Skip to content
นักลงทุน-ธุรกิจแห่จอง Blu Green Token ทะลุเป้า พร้อมเปิดเทรดวันแรก 20 ก.ค.นี้
Biz Movement นักลงทุน-ธุรกิจแห่จอง Blu Green Token ทะลุเป้า พร้อมเปิดเทรดวันแรก 20 ก.ค.นี้
ราคาทองวันนี้ (16 ก.ค. 69) คงที่ ทองรูปพรรณบาทละ 65,000 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (16 ก.ค. 69) คงที่ ทองรูปพรรณบาทละ 65,000 บาท
“ยืดเปล่า” เปิดสาขาแฟล็กชิปใหญ่สุดในไทย ลั่นปักธงอีก 4 สาขา ภายใน 1 ปี
Business “ยืดเปล่า” เปิดสาขาแฟล็กชิปใหญ่สุดในไทย ลั่นปักธงอีก 4 สาขา ภายใน 1 ปี
พลิกภาคใต้ฮับนวัตกรรมเกษตร  ชูงานวิจัยพัฒนาลุ่มน้ำ ‘ทะเลสาบสงขลา’
SD พลิกภาคใต้ฮับนวัตกรรมเกษตร  ชูงานวิจัยพัฒนาลุ่มน้ำ ‘ทะเลสาบสงขลา’
เรือด่วนเจ้าพระยาปรับลดค่าโดยสารลงอีก 1 บาท เริ่ม 17 ก.ค.นี้เป็นต้นไป
News เรือด่วนเจ้าพระยาปรับลดค่าโดยสารลงอีก 1 บาท เริ่ม 17 ก.ค.นี้เป็นต้นไป
ค่าเงินบาทวันนี้ (16 ก.ค.) เปิดตลาดแข็งค่า 33.57 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (16 ก.ค.) เปิดตลาดแข็งค่า 33.57 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
บลจ.วรรณ เปิดข้อมูล ROH ผิดสัญญา ยันสิทธิซื้อคืน “รอยัล ออคิด เชอราตัน” สิ้นสุดไปแล้ว
Finance บลจ.วรรณ เปิดข้อมูล ROH ผิดสัญญา ยันสิทธิซื้อคืน “รอยัล ออคิด เชอราตัน” สิ้นสุดไปแล้ว
‘สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี’ (เจ้าคุณฌอน) สมเด็จพระราชาคณะต่างชาติ รูปแรกในประวัติศาสตร์สงฆ์ไทย
SD ‘สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี’ (เจ้าคุณฌอน) สมเด็จพระราชาคณะต่างชาติ รูปแรกในประวัติศาสตร์สงฆ์ไทย
บาร์บีคิวพลาซ่า เปิด ‘BAR B GON PLANET GARDEN’ ชวนปิ้งย่างกลางสวน
Biz Movement บาร์บีคิวพลาซ่า เปิด ‘BAR B GON PLANET GARDEN’ ชวนปิ้งย่างกลางสวน
SET วันนี้ (16 ก.ค.) กรอบ 1,615 – 1,640 จุด “บล.พาย” ชี้ส่งสัญญาณชะลอ-Valuation เริ่มสูง
Finance SET วันนี้ (16 ก.ค.) กรอบ 1,615 – 1,640 จุด “บล.พาย” ชี้ส่งสัญญาณชะลอ-Valuation เริ่มสูง
ดูทั้งหมด

พลิกภาคใต้ฮับนวัตกรรมเกษตร  ชูงานวิจัยพัฒนาลุ่มน้ำ ‘ทะเลสาบสงขลา’

16 ก.ค. 2569 | 09:30น.

สํานักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA เดินหน้ายกระดับบทบาทจาก “ผู้สนับสนุนวิจัย” สู่ “ผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อแก้โจทย์ประเทศ” ผ่านการนำองค์ความรู้จากห้องปฏิบัติการสู่การใช้ประโยชน์จริง ภายใต้กิจกรรม ARDA Agri Trek : ตามรอยงานวิจัย สู่การใช้ประโยชน์จริง

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการ ARDA กล่าวว่า ปัจจุบันภาคใต้กำลังเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งปัญหาน้ำทะเลรุกล้ำ ความเค็มของดินและแหล่งน้ำ ภัยแล้งสลับน้ำท่วม ซึ่งส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรสำคัญ โดยเฉพาะบริเวณลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา 

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล

ขณะเดียวกันภาคใต้ยังเป็นแหล่งทรัพยากรชีวภาพที่มีศักยภาพสูง ทั้งสมุนไพร ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และพืชเศรษฐกิจอีกหลายชนิด หากได้รับการต่อยอดด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม จะสามารถสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศได้ 

จึงได้นำทีมคณะผู้บริหารลงพื้นที่จังหวัดสงขลาและพัทลุง เมื่อวันที่ 9-10 กรกฎาคม 2569  เพื่อติดตามผลงานวิจัยที่สร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านอุตสาหกรรมสุขภาพ ความมั่นคงทางอาหาร และการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตั้งแต่การสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรชีวภาพ การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรับมือ Climate Change ไปจนถึงการใช้ปัญญาประดิษฐ์สนับสนุนการตัดสินใจของเกษตรกรและหน่วยงานบริหารจัดการน้ำ ประกอบด้วย 3 กลุ่มนวัตกรรมสำคัญ ได้แก่ นวัตกรรมเศรษฐกิจสุขภาพ นวัตกรรมข้าวทนเค็ม และระบบ AI พยากรณ์น้ำเค็มล่วงหน้า

ยกระดับเศรษฐกิจสุขภาพ

ดร.ทวีศักดิ์กล่าวต่อว่า  ARDA ได้สนับสนุนทุนวิจัย ภายใต้แนวคิดสำคัญ คือ งานวิจัยจะมีคุณค่าเมื่อถูกนำไปใช้แก้ปัญหาของประเทศได้จริง ล่าสุดภาคใต้กำลังถูกยกระดับจากแหล่งทรัพยากรชีวภาพ สู่ฐานเศรษฐกิจสุขภาพมูลค่าสูง โดยมีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เป็นหนึ่งในเครือข่ายวิจัยที่สำคัญพร้อมเปลี่ยนแปลงองค์ความรู้ให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้จริง 

จากข้อมูลย้อนหลัง 5 ปีที่ผ่านมา ARDA สนับสนุนทุนวิจัยแก่ ม.อ. รวมกว่า 51 ล้านบาท สามารถพัฒนาโครงการวิจัย 28 โครงการ ครอบคลุมตั้งแต่การค้นหาสารออกฤทธิ์ การวิจัยก่อนคลินิกและทางคลินิก การจดสิทธิบัตร ไปจนถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคเอกชน สนับสนุนเป้าหมายการผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการแพทย์ดั้งเดิมของเอเชีย และสร้างมูลค่าเศรษฐกิจสมุนไพรไทยไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านบาท

กิจกรรมในครั้งนี้ ทาง ม.อ.ได้คัดเลือกผลงานมานำเสนอภายใต้แนวคิด “โครงการยกระดับพืชสมุนไพรไทยสู่นวัตกรรมการแพทย์มูลค่าสูง” ได้แก่ 1.โครงการพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์สุขภาพจากพริกไทยดำ ที่คิดค้นสารสกัดพิเพอรีนต่ำ เพื่อบรรเทาผลข้างเคียงของผู้ป่วยมะเร็งจากการรักษาด้วยเคมีบำบัด 

2.โครงการพัฒนาสารสกัดกระท่อมทางการแพทย์ ที่ศึกษาตัวอย่างกระท่อมกว่า 700 ตัวอย่างจากทั่วประเทศ จนสามารถกำหนดมาตรฐานสารสำคัญ พัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์กว่า 15 รายการ และถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคเอกชน พร้อมวางรากฐานการพัฒนายาจากกระท่อมเพื่อระงับปวด ต้านการอักเสบ และบำบัดอาการลงแดงจากผู้ติดยาเสพติด 

3.โครงการพัฒนาไคโตซานไฮโดรเจลบรรจุสารสกัดน้ำส้มควันไม้จากกะลาปาล์มน้ำมัน ที่พลิกวัสดุเหลือทิ้งราคากิโลกรัมละประมาณ 2 บาท ให้เป็นนวัตกรรมสมานแผลเรื้อรังสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ซึ่งมีประสิทธิภาพสูง ต้นทุนการผลิตต่ำ และช่วยลดการนำเข้าเวชภัณฑ์จากต่างประเทศ โดยผลงานได้รับการจดสิทธิบัตรและถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคเอกชนแล้ว

ดร.วิษณุ มีอยู่

ชู “ข้าวทนเค็ม” เพิ่มผลผลิต

ขณะที่พื้นที่นาข้าวในจังหวัดสงขลาและพัทลุง บริเวณลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา เกษตรกรต้องเผชิญความเสี่ยงต่อการสูญเสียผลผลิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะน้ำทะเลรุกล้ำเข้าสู่พื้นที่เพาะปลูก ทำให้ค่าความเค็มของน้ำสูงเกิน 1.5 กรัมต่อลิตร (1.5 pot) ต้นข้าวอาจไม่ออกรวง เมล็ดลีบ หรือยืนต้นตาย ส่งผลให้หลายพื้นที่ไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้  โดยในปี 2563 มีพื้นที่ได้รับความเสียหายกว่า 60,000 ไร่ ขณะที่บางแปลงให้ผลผลิตเหลือเพียง 200-300 กิโลกรัมต่อไร่ จากผลผลิตปกติมากกว่า 700 กิโลกรัมต่อไร่ 

ARDA จึงสนับสนุนทุนวิจัยแก่กรมการข้าวเพื่อพัฒนา “พันธุ์ข้าวทนเค็ม” ควบคู่กับเทคโนโลยีการผลิตสำหรับพื้นที่เสี่ยงน้ำทะเลรุกล้ำ ปัจจุบันพันธุ์ข้าวทนเค็มผ่านการรับรองจากกรมการข้าวเรียบร้อยแล้ว ได้แก่ 43 กข55 กข77 และ กข109 ซึ่งสามารถปรับตัวและเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำเค็มรุกล้ำ ช่วยลดการสูญเสียผลผลิต รักษาคุณภาพข้าว และเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ไห้แก่เกษตรกร

นอกจากนี้ โครงการยังบูรณาการข้อมูลค่าความเค็มแบบเรียลไทม์ร่วมกับระบบพยากรณ์ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เพื่อช่วยเกษตรกรวางแผนช่วงเวลาเพาะปลูกและบริหารจัดการน้ำได้อย่างแม่นยำ ลดความเสี่ยงจากผลกระทบของน้ำทะเลรุกล้ำ ปัจจุบันโครงการสามารถขยายผลสู่พื้นที่กว่า 148,000 ไร่ โดยพบว่าผลผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิมเฉลี่ย 250 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นมากกว่า 800 กิโลกรัมต่อไร่ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2,400 บาทต่อไร่ 

ขณะเดียวกันนักวิจัยยังอยู่ระหว่างการทดสอบพันธุ์ข้าวทนเค็มรุ่นใหม่ ที่สามารถปรับตัวในพื้นที่มีค่าความเค็ม 2-5 ppt ได้แก่ สายพันธุ์  PSL05101-14-2-4-4-1, PSL13417-2-7-2-1-1-1 และพันธุ์ไร่มะขาม (พันธุ์พื้นเมืองของจังหวัดเพชรบุรี) เพื่อผลักดันสู่การรับรองพันธุ์ 

พัชราภรณ์ รักชุม

นางสาวพัชราภรณ์ รักชุม นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง กรมการข้าว  กล่าวว่า การมีพันธุ์ข้าวหลายสายพันธุ์จะช่วยเพิ่มทางเลือกให้เกษตรกรสามารถเลือกพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ได้มากขึ้น ที่ผ่านมาสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ร่วมทดลองปลูก การประเมินผลผลิต และการร่วมชิมคุณภาพข้าว 

สำหรับพื้นที่โครงการแห่งนี้ถือเป็นพื้นที่นาริมเลที่มีลักษณะโดดเด่นและมีความพิเศษ เป็นแหล่งศึกษาที่สำคัญของจังหวัดพัทลุง ซึ่งคณะวิจัยมีเป้าหมายที่จะผลักดันให้เป็นแหล่งเรียนรู้และจุดเด่นของจังหวัด พร้อมเดินหน้าพัฒนาพันธุ์ข้าวและเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับพื้นที่อย่างต่อเนื่อง 

สายันต์ รักดํา

ด้าน นายสายันต์ รักดํา ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มทำนาริมเลปากประ กล่าวว่า สถานการณ์การทำนาในปีนี้ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศร้อนจัดในช่วงเดือนมิถุนายน ทำให้ต้นข้าวที่แตกกอตายจำนวนมาก รวมถึงต้นกล้าที่เตรียมไว้สำหรับดำนาต้องเพาะซ้ำหลายครั้ง ส่งผลให้มีต้นกล้าไม่เพียงพอ พื้นที่เพาะปลูกลดลงกว่าทุกปี และศูนย์วิจัยข้าวเองก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ได้เสนอขอรับการสนับสนุนอุปกรณ์ต่อพ่วงสำหรับรถไถ เนื่องจากปัจจุบันมีรถไถอยู่แล้ว แต่ยังขาดอุปกรณ์ที่จำเป็น หากได้รับการสนับสนุนจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำนาและลดภาระของเกษตรกรในพื้นที่ได้เป็นอย่างมาก 

นับว่าเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาพันธ์ข้าวเพื่อรองรับผลกระทบจาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศในระยะยาว

ARDA ผนึก มทร.ศรีวิชัย ผุดระบบพยากรณ์น้ำเค็มล่วงหน้า

แม้ปัจจุบันจะมีพันธุ์ข้าวทนเค็ม แต่หากหน่วยงานและเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มนํ้าทะเลสาบสงขลา จ.พัทลุง และสงขลา ไม่สามารถรู้ล่วงหน้าว่านํ้าเค็มจะรุกเข้าพื้นที่เมื่อใด ทำให้การบริหารจัดการนํ้าที่ผ่านมามีความเสี่ยงต่อความเสียหาย 

ดังนั้น ARDA จึงสนับสนุนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัยพัฒนาระบบ AI พยากรณ์ค่าความเค็มล่วงหน้า 7 วัน เพื่อให้หน่วยบริหารจัดการน้ำและเกษตรกรมีเวลาวางแผนเปิด-ปิดประตูระบายน้ำ สำรองน้ำจืด และกำหนดช่วงเวลาเพาะปลูกได้อย่างแม่นยำก่อนเกิดวิกฤต 

ผศ.ดร.ณัฐพล แก้วทอง

ด้าน ผศ.ดร.ณัฐพล แก้วทอง คณะวิศวกรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ในฐานะผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมบริหารจัดการน้ำและภูมิสารสนเทศ กล่าวว่า จุดเด่นของงานวิจัยคือการเชื่อมโยงข้อมูลความเค็ม ระดับน้ำ ปริมาณฝน และสภาพอากาศ เข้ากับระบบ AI ข้อมูลทั้งหมดถูกรวบรวมจากทุ่น GPS Drifter จำนวน 10 ตัว และสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำกว่า 16 สถานี ก่อนส่งผ่านเว็บไซต์ www.skawater.com. Facebook และ LINE เพื่อแจ้งเตือนสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง

ปัจจุบันระบบถูกน้ำไปใช้สนับสนุนการบริหารจัดการน้ำแล้วกว่า 40 องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น รวมทั้งสำนักงานชลประทานที่ 16 สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมทรัพยากรน้ำ และคณะกรรมการลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ครอบคลุมพื้นที่เกษตรกว่า 148,000 ไร่ และเกษตรกร 200 ครัวเรือน ตั้งเป้าลดความเสียหายจากน้ำเค็ม 50% และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 94.7 ล้านบาทต่อปี นับเป็นต้นแบบการประยุกต์ใช้ Climate Tech และ Smart Water Management ที่เปลี่ยนข้อมูลวิจัยให้เป็นการตัดสินใจเชิงรุก ลดความสูญสีย และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำของประเทศ

ก่อนหน้านี้เมื่อเกิดปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำจำเป็นต้องชักน้ำเค็มเข้ามาในพื้นที่นาข้าว ส่งผลให้ผลผลิตข้าวในพื้นที่จังหวัดพัทลุงและฝั่งระโนดลดลงอย่างมาก จากเดิมที่ให้ผลผลิตประมาณ 800-1,000 กิโลกรัมต่อไร่ เหลือเพียงประมาณ 200 กิโลกรัมต่อไร่ในช่วงที่ค่าความเค็มสูง

ปัญหาความไม่แน่นอนของคุณภาพน้ำและระดับความเค็มจึงกลายเป็นปัญหาสำคัญของเกษตรกรในพื้นที่ โดยเฉพาะหลังปี 2563 ซึ่งไม่สามารถควบคุมค่าความเค็มได้ เพราะมีการติดตั้งเครื่องมือหรือสร้างสิ่งกีดขวางเพื่อควบคุมความเค็มในทะเลสาบเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน เพราะทะเลสาบแห่งนี้มีทั้งผู้ใช้น้ำจืดและผู้ใช้น้ำเค็ม หากปิดกั้นน้ำเค็มเพื่อรักษาน้ำจืดก็จะส่งผลกระทบต่อผู้ที่ต้องใช้น้ำเค็ม 

อย่างไรก็ดี วิธีการจัดการที่เหมาะสมที่สุดในปัจจุบันคือการใช้ “ระบบเฝ้าระวังความเค็ม” ในช่วงแรกมีการส่งข้อมูลค่าความเค็มให้กลุ่มเกษตรกรทุก 2 ชั่วโมง ผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ จากสถานีตรวจวัด 10 สถานี แต่เมื่อมีการแจ้งเตือนตลอดทั้งวันทำให้มีข้อมูลจำนวนมากจนสร้างความไม่สะดวกแก่ผู้ใช้งาน

ต่อมาจึงปรับรูปแบบการรายงานวันละ 1 ครั้ง ส่งให้กลุ่มเกษตรกรทุกวันเวลาประมาณ 08.30 น. เป็นการสรุปข้อมูลตลอด 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา เพื่อให้ทุกคนทราบสถานการณ์ล่าสุด ขณะที่ระบบยังคงตรวจวัดและอัพเดตข้อมูลทุก 2 ชั่วโมง ซึ่งสามารถดูได้ผ่านหน้า Dashboard และเว็บไซต์

นอกจากนี้ ระบบยังรองรับการสั่งตรวจวัดค่าความเค็มแบบเรียลไทม์ผ่านเว็บไซต์ ใช้เวลาประมาณ 3-4 นาทีจึงจะแสดงผล อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงฟังก์ชั่นดังกล่าวจำเป็นต้องใช้รหัสผ่าน เพื่อป้องกันการใช้งานที่มากเกินไป เนื่องจากสถานีตรวจวัดใช้พลังงานจากโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ หากมีการสั่งตรวจวัดบ่อยในช่วงที่ไม่มีแสงแดดอาจส่งผลต่อการทำงานของระบบได้

ผศ.ดร.ณัฐพลกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบพยากรณ์ความเค็มล่วงหน้า 6 เดือน จะช่วยให้เกษตรกรวางแผนการปลูกข้าวได้ล่วงหน้า สามารถตรวจสอบได้ว่าตลอดรอบการปลูกประมาณ 120 วัน หรือ 4 เดือนจะมีความเสี่ยงจากน้ำเค็มหรือไม่ หากพบว่ามีความเสี่ยงก็สามารถเตรียมมาตรการรับมือได้

ทั้งนี้ ระบบพยากรณ์ล่วงหน้า 6 เดือนยังไม่ได้เปิดเผยบนเว็บไซต์ เนื่องจากอยู่ระหว่างการตรวจสอบและเปรียบเทียบความแม่นยำกับข้อมูลจริง เพื่อให้มั่นใจว่าผลการพยากรณ์มีความถูกต้องมากที่สุด เพราะหากข้อมูลคลาดเคลื่อนอาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของเกษตรกร และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง

“ผลงานวิจัยทั้งหมดสะท้อนบทบาทของ ARDA ในการลงทุนวิจัยเพื่อแก้โจทย์ประเทศอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การเพิ่มมูลค่าทรัพยากรชีวภาพสู่เศรษฐกิจสุขภาพ การพัฒนาพันธุ์ข้าวเพื่อรับมือพื้นที่เสี่ยงน้ำเค็ม ไปจนถึงการใช้ AI ช่วยบริหารจัดการน้ำล่วงหน้า เป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนงานวิจัยให้เกิดการใช้ประโยชน์จริง ลดความเสี่ยงของเกษตรกร สร้างรายได้ใหม่และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทยอย่างยั่งยืน”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ARDA ทะเลสาบสงขลา