณาใหม่ เปิดซอง “เทคนิค-ราคา” พิจารณาร่วมกัน รมถึงการประกาศยกเลิกประมูลกลางคัน

สำหรับความคืบหน้าของสายสีส้ม แหล่งข่าวจากรฟม.กล่าวว่า ขณะนี้ คณะกรรมการมาตรา36 ตามพ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ยังไม่มีการประชุม หลังรฟม.รับฟังความคิดเห็นเอกชนตอร่างทีโออาร์ที่จะประมูลใหม่ จากเดิมรฟม.วางไทม์ไลน์จะเสนอคณะกรรมการฯ พิจารณาทีโออาร์ปลายเดือนมี.ค.และจะเปิดประมูลในเดือนเม.ย.นี้

“ทราบว่ารอศาลอาญาฯจะรับคำฟ้องบีทีเอสหรือไม่ในเดือนพ.ค.นี้ และมีการเปลี่ยนตัวกรรมการมาตรา36 จึงทำให้ชะลอการเปิดประมูลใหม่ออกไปก่อน”

งานในมือเจอโรคเลื่อน

นอกจาก “บีทีเอส” จะรอปิดดีล “สัมปทานสายสีเขียว” และรอสู้ศึกประมูลสายสีส้มแล้ว

ยังมีงานในมือที่รอเซ็นสัญญา ได้แก่ งานจ้างติดตั้งและบริหารระบบเก็บเงิน (O&M) มอเตอร์เวย์ 2 สาย ระยะเวลา 30 ปี วงเงินรวม 39,109 ล้านบาท แยกเป็นสายบางปะอิน-นครราชสีมา 21,308 ล้านบาท และบางใหญ่-กาญจนบุรี 17,801 ล้านบาท

โครงการนี้ร่วมกับบมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์, บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น และ บมจ. ราช กรุ๊ป

ผ่านการอนุมัติจาก ครม. ไปแล้วเมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2563 รอ “กรมทางหลวง” เคลียร์ปมงบก่อสร้างบานปลายสาย “บางปะอิน-โคราช” วงเงิน 6,800 ล้านบาท. หลัง “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” เจ้ากระทรวงสั่งให้เคลียร์ทุกปมให้จบก่อนส่งมอบพื้นที่ให้เอกชนเริ่มงาน

ล่าสุดตั้งเป้าจะเซ็นสัญญาให้ได้ในเดือน มิถุนายนนี้ เลื่อนจากเดิมกำหนดไว้ในเดือนมีนาคม -เมษายนที่ผ่านมา

อีกโครงการที่ยังลูกผีลูกคนรถไฟฟ้าสายสีเหลืองส่วนต่อขยายจากแยก “รัชดา-ลาดพร้าว-รัชโยธิน” ระยะทาง 2.6 กม. ที่ “บีทีเอส” ทุ่มทุนอีก 4,100 ล้านบาท สร้างต่อจากสายสีเหลือง”ลาดพร้าว-สำโรง”ที่ได้รับสัมปทาน 30 ปี

ขณะนี้รอฟังนโยบาย “คมนาคม” จะสางปมแย่งผู้โดยสารระหว่างสายสีเหลืองต่อขยายและสายสีน้ำเงินได้อย่างไร

สายสีเหลืองต่อขยายยังติดหล่ม

หลังคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟม.มี “สราวุธ ทรงศิวิไล” อธิบดีกรมทางหลวงเป็นประธาน ยังไม่ทุบโต๊ะ สั่งให้รฟม. หารือคมนาคมแทน หลัง “บีทีเอส” ไม่ยอมรับเงื่อนไขที่รฟม.ให้เซ็นเพิ่มเติมในสัญญารับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น

กรณีที่ “BEM-บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ” ผู้รับสัมปทานสายสีน้ำเงิน ทำหนังสือถึง “รฟม.” ว่าได้รับผลกระทบจากการเปิดสายสีเหลืองต่อขยาย

คาดว่าจะทำให้ผู้โดยสารของสายสีน้ำเงินหายไป 4,800 เที่ยวคน/วัน ในปี 2567 ซึ่งเป็นปีแรกที่สายสีเหลืองต่อขยายเปิดบริการ และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนถึงปีที่ 30 อยู่ที่ 17,500 เที่ยวคน/วัน คิดเป็นรายได้ที่หายไปตลอดอายุสัมปทาน 30 ปี กว่า 2,700 ล้านบาท หากคิดเป็นมูลค่าปัจจุบันอยู่ที่ 988 ล้านบาท

เป็นวิบากกรรมที่ “เจ้าพ่อรถไฟฟ้าบีทีเอส” ต้องเผชิญ ท่ามกลางการเมืองและธุรกิจ ที่ไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ