ไชน่า ช็อก 2.0 สะเทือนโลก
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
เมื่อ 25 ปีก่อน เกิดปรากฏการณ์การหลั่งไหลของสินค้าราคาถูก ต้นทุนตํ่าเข้าสู่ตลาดสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้สหรัฐอเมริกาสูญเสียตำแหน่งงานในโรงงานการผลิตไปมากถึง 3 ล้านตำแหน่ง และส่งผลต่อการเมืองในประเทศอย่างหนัก นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญเรียกปรากฏการณ์นั้นว่า “ไชน่า ช็อก”
ถึงตอนนี้ปรากฏการณ์เดียวกัน ซึ่งถูกเรียกว่า “ไชน่า ช็อก 2.0” กำลังสำแดงเดชสั่นสะเทือนไปทั่วยุโรป เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกา และละตินอเมริกา จนก่อให้เกิดความหวั่นวิตกว่า ความโกลาหลอลหม่านของการเปลี่ยนแปลงทาผด้านอุตสาหกรรมและการเมืองครั้งใหญ่ของโลกจะเกิดขึ้นตามมา ถึงขนาดที่ว่า นายฟรีดิช เมิร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี และ นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ต้องออกมาเรียกร้องให้มีการร่วมมือกัน เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในยุโรปต่อสินค้าที่ได้รับการอุดหนุนหลายรูปแบบของจีนเหล่านี้
ไชน่า ช็อก 2.0 เดิมทีเกิดจากการตอบสนองต่อสถานการณ์ล่มสลายของฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์เมื่อหลายปีก่อน ที่ส่งผลให้ความมั่งคั่งในครัวเรือนของจีนหดหายไปมากถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์ จากการประเมินของเคเคอาร์ บริษัทที่ปรึกษาด้านการลงทุนในนิวยอร์ก โดยตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมาทางการจีนลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตจนเกิดส่วนเกินออกมามากเพื่อชดเชยกับสภาพขาลงของอสังหาริมทรัพย์ เป้าหมายเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตระดับก้าวหน้า อย่างเช่น รถยนต์ไฟฟ้า, แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน และแผงพลังงานแสงอาทิตย์
อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมการผลิตที่ได้รับการส่งเสริมอย่างหนักนี้ ผลิตรถยนต์, หน้าจอแสดงผล และเครื่องจักรกลต่าง ๆ ออกมามากมายเกินกว่าที่ผู้บริโภคชาวจีนจะดูดซับไว้ได้ทั้งหมด เพื่อให้คนงานในโรงงานจีนเป็นเรือนล้านยังคงได้รับการว่าจ้างต่อเนื่องต่อไป จีนมองออกไปยังตลาดต่างประเทศ ผลก็คือการส่งออกในครึ่งปีแรกของปีนั้นสูงขึ้นถึง 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า จูเลียน อีแวนส์ พริตชาร์ด หัวหน้าทีมนักวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์จีนของแคปิตอล อีโคโนมิกส์ ในสิงคโปร์ ชี้ว่า ขีดความสามารถในการผลิตของจีนเพิ่มสูงขึ้นมหาศาลในช่วง 5 ถึง 6 ปีที่ผ่านมา
ขีดความสามารถในการผลิตที่เพิ่มขึ้นมหาศาลนี้ของจีนกลายเป็นเครื่องมือในการล็อกคอบรรดาคู่แข่งขันในตลาดโลก และส่งผลกระทบมหาศาลเช่นเดียวกันในเชิงสังคมและการเมืองของประเทศอื่น ๆ
ไชน่า ช็อก 1.0 เกิดขึ้นหลังจากจีนเข้าร่วมในองค์การการค้าโลกในปี 2001 ทำให้คนงานในโรงงานผลิตของสหรัฐอเมริกา 2.4 ล้านคนตกงานในช่วง 10 ปีต่อมา ขณะที่ผลดีจากการมีของราคาถูกจากจีนช่วยกดอัตราเงินเฟ้อไว้ให้อยู่ในระดับต่ำ แต่บรรดาคนงานที่ตกงานโดยเฉพาะในเมืองอุตสาหกรรม ต่างตกอยู่ในสภาพเดือดร้อนอย่างหนัก และเป็นชนวนเหตุให้คนอย่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” ผงาดขึ้นครองตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยแรกในปี 2016
ไชน่า ช็อกครั้งใหม่ยังคงเป็นเรื่องของผลิตภัณฑ์ราคาถูกที่จะเข้าไปทดแทนสินค้าเดิมที่ผลิตในท้องถิ่นอย่างรวดเร็ว แต่ครั้งนี้ตัวสินค้ากลับเป็นสินค้าระดับไฮ-เทค อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า, เซมิคอนดักเตอร์ ไม่ใช่สินค้าพื้นฐานอย่างสิ่งทอ หรือรองเท้าและยางรถยนต์อีกต่อไป และส่งผลกระทบหนักที่สุดนอกพื้นที่สหรัฐอเมริกาอย่างในยุโรป ที่ซึ่งความไม่พึงพอใจทางเศรษฐกิจคุกรุ่นอยู่ก่อนแล้ว ส่วนสหรัฐอเมริกากลายเป็นข้อยกเว้นจากปรากฏการณ์ที่เป็นรูปแบบเดียวกันทั่วโลกในครั้งนี้ ตามการประเมินของคณะนักเศรษฐศาสตร์ประจำกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เมื่อไม่นานมานี้ ทั้งที่จริง ๆ แล้วก็ควรได้รับผลกระทบนี้โดยตรงด้วยเช่นกัน แต่การประกาศสงครามภาษีศุลกากรของทรัมป์ช่วยป้องกันผลกระทบนี้ไว้ได้อย่างหวุดหวิด
การส่งออกในครึ่งแรกของปีนี้ของจีนไปยังสหรัฐอเมริกา เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2025 ต้องถือว่าไม่มีเปลี่ยนแปลง แต่ข้อมูลของสหรัฐชี้ว่า ในช่วง 5 เดือนแรกปีนี้ตัวเลขกลับลดลง 30% กระนั้นบริษัทจีนก็ยังสามารถหาช่องทางหลบเลี่ยงภาษีศุลกากรด้วยการส่งออกในนามของประเทศอื่น ๆ แทน อาทิ เวียดนาม หรือเม็กซิโก ใช้วิธีการไปประกอบสินค้าในขั้นตอนสุดท้ายในประเทศเหล่านั้น เพื่อปกปิดแหล่งกำเนิดสินค้า ผลก็คือในปีนี้สหรัฐอเมริกานำเข้าสินค้าจากประเทศอย่างเวียดนาม, เม็กซิโก, ไทย และกัมพูชา เพิ่มขึ้นสูงอย่างมีนัยสำคัญ
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ระบุว่า การที่เงินหยวนอ่อนค่ากว่าที่ควรจะเป็นมากถึง 21% ช่วยให้การส่งออกของจีนเพิ่มสูงขึ้น ง่ายมากขึ้น เพราะเท่ากับเป็นการลดราคาสินค้าไปในตัว สำหรับผู้ค้าจากต่างประเทศ ตรงกันข้ามกับในช่วงต้นทศวรรษ 2000 เพราะในช่วงดังกล่าวการส่งออกของจีนเกิดพอ ๆ กับการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศพอดิบพอดี ทำให้ทางการจีนพยายามที่จะลดการพึ่งพาต่างชาติลง แม้ว่านั่นจะหมายถึงการทำให้ธุรกิจการผลิตของตนยังคงดำเนินต่อไปได้ก็ตาม เช่น การทำให้การนำเข้าไม่เปลี่ยนแปลงในขณะที่การส่งออกเพิ่มสูงขึ้น เป็นต้น
ทุกวันนี้สัดส่วนการตลาดที่จีนมีต่อสินค้าทั้งหมดของโลกเพิ่มขึ้นถึงระดับที่แทบจะเป็นการครอบงำ ในปี 2000 สินค้าจากจีนคิดเป็นสัดส่วนเพียง 4% ของปริมาณสินค้าที่ซื้อขายกันทั้งหมด แต่ทุกวันนี้สัดส่วนกลับสูงขึ้นเป็น 16% จากการวิเคราะห์ของธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา
สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐอเมริกา พยายามสะท้อนให้เห็นสภาพความไม่สมดุลทางการค้าที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจโลกนี้ เรียกร้องให้จีนหันมาแก้ปัญหาด้วยการเลิกลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิต แต่ให้สนับสนุนการบริโภคของภาคครัวเรือนแทน และเปิดเผยว่า สหรัฐอเมริกาเตรียมการขึ้นภาษีศุลกากรต่อจีนที่ออกแบบมาเพื่อต่อสู้กับขีดความสามารถส่วนเกินดังกล่าวนี้ของจีน ทั้งต่อกับจีนและต่อประเทศอื่น ๆ ที่ทำหน้าที่ผลิตให้กับจีน เพราะรูปแบบที่จีนใช้ไม่ใช่รูปแบบที่ยั่งยืน และไม่เพียงเป็นอันตรายต่อจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นอันตรายต่อโลกทั้งโลก
เรื่องนี้สอดคล้องกับความเห็นของหลายคน โดยเฉพาะกับรัฐมนตรีคลังคนที่ผ่านมาอย่าง “เจเน็ต เยลเลน” ที่เคยเดินทางไปปักกิ่งเมื่อปี 2024 แล้วเตือนจีนว่า การผลิตของจีนใหญ่โตเกินไป มากเกินกว่าที่ประเทศอื่น ๆ ที่เหลือทั้งโลกจะดูดซับเอาไว้ได้แล้ว
นักเศรษฐศาสตร์บางคนเชื่อว่า ทางการจีนรับรู้เรื่องนี้ดี และรู้ด้วยว่าจำเป็นต้องดำเนินการอะไรบ้าง และแม้ว่าพวกเขาต้องการจะทำกลับไม่มีแรงกระตุ้นให้ทำ เพราะไม่เห็นว่านี่เป็นเรื่องเร่งด่วน และฉันทามติก็ไม่มี ทางที่ดีคู่ค้าของจีนจำเป็นต้องประสานแรงกดดันเพื่อช่วยให้จีนปรับเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจนี้โดยเร็ว ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป