เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาเสนอขายน้ำมันรัสเซียพุ่งสูงขึ้น หลังจีนจำใจซื้อเพราะไร้ตัวเลือก
World ราคาเสนอขายน้ำมันรัสเซียพุ่งสูงขึ้น หลังจีนจำใจซื้อเพราะไร้ตัวเลือก
แซมมี่-ชนิตา Mrs. World 2025 พาชุดไทยและสินค้า GI อวดบนเวทีอเมริกา
Biz Movement แซมมี่-ชนิตา Mrs. World 2025 พาชุดไทยและสินค้า GI อวดบนเวทีอเมริกา
ราคาทองวันนี้ (10 ก.ย. 69) ดีดขึ้น 50 บาท รูปพรรณบาทละ 69,300 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (10 ก.ย. 69) ดีดขึ้น 50 บาท รูปพรรณบาทละ 69,300 บาท
ธปท. ผนึก 11 หน่วยงาน ต้านธุรกรรมผิดกฎหมาย เร่งปราบทุนเทา เงินคอร์รัปชั่น
Finance ธปท. ผนึก 11 หน่วยงาน ต้านธุรกรรมผิดกฎหมาย เร่งปราบทุนเทา เงินคอร์รัปชั่น
เปิดภารกิจ ‘ท็อปกัน’ ปฏิบัติการ ‘ฟัน’ สินค้าไร้มาตรฐาน
Economic เปิดภารกิจ ‘ท็อปกัน’ ปฏิบัติการ ‘ฟัน’ สินค้าไร้มาตรฐาน
ในหลวง พระราชินี เสด็จฯ เยือนเวียดนามครั้งแรกในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ 2 ประเทศ
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี เสด็จฯ เยือนเวียดนามครั้งแรกในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ 2 ประเทศ
EEC จีบซินเจียงเปิดบินตรง ‘อู่ตะเภา-อุรุมชี’ ดันไทยฮับ Air Cargo เชื่อมยุโรป
Economic EEC จีบซินเจียงเปิดบินตรง ‘อู่ตะเภา-อุรุมชี’ ดันไทยฮับ Air Cargo เชื่อมยุโรป
เมื่อโลกเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ความท้าทายครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจศตวรรษที่ 21
Columns เมื่อโลกเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ความท้าทายครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจศตวรรษที่ 21
บาฟส์ แจงน้ำมันปนเปื้อนในท่อระบายน้ำของกรุงเทพฯ เร่งหาสาเหตุ
Economic บาฟส์ แจงน้ำมันปนเปื้อนในท่อระบายน้ำของกรุงเทพฯ เร่งหาสาเหตุ
นักวิจัย Anthropic ลาออกกะทันหัน พร้อมคำเตือนน่าขนลุก ‘AI อาจฆ่าเราทุกคน’
Tech นักวิจัย Anthropic ลาออกกะทันหัน พร้อมคำเตือนน่าขนลุก ‘AI อาจฆ่าเราทุกคน’
ดูทั้งหมด

“พฤกษา” ปั้นเฮลตี้พอร์ต รับมือปัจจัยเสี่ยงการเมืองครึ่งปีหลัง

11 มิ.ย. 2566 | 20:31น.
ปิยะ ประยงค์
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
ผู้เขียน : เมตตา ทับทิม

ใกล้เข้าช่วงโค้งสุดท้ายไตรมาส 2/66 ท่ามกลางบรรยากาศที่ไม่สามารถคาดเดาได้ของการเมืองไทย แต่ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “ปิยะ ประยงค์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) ถึงแม้จะลดน้ำหนักการลงทุนพัฒนาบ้านและคอนโดมิเนียมลงเหลือ 23 โครงการในปี 2566 แต่มูลค่าโครงการก็ยังสูงแตะ 23,500 ล้านบาท ติดทำเนียบท็อป 10 บิ๊กแบรนด์อสังหาฯเมืองไทย ดังนั้น การปรับกลยุทธ์ลงทุนหลังเลือกตั้งในช่วงครึ่งปีหลังนี้ ต้องจับตามองใกล้ชิดแบบห้ามกะพริบตา

Q : มองเทรนด์ครึ่งปีหลังอย่างไร

ครึ่งปีหลัง 2566 มุมมองน่าจะดีกว่าครึ่งปีแรก ยอมรับว่าการเมืองมีความเสี่ยง เพราะไม่รู้ว่าจะออกมาอย่างไร การให้น้ำหนักปัจจัยเสี่ยง หากตัวชี้วัดมี 100% ความกังวลที่มีต่อปัจจัยการเมืองมีความเสี่ยงถึง 40%

การบริหารจัดการของพฤกษา เรียลเอสเตท จริง ๆ เราไม่ได้ลงทุนแบบแอ็กเกรสสีฟ ปัจจุบัน นโยบายด้านบริหารความเสี่ยงบริษัทเน้นสไตล์ลงทุนแบบคอนเซอร์เวทีฟด้วยซ้ำไป

อัพเดตล่าสุด สต๊อกเคยมี 2 หมื่นล้านบาท เหลือ 1 หมื่นล้าน ส่วนใหญ่เป็นคอนโดมิเนียม 70% อีก 30% เป็นบ้านแนวราบ

ซึ่งสต๊อกระดับนี้ปกติใช้เวลาระบาย 4-5 เดือน คิดว่าเพียงพอที่จะเคลียร์ให้จบในปี 2566 นี้ได้ เพราะเฉลี่ยการโอนก็คัฟเวอร์มูลค่าหมื่นล้านได้อยู่แล้ว

โดยปีนี้พฤกษาฯ ตั้งงบฯซื้อที่ดิน 16-20 แปลง มูลค่าโครงการอยู่ที่ 20,000-30,000 ล้านบาท สำหรับพัฒนาโครงการได้ 2 ปี ถ้าซื้อได้หมดนะ เพราะทุกแปลงไม่ใช่จะซื้อง่าย

Q : กลยุทธ์การลงทุน

บริษัทปรับพอร์ตลงทุน เน้นเจาะตลาดกลาง-บนมากขึ้น ใส่เรื่องเฮลท์เข้าไปด้วย ดังนั้นในเชิงการเงินเราก็แข็งแกร่งมากตอนนี้ ปัจจุบันสต๊อกของบริษัทมีพอร์ตตลาดกลาง-ล่างเป็นส่วนใหญ่ กลุ่มหลักคือสินค้าราคา 3-5 ล้านบาท สินค้าที่จะลงทุนใหม่ ต้องการสลับขั้วจากเซ็กเมนต์กลาง-ล่าง 70% ให้เป็นเซ็กเมนต์กลาง-บน 70% แทน

หลัก ๆ จะเน้นทำบ้านแนวราบมากกว่าคอนโดฯ โฟกัสราคา 10-50 ล้านบาท แต่เราจะไม่ทำบ้านร้อยล้านนะ กลุ่มหลักคือราคา 10-20 ล้านบาท ผ่านแบรนด์บ้านภัสสร กับเดอะปาล์ม

สาเหตุเพราะที่ผ่านมา ลูกค้าที่รายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท ค่อนข้างมีปัญหากับการขอสินเชื่อซื้อที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะถ้าเซ็กเมนต์ราคาต่ำกว่า 2 ล้าน ค่อนข้างมีปัญหารุนแรง ยอดกู้ไม่ผ่านสูงเกิน 50% ในขณะที่เซ็กเมนต์ 2-3 ล้านบาท ปัญหาอาจจะน้อยกว่า แต่ยอดปฏิเสธสินเชื่อก็ยังสูงเช่นกัน

ในด้านต้นทุนการเงินก็ต่ำมาก ตอนนี้ D/E (หนี้ต่อทุน) อยู่ที่ 0.4 เท่านั้นเอง แล้วเราก็กู้น้อยมาก คอนโดฯของผมตอนนี้สร้างเสร็จหมดแล้ว รอรีเทิร์นกลับมาเป็นแคชเท่านั้นเอง

เราควบคุมการเปิดตัวโครงการใหม่ ส่วนคอนโดฯก็เปิดไม่เยอะ เฉลี่ยเหลือปีละ 4-5 โครงการ ส่วนใหญ่จะเป็นตึกเตี้ย เพราะมีข้อได้เปรียบ 2 เรื่อง 1.ดีมานด์ยุคนี้ ความต้องการห้องชุดไม่ได้เยอะจนต้องทำตึกไฮไรส์ 20-30 ชั้นออกมาขาย กับ 2.โมเดลธุรกิจของคอนโดฯโลว์ไรส์ สูง 8 ชั้น จะมีความใกล้เคียงกับการทำบ้านแนวราบ หมุนได้เร็ว ซื้อที่ดินมาสามารถเคลียร์จบได้ใน 2 ปี คล้าย ๆ บ้านแนวราบ

เฉลี่ยคอนโดฯโลว์ไรส์ ขนาดพื้นที่ 10,000 ตารางเมตร จำนวน 200-300 ห้อง เข้าสู่โหมดลงทุนแบบคอนเซอร์เวทีฟ เป็นเซฟโซน ลงทุนแล้วไม่เสี่ยงมาก

Q : ต้นทุนพลังงานกดดันไหม

ต้นทุนพัฒนาโครงการขึ้นมาแล้ว เป็นต้นทุนพลังงานที่แฝงเข้ามาอยู่ในรูปของค่าวัสดุค่าก่อสร้างที่ขึ้นมาเฉลี่ย 5-7% ในภาพรวม โดยที่พฤกษาฯมีการปรับพอร์ต ต้องการทำให้พอร์ตพัฒนาโครงการมีสุขภาพแข็งแรง เฮลตี้มากขึ้น จากเดิมส่วนใหญ่ขายของถูก ก็หันมาขายของแพง เพราะฉะนั้น ตรงจุดนี้ทำให้สามารถใส่ต้นทุนกระจายเข้าไปในแวลูที่เพิ่มขึ้นได้

เพราะต่อให้ทำเซ็กเมนต์เดิมก็ไม่ไหวจริง ๆ ปัญหาสินค้าตลาดกลาง-ล่างมี 2 เรื่อง 1.ต้นทุนเพิ่ม แต่ 2.กำลังซื้อไม่ได้ดีมาก บริษัทจึงต้อง leave ออกมา พอปรับเซ็กเมนต์ทำให้เราหายใจได้สะดวกขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายหาเสียงค่าแรง 450 บาท เรื่องนี้กดดันมาก ผมมองว่าทำให้ประเทศไทยมีปัญหาเลยนะ ถ้าปรับทันทีจริง ๆ คนที่ได้ประโยชน์มากคือแรงงานประเทศเพื่อนบ้าน เมียนมา กัมพูชา ลาว

ส่วนภาคนักลงทุนคิดว่าเขาจะย้ายโรงงานย้ายการลงทุนหนีจากเราไปเยอะ จริง ๆ เราก็เห็นหลายอุตสาหกรรมที่ได้ย้ายหนีออกไปแล้ว ตัวอย่างชัดเจน เช่น โซนรังสิต ซึ่งเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก ตลาดที่อยู่อาศัยโซนรังสิตในปัจจุบัน เซ็กเมนต์ตลาดล่างกำลังซื้อหายไปเยอะมาก ส่วนกำลังซื้อระดับกลาง ๆ ยังพอไปได้ หมายความว่าคนที่เคยทำงานในโรงงานเริ่มหายไป ชัด ๆ เลยก็คือคนทำงานในนิคมอุตสาหกรรมลดลง

Q : มีการรีวิวแผนลงทุนครึ่งปีหลัง ?

เรื่องการรีวิวแผนยังไม่มี เพราะเราไม่ได้ลงทุนเยอะเหมือนแต่ก่อน ล่าสุดปี 2566 เราวางแผนลงทุนใหม่ 23 โครงการ ส่วนใหญ่เราปรับแผนลงทุนบ้านเดี่ยวราคา 10 ล้านบาทขึ้น ซึ่งเป็นเซ็กเมนต์ที่ต่อให้เศรษฐกิจผันผวนยังไง หรือมีผลกระทบด้านต้นทุนพัฒนาโครงการยังไง ลูกค้ากลุ่มนี้ก็ยังแอ็บซอร์บได้ แทบจะไม่ได้รับผลกระทบกระเทือนจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจมากนัก

ปัจจุบันการพัฒนาโครงการก็ไม่ได้มีไซซ์ใหญ่มาก แต่เดิมเคยเปิดตัวโครงการใหม่ 50-60 โครงการ มูลค่าโครงการเคยขึ้นไปถึงปีละ 50,000-60,000 ล้านบาท แต่ไม่ได้โฟกัสก็เลยกระจายตัวมากไป เปรียบเหมือนกับเราเปิดร้านสะดวกซื้อเซเว่นฯเยอะๆ บางสาขาก็เลยไม่เวิร์ก

ตอนนี้เน้นการเปิดตัวโครงการใหม่ และหันมาโฟกัสการเคลียร์พอร์ตเดิมที่มีอยู่ และของใหม่เราไม่อยากทำตลาดล่าง ๆ อีกแล้ว เพราะเปิดโครงการแล้วปัญหาเยอะ เวลาปรับพอร์ตต้องใช้เวลานาน ซึ่งผมทำเรื่องนี้มา 3-4 ปีแล้ว สต๊อกเก่าเคลียร์ไปเยอะแล้ว เหมือนกับวิ่งออกกำลังกายจนอยู่ตัว สุขภาพองค์กรก็ลีนไปเยอะ (ยิ้ม)

ช่วงครึ่งปีหลังสิ่งที่เราทำ เรื่องแรกเลย หันมาเน้นเซ็กเมนต์กลาง-บนเป็นหลักมากขึ้น การพัฒนาโครงการก็มีการใส่เรื่องของเฮลท์ ใส่เรื่องไลฟ์สไตล์ที่เรามีมายเฮาส์ โมเดลคือการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย เราซินเนอร์ยี่กับธุรกิจในเครือ เช่น มายเฮาส์ที่เป็นสมาร์ทโฮม อีกเรื่องหนึ่งคือ sustainable โซลาร์โฮม ที่เป็นธุรกิจของเราเอง ซินเนอร์ยี่เข้าไปด้วยกัน

ในบ้านพฤกษา จะมีการออกแบบเป็นบ้านสำหรับผู้สูงอายุ ไม่มีสเต็ป ทำยูนิเวอร์แซลดีไซน์ มีโซลาร์เซลล์ เป็นบ้านประหยัดพลังงาน มีโฮมออโตเมชั่น พยายามทำพวกนี้ เพราะเดิมเราจับตลาดเซ็กเมนต์ระดับล่าง ต้นทุนพวกนี้แบกไม่ไหว

ในขณะเดียวกัน ตลาดต่างจังหวัดมีการปรับน้ำหนักเช่นกัน โดยเน้นลงทุนให้อยู่โซน EEC เป็นหลัก ส่วนของเก่า สต๊อกเดิมที่มีอยู่ก็ทำให้หมดไป ซึ่งจริง ๆ ตลาดต่างจังหวัดก็เริ่มกลับมาดีขึ้นบ้างแล้ว

กลยุทธ์การเงินลูกค้า การเงินเราเอง

ตอนนี้เราเพิ่มแวลูให้ลูกค้า ขยับเซ็กเมนต์ลูกค้าสูงขึ้น เพิ่มเติมเรื่องสุขภาพเข้าไปในฟังก์ชั่นบ้าน ส่วนกลุ่มตลาดล่างเดิมก็เคลียร์ให้จบ ๆ ไป

Q : 3 เรื่องแรกที่อยากให้รัฐบาลใหม่ทำ

อันดับแรก อยากให้รัฐบาลใหม่ส่งเสริมการลงทุน ไม่ใช่แจกเงินนะ แต่กระตุ้นให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชน โฟกัสอยู่ที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องอยู่ได้ด้วย ตอนนี้มีปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ ต้องมีออปชั่นพิเศษ เพราะไม่เช่นนั้นบริษัทใหญ่ ๆ ก็ยิ่งวิ่งไปเลย แกปยิ่งห่างกันเยอะ แต่ถ้ารัฐบาลใหม่ทำให้เอสเอ็มอีดีขึ้น ธุรกิจเกี่ยวเนื่องก็จะดีตามไปด้วย

เรื่องที่ 2 อยากให้รัฐบาลทำยังไงให้ลูกค้าต่างชาติเข้ามาลงทุน เข้ามาจับจ่ายใช้สอยในเมืองไทย ซึ่งในส่วนภาคอสังหาริมทรัพย์ก็รู้ ๆ กันอยู่แล้ว อยากให้รัฐบาลใหม่ส่งเสริมและกระตุ้นกำลังซื้อลูกค้าต่างชาติ

และเรื่องที่ 3 อยากให้ทบทวนนโยบายหาเสียงค่าแรงขั้นต่ำ 450 บาท เพราะอยู่ดี ๆ เราจะไปเก่งกว่าเพื่อนบ้านได้ยังไงตั้ง 2-3 เท่า ถ้าปรับขึ้นจะใกล้เคียงกับสิงคโปร์ ในขณะที่ทักษะฝีมือแรงงานคนละอย่างเลย