Skip to content

“ทีมมหิดลวิทยานุสรณ์” คว้าแชมป์ Green Mission ปีที่ 2 ด้วยนวัตกรรมแผนที่พยากรณ์โรค รับมือโลกร้อนอย่างชาญฉลาด

17 พ.ย. 2568 | 18:27น.
“ทีมมหิดลวิทยานุสรณ์” คว้าแชมป์ Green Mission ปีที่ 2 ด้วยนวัตกรรมแผนที่พยากรณ์โรค รับมือโลกร้อนอย่างชาญฉลาด

“Green Mission by Chula x GULF ภารกิจรักษ์ยั่งยืน ปีที่ 2” ปิดฉากอย่างงดงาม ภายใต้ธีม “Climate Change Adaptation โลกเปลี่ยน เราปรับ” เยาวชนจาก 20 ทีมทั่วประเทศร่วมโชว์ศักยภาพคิดนวัตกรรมสู้วิกฤตภูมิอากาศ-ทีมโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์คว้าแชมป์ด้วยแนวคิด “CHAMP Platform” ระบบแผนที่วิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วย-อากาศ-ภาพดาวเทียม เพื่อคาดการณ์การระบาดของโรคไข้เลือดออกได้ล่วงหน้า ตอกย้ำพลังคนรุ่นใหม่ที่พร้อมขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืนไปกับ GULF และจุฬาฯ

ปิดฉากอย่างสวยงามสำหรับการแข่งขัน “Green Mission by Chula x GULF ภารกิจรักษ์ยั่งยืน ปีที่ 2” ภายใต้โจทย์ท้าทาย “Climate Change Adaptation โลกเปลี่ยน เราปรับ” ที่จัดโดยบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยปีนี้ ทีมที่สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศไปครอง คือทีมจากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จากแนวคิดนวัตกรรม “Climate, Health Adaptation & Monitoring Platform” (CHAMP) หรือแผนที่แสดงข้อมูลและพยากรณ์การระบาดโรค ที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วย สภาพอากาศ และภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคอย่างไข้เลือดออกได้อย่างทันท่วงที คว้าโล่พร้อมทุนการศึกษา 40,000 บาทไปครอง

จากผู้สมัครกว่า 798 ทีมทั่วประเทศ คัดเลือกเหลือ 20 ทีมที่ได้รับโอกาสพัฒนาตนเองอย่างเต็มที่ผ่านกิจกรรมอันหลากหลาย เริ่มจากการทัศนศึกษา ณ โรงไฟฟ้าอุทัยของ GULF และสถานีบริการภาคพื้นดินไทยคม จ.ปทุมธานี เพื่อเสริมสร้างความรู้เชิงลึกด้านพลังงานและดาวเทียม ไฮไลต์สำคัญคือการเข้าร่วมค่าย Bootcamp 3 วัน 2 คืน ณ ศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้เพื่อภูมิภาค จุฬาฯ จ.สระบุรี ซึ่งจัดขึ้นในรูปแบบ Carbon Neutral Event เพื่อเป็นแบบอย่างด้านการลดคาร์บอนฟุตพรินต์ ภายในค่ายอัดแน่นด้วยองค์ความรู้และคำแนะนำที่เข้มข้นจากผู้เชี่ยวชาญคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ, สถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน (CBiS) พี่ ๆ นิสิตจากชมรม Club Below 1.5°C ภายใต้คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และทีมพนักงานกัลฟ์อาสา น้อง ๆ ได้พัฒนาทักษะสำคัญในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ผ่านเวิร์กช็อปที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริง อาทิ การวิเคราะห์ความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศ, การออกแบบเมืองที่ยืดหยุ่น (Climate-Resilient), การทำความเข้าใจกรอบนโยบาย NAPs (National Adaptation Plans), การฝึกคิดเชิงกลยุทธ์, ทักษะ Project Management และเทคนิควิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการ (Feasibility Study) นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต เช่น การคิดเชิงวิเคราะห์ (Critical Thinking) และ Growth Mindset เพื่อให้น้อง ๆ ก้าวสู่การเป็นผู้นำที่พร้อมสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับโลกได้อย่างก้าวกระโดด

ในส่วนของ 6 ฐานกิจกรรม เน้นเปลี่ยนทฤษฎีสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายและกระตุ้นความคิด เช่น ฐาน Climate Tech จากพี่ ๆ GULF ให้ความรู้เชิงลึกด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ตั้งแต่สาเหตุ ผลกระทบ ไปจนถึงการรับมือกับความเสี่ยง (Physical Climate Risks) และแนวทางลดก๊าซเรือนกระจก (GHGs) และการปรับตัว (Climate Adaptation) พร้อมด้วยเกมลับสมองที่ช่วยให้น้อง ๆ ได้ผ่อนคลายในช่วงพักเบรก แต่ในขณะเดียวกันก็สอดแทรกความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ น้อง ๆ ยังได้เรียนรู้ผ่านการเล่นบอร์ดเกม Forsaken Whale, วิเคราะห์ปัญหาการแก้ไขที่ไม่ตรงจุด (Maladaptation), และฝึกเชื่อมโยงประเด็นสิ่งแวดล้อม ในฐาน Connecting the Dot เป็นต้น

ปิดที่การแข่งขัน Hackathon คิดนวัตกรรมเร่งด่วนสุดเข้มข้น ก่อนคณะกรรมการจะคัดเลือก 8 ทีมสุดท้าย เพื่อนำเสนอผลงานรอบชิงชนะเลิศ (Final Pitching) โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนคือความถูกต้องทางวิชาการ ความเป็นไปได้ต่อการประยุกต์ใช้ ความโดดเด่นของแนวทางการพัฒนา และความน่าสนใจของการนำเสนอ สำหรับรางวัลชนะเลิศ คือโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ กับแนวคิดนวัตกรรม “Climate, Health Adaptation & Monitoring Platform” แผนที่แสดงข้อมูลและพยากรณ์การระบาดโรค โดยใช้ข้อมูลผู้ป่วย สภาพอากาศ และภาพถ่ายดาวเทียม โดยหยุดการแพร่ระบาดโรคไข้เลือดออก

โดยใช้ฐานข้อมูลด้านสภาพอากาศ เพื่อพยากรณ์พื้นที่ที่จะเกิดการระบาดและสามารถเตรียมการรับมือได้อย่างทันท่วงที ส่วนทีมโรงเรียนน้ำพองศึกษา คว้ารองชนะเลิศอันดับ 1 ด้วยโครงการแอป ประเมินความสุกทุเรียนด้วย AI และรองชนะเลิศอันดับที่ 2 คือโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย กับโครงการแอป รับมือสุขภาพจาก Climate Change เพราะความเสี่ยงด้านสุขภาพ (เช่น โรคอุบัติใหม่, คลื่นความร้อน, ภัยพิบัติ) เพิ่มสูงขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) นอกจากนี้ยังมีรางวัลที่ปรึกษาดีเด่น ที่มอบให้แก่อาจารย์ที่ปรึกษา 2 ท่าน ได้แก่ ดร.พัสวีพิชญ์ รุ่งโรจน์ตระกูล โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ และ อ.เดชา ขันธจิตต์ โรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา

นางสาวธีรตีพิศา เตวิชพศุตม์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านปฏิบัติการ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับทีมนักเรียนโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ที่คว้ารางวัลชนะเลิศ และขอชื่นชมเยาวชนทั้ง 20 ทีมที่ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพอันโดดเด่น และความคิดสร้างสรรค์ในการนำเสนอนวัตกรรมเพื่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Adaptation)

GULF ภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการจุดประกายและบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งนวัตกรรม ให้เยาวชนได้พัฒนาตนเองอย่างรอบด้าน ผ่านการถ่ายทอดความรู้เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน และการสนับสนุนจากทีมกัลฟ์อาสาที่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงค่าย ตลอดกิจกรรมที่ผ่านมา เราได้เห็นหลายไอเดียที่สามารถนำไปต่อยอดได้จริง ตอกย้ำอย่างชัดเจนว่า เยาวชนคือพลังขับเคลื่อนที่สำคัญในการเปลี่ยนผ่านสังคมสู่ความยั่งยืน GULF ยังคงมุ่งมั่นในการสนับสนุนศักยภาพของคนรุ่นใหม่ และผลักดันให้เกิดนวัตกรรมที่ยั่งยืน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายต่อโลกใบนี้ต่อไปค่ะ

ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรักษาการผู้อำนวยการสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน (CBiS) กล่าวว่า ธีมปีนี้ ‘โลกเปลี่ยน เราปรับ’ ถือว่าตอบโจทย์สถานการณ์ปัจจุบันได้เป็นอย่างดี การที่มีน้อง ๆ เกือบ 800 ทีมสมัครเข้ามาในโครงการ แสดงให้เห็นว่าเครือข่ายเยาวชนที่มีภารกิจและเป้าหมายเดียวกันนี้กำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ โดยตลอดระยะเวลา 5 เดือนที่ผ่านมา แม้กิจกรรมจะเข้มข้น แต่นั่นคือสิ่งที่เติมเต็มประสบการณ์และทำให้น้อง ๆ ได้เรียนรู้ในเชิงลึกมากขึ้น ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการ Green Mission by Chula x GULF จะสามารถดำเนินต่อไปได้ในทุก ๆ ปี เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมและสร้างผู้นำเพื่อโลกที่ยั่งยืนครับ

สำหรับปีนี้โครงการมี 3 ไฮไลต์สำคัญ ที่โดดเด่นกว่าทุกปี ได้แก่

ไฮไลต์ที่ 1 : การตอบรับอย่างล้นหลาม
ปีนี้ได้รับใบสมัครจากโรงเรียนทั่วประเทศมากที่สุดตั้งแต่เคยจัดมา กว่า 800 โรงเรียน แต่สามารถคัดเลือกได้เพียง 20 ทีม ที่ต้องเรียนรู้และลงมือทำจริง (“Learn-Doing-สรุป”) โดยน้อง ๆ ต้องลงพื้นที่สำรวจปัญหาในชุมชน และพิสูจน์ว่าไอเดียของตน “ทำได้จริง” ด้วยหลักฐาน

ไฮไลต์ที่ 2 : กระบวนการเรียนรู้ที่เข้มข้นขึ้น
ในค่าย Bootcamp 4 วัน 3 คืน ได้ปรับรูปแบบให้เข้มข้นกว่าเดิม จากเดิมที่เน้นการ “คิดและทำ” มาเป็นการ “เห็นของจริง-เรียนจากประสบการณ์จริง” ทำให้ไอเดียและนวัตกรรมที่นำเสนอมีความเป็นไปได้และตอบโจทย์มากขึ้น

ไฮไลต์ที่ 3 : การคัดเลือกแบบ Hackathon เต็มรูปแบบ
เส้นทางสู่รอบชิงไม่ง่าย เพราะต้องผ่านกระบวนการ Pitching 2 รอบ และการประเมินจากกรรมการผู้เชี่ยวชาญ ทั้งจากกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและบริษัทไทยคม ส่งผลให้น้อง ๆ ได้รับประสบการณ์จริงที่มีคุณค่าและติดตัวไปในระยะยาว

ศ.ดร.พิสุทธิ์กล่าวต่อว่า ทักษะสำคัญของคนรุ่นใหม่ที่ควรในยุค Climate Change มี 3 ด้านหลัก ได้แก่

1. ทักษะด้านวิทยาศาสตร์ (Scientific Proof)
ต้องเข้าใจและอธิบายได้อย่างมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ เช่น ความเชื่อมโยงของอุณหภูมิโลก น้ำระเหย และภาวะโลกร้อน เพื่อให้การพูดเรื่องสิ่งแวดล้อมตั้งอยู่บน “ข้อเท็จจริง” ไม่ใช่ “ความเชื่อ”

2. Accountability (การรับผิดชอบและคำนวณได้)
ต้องรู้จักวัดและอธิบายผลกระทบ เช่น การคำนวณ Carbon Footprint และเข้าใจว่ากิจกรรมต่าง ๆ ทำให้โลกร้อนขึ้นได้อย่างไร

3. Adaptation & Mitigation (การปรับตัวและลดผลกระทบ)
ต้องรู้จักปรับพฤติกรรมเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน และรับมือกับภัยพิบัติที่ทวีความรุนแรงขึ้น เพื่อให้ประเทศเดินหน้าสู่เป้าหมาย NDC 3.0 และ Net Zero GHG ได้จริง

“จากการดำเนินโครงการที่ผ่านมา พบว่า น้อง ๆ เข้าใจมากขึ้นว่าปัญหาในชุมชนเกี่ยวพันกับ Climate Change และสามารถพิสูจน์ได้ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ขณะเดียวกันยังพบว่าไอเดียและนวัตกรรมของเยาวชน ‘คมชัดและเป็นจริงมากขึ้น’ หลังผ่าน Bootcamp 4 วัน 3 คืน และร่วมเดินทางกับโครงการในระยะยาว จนกลายเป็น ‘Young Gen’ ที่พร้อมเป็นทูตแห่งความยั่งยืนของประเทศ” ศ.ดร.พิสุทธิ์กล่าว

นายภูวรา วัชรารัตน์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 1 ในฐานะพี่เลี้ยงและอดีตผู้เข้าร่วมค่าย Green Mission รุ่นแรก เล่าว่าในปีแรกที่เข้าร่วมโครงการ Green Mission ได้มีโอกาสไปทัศนศึกษาที่โรงไฟฟ้าของบริษัทกัลฟ์ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน ทำให้ได้พบและเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญและวิศวกรที่ทำงานจริงในภาคพลังงาน รวมถึงได้รับคำแนะนำจากเมนเทอร์และอาจารย์ระดับบัณฑิตศึกษา จนสามารถนำกระบวนการคิดเชิงนวัตกรรมไปต่อยอดใช้ได้จริง

การกลับมาร่วมโครงการอีกครั้งในปีนี้ เขาบอกว่าเกิดจากความตั้งใจอยากส่งต่อโอกาสและประสบการณ์ดี ๆ ให้กับน้อง ๆ พร้อมชื่นชมว่าผู้เข้าร่วมรุ่นใหม่มีความตั้งใจและทุ่มเทอย่างมาก
“ปีนี้รู้สึกเหมือนได้กลับมาอีกครั้ง แต่เปลี่ยนบทบาทจากผู้เข้าแข่งขันมาเป็นพี่ที่ช่วยจัดค่าย ทำให้เห็นมุมมองที่ต่างออกไป จากตอนเป็นผู้เข้าร่วมที่รอลุ้นผลแข่งอย่างเดียว มาเป็นคนที่อยากเห็นโครงการนี้ดำเนินต่อไปนาน ๆ เพื่อส่งมอบความรู้ให้คนรุ่นต่อไปครับ”


นายกันตภณ วณิชชานุกร, นายกิตตินันนท์ อรรถศิริ และนายวชิรวิชญ์ ชาภูมี จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ทีมชนะเลิศอันดับ 1 กล่าวว่า โครงการ Green Mission by Chula x GULF เป็นเวทีที่เปิดโลกและให้พวกเราได้แสดงออกถึงศักยภาพของเราครับ ขอขอบคุณที่พาไปเรียนรู้ ณ สถานีภาคพื้นดาวเทียมไทยคม และโรงไฟฟ้าอุทัย ซึ่งช่วยให้เราได้ความรู้และข้อมูลมาต่อยอดในโครงงาน การเข้าค่าย Bootcamp ทำให้ขอบเขตของงานเรากว้างขึ้นมาก เพราะได้ปรึกษากับอาจารย์และพี่ค่าย ถือเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าในการคิดนวัตกรรมดี ๆ ที่จะช่วยโลกและผู้คนต่อไป

ซึ่งก่อนเข้าร่วมโครงการ เราแทบไม่เข้าใจเรื่อง Climate Change มากนัก รู้เพียงว่าเกี่ยวข้องกับปัญหาน้ำท่วมหรือต้นไม้ลดลง แต่เมื่อได้เข้าร่วมจึงเข้าใจลึกซึ้งขึ้นว่า มนุษย์คือหนึ่งในตัวการหลัก ที่สร้างผลกระทบจากความต้องการพัฒนาเทคโนโลยีและความสะดวกสบาย โดยมองข้ามผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไป
อยากฝากถึงเพื่อนรุ่นต่อไปว่า ลองสมัครเข้ามาเถอะครับ ไม่ต้องกลัว ขอแค่ตั้งใจ คิดให้รอบด้าน ใส่พลังทั้งหมดลงใน Proposal และทำให้เต็มที่ แล้ว Enjoy กับการเรียนรู้ ให้มากที่สุดครับ