พลิกภาคใต้ฮับนวัตกรรมเกษตร ชูงานวิจัยพัฒนาลุ่มน้ำ ‘ทะเลสาบสงขลา’
สํานักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA เดินหน้ายกระดับบทบาทจาก “ผู้สนับสนุนวิจัย” สู่ “ผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อแก้โจทย์ประเทศ” ผ่านการนำองค์ความรู้จากห้องปฏิบัติการสู่การใช้ประโยชน์จริง ภายใต้กิจกรรม ARDA Agri Trek : ตามรอยงานวิจัย สู่การใช้ประโยชน์จริง
ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการ ARDA กล่าวว่า ปัจจุบันภาคใต้กำลังเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งปัญหาน้ำทะเลรุกล้ำ ความเค็มของดินและแหล่งน้ำ ภัยแล้งสลับน้ำท่วม ซึ่งส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรสำคัญ โดยเฉพาะบริเวณลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา

ขณะเดียวกันภาคใต้ยังเป็นแหล่งทรัพยากรชีวภาพที่มีศักยภาพสูง ทั้งสมุนไพร ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และพืชเศรษฐกิจอีกหลายชนิด หากได้รับการต่อยอดด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม จะสามารถสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศได้

จึงได้นำทีมคณะผู้บริหารลงพื้นที่จังหวัดสงขลาและพัทลุง เมื่อวันที่ 9-10 กรกฎาคม 2569 เพื่อติดตามผลงานวิจัยที่สร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านอุตสาหกรรมสุขภาพ ความมั่นคงทางอาหาร และการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตั้งแต่การสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรชีวภาพ การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรับมือ Climate Change ไปจนถึงการใช้ปัญญาประดิษฐ์สนับสนุนการตัดสินใจของเกษตรกรและหน่วยงานบริหารจัดการน้ำ ประกอบด้วย 3 กลุ่มนวัตกรรมสำคัญ ได้แก่ นวัตกรรมเศรษฐกิจสุขภาพ นวัตกรรมข้าวทนเค็ม และระบบ AI พยากรณ์น้ำเค็มล่วงหน้า
ยกระดับเศรษฐกิจสุขภาพ
ดร.ทวีศักดิ์กล่าวต่อว่า ARDA ได้สนับสนุนทุนวิจัย ภายใต้แนวคิดสำคัญ คือ งานวิจัยจะมีคุณค่าเมื่อถูกนำไปใช้แก้ปัญหาของประเทศได้จริง ล่าสุดภาคใต้กำลังถูกยกระดับจากแหล่งทรัพยากรชีวภาพ สู่ฐานเศรษฐกิจสุขภาพมูลค่าสูง โดยมีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เป็นหนึ่งในเครือข่ายวิจัยที่สำคัญพร้อมเปลี่ยนแปลงองค์ความรู้ให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้จริง

จากข้อมูลย้อนหลัง 5 ปีที่ผ่านมา ARDA สนับสนุนทุนวิจัยแก่ ม.อ. รวมกว่า 51 ล้านบาท สามารถพัฒนาโครงการวิจัย 28 โครงการ ครอบคลุมตั้งแต่การค้นหาสารออกฤทธิ์ การวิจัยก่อนคลินิกและทางคลินิก การจดสิทธิบัตร ไปจนถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคเอกชน สนับสนุนเป้าหมายการผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการแพทย์ดั้งเดิมของเอเชีย และสร้างมูลค่าเศรษฐกิจสมุนไพรไทยไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านบาท

กิจกรรมในครั้งนี้ ทาง ม.อ.ได้คัดเลือกผลงานมานำเสนอภายใต้แนวคิด “โครงการยกระดับพืชสมุนไพรไทยสู่นวัตกรรมการแพทย์มูลค่าสูง” ได้แก่ 1.โครงการพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์สุขภาพจากพริกไทยดำ ที่คิดค้นสารสกัดพิเพอรีนต่ำ เพื่อบรรเทาผลข้างเคียงของผู้ป่วยมะเร็งจากการรักษาด้วยเคมีบำบัด

2.โครงการพัฒนาสารสกัดกระท่อมทางการแพทย์ ที่ศึกษาตัวอย่างกระท่อมกว่า 700 ตัวอย่างจากทั่วประเทศ จนสามารถกำหนดมาตรฐานสารสำคัญ พัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์กว่า 15 รายการ และถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคเอกชน พร้อมวางรากฐานการพัฒนายาจากกระท่อมเพื่อระงับปวด ต้านการอักเสบ และบำบัดอาการลงแดงจากผู้ติดยาเสพติด
3.โครงการพัฒนาไคโตซานไฮโดรเจลบรรจุสารสกัดน้ำส้มควันไม้จากกะลาปาล์มน้ำมัน ที่พลิกวัสดุเหลือทิ้งราคากิโลกรัมละประมาณ 2 บาท ให้เป็นนวัตกรรมสมานแผลเรื้อรังสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ซึ่งมีประสิทธิภาพสูง ต้นทุนการผลิตต่ำ และช่วยลดการนำเข้าเวชภัณฑ์จากต่างประเทศ โดยผลงานได้รับการจดสิทธิบัตรและถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคเอกชนแล้ว

ชู “ข้าวทนเค็ม” เพิ่มผลผลิต
ขณะที่พื้นที่นาข้าวในจังหวัดสงขลาและพัทลุง บริเวณลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา เกษตรกรต้องเผชิญความเสี่ยงต่อการสูญเสียผลผลิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะน้ำทะเลรุกล้ำเข้าสู่พื้นที่เพาะปลูก ทำให้ค่าความเค็มของน้ำสูงเกิน 1.5 กรัมต่อลิตร (1.5 pot) ต้นข้าวอาจไม่ออกรวง เมล็ดลีบ หรือยืนต้นตาย ส่งผลให้หลายพื้นที่ไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ โดยในปี 2563 มีพื้นที่ได้รับความเสียหายกว่า 60,000 ไร่ ขณะที่บางแปลงให้ผลผลิตเหลือเพียง 200-300 กิโลกรัมต่อไร่ จากผลผลิตปกติมากกว่า 700 กิโลกรัมต่อไร่
ARDA จึงสนับสนุนทุนวิจัยแก่กรมการข้าวเพื่อพัฒนา “พันธุ์ข้าวทนเค็ม” ควบคู่กับเทคโนโลยีการผลิตสำหรับพื้นที่เสี่ยงน้ำทะเลรุกล้ำ ปัจจุบันพันธุ์ข้าวทนเค็มผ่านการรับรองจากกรมการข้าวเรียบร้อยแล้ว ได้แก่ 43 กข55 กข77 และ กข109 ซึ่งสามารถปรับตัวและเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำเค็มรุกล้ำ ช่วยลดการสูญเสียผลผลิต รักษาคุณภาพข้าว และเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ไห้แก่เกษตรกร

นอกจากนี้ โครงการยังบูรณาการข้อมูลค่าความเค็มแบบเรียลไทม์ร่วมกับระบบพยากรณ์ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เพื่อช่วยเกษตรกรวางแผนช่วงเวลาเพาะปลูกและบริหารจัดการน้ำได้อย่างแม่นยำ ลดความเสี่ยงจากผลกระทบของน้ำทะเลรุกล้ำ ปัจจุบันโครงการสามารถขยายผลสู่พื้นที่กว่า 148,000 ไร่ โดยพบว่าผลผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิมเฉลี่ย 250 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นมากกว่า 800 กิโลกรัมต่อไร่ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2,400 บาทต่อไร่
ขณะเดียวกันนักวิจัยยังอยู่ระหว่างการทดสอบพันธุ์ข้าวทนเค็มรุ่นใหม่ ที่สามารถปรับตัวในพื้นที่มีค่าความเค็ม 2-5 ppt ได้แก่ สายพันธุ์ PSL05101-14-2-4-4-1, PSL13417-2-7-2-1-1-1 และพันธุ์ไร่มะขาม (พันธุ์พื้นเมืองของจังหวัดเพชรบุรี) เพื่อผลักดันสู่การรับรองพันธุ์

นางสาวพัชราภรณ์ รักชุม นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง กรมการข้าว กล่าวว่า การมีพันธุ์ข้าวหลายสายพันธุ์จะช่วยเพิ่มทางเลือกให้เกษตรกรสามารถเลือกพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ได้มากขึ้น ที่ผ่านมาสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ร่วมทดลองปลูก การประเมินผลผลิต และการร่วมชิมคุณภาพข้าว
สำหรับพื้นที่โครงการแห่งนี้ถือเป็นพื้นที่นาริมเลที่มีลักษณะโดดเด่นและมีความพิเศษ เป็นแหล่งศึกษาที่สำคัญของจังหวัดพัทลุง ซึ่งคณะวิจัยมีเป้าหมายที่จะผลักดันให้เป็นแหล่งเรียนรู้และจุดเด่นของจังหวัด พร้อมเดินหน้าพัฒนาพันธุ์ข้าวและเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ด้าน นายสายันต์ รักดํา ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มทำนาริมเลปากประ กล่าวว่า สถานการณ์การทำนาในปีนี้ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศร้อนจัดในช่วงเดือนมิถุนายน ทำให้ต้นข้าวที่แตกกอตายจำนวนมาก รวมถึงต้นกล้าที่เตรียมไว้สำหรับดำนาต้องเพาะซ้ำหลายครั้ง ส่งผลให้มีต้นกล้าไม่เพียงพอ พื้นที่เพาะปลูกลดลงกว่าทุกปี และศูนย์วิจัยข้าวเองก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ ได้เสนอขอรับการสนับสนุนอุปกรณ์ต่อพ่วงสำหรับรถไถ เนื่องจากปัจจุบันมีรถไถอยู่แล้ว แต่ยังขาดอุปกรณ์ที่จำเป็น หากได้รับการสนับสนุนจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำนาและลดภาระของเกษตรกรในพื้นที่ได้เป็นอย่างมาก
นับว่าเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาพันธ์ข้าวเพื่อรองรับผลกระทบจาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศในระยะยาว
ARDA ผนึก มทร.ศรีวิชัย ผุดระบบพยากรณ์น้ำเค็มล่วงหน้า
แม้ปัจจุบันจะมีพันธุ์ข้าวทนเค็ม แต่หากหน่วยงานและเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มนํ้าทะเลสาบสงขลา จ.พัทลุง และสงขลา ไม่สามารถรู้ล่วงหน้าว่านํ้าเค็มจะรุกเข้าพื้นที่เมื่อใด ทำให้การบริหารจัดการนํ้าที่ผ่านมามีความเสี่ยงต่อความเสียหาย
ดังนั้น ARDA จึงสนับสนุนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัยพัฒนาระบบ AI พยากรณ์ค่าความเค็มล่วงหน้า 7 วัน เพื่อให้หน่วยบริหารจัดการน้ำและเกษตรกรมีเวลาวางแผนเปิด-ปิดประตูระบายน้ำ สำรองน้ำจืด และกำหนดช่วงเวลาเพาะปลูกได้อย่างแม่นยำก่อนเกิดวิกฤต

ด้าน ผศ.ดร.ณัฐพล แก้วทอง คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ในฐานะผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมบริหารจัดการน้ำและภูมิสารสนเทศ กล่าวว่า จุดเด่นของงานวิจัยคือการเชื่อมโยงข้อมูลความเค็ม ระดับน้ำ ปริมาณฝน และสภาพอากาศ เข้ากับระบบ AI ข้อมูลทั้งหมดถูกรวบรวมจากทุ่น GPS Drifter จำนวน 10 ตัว และสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำกว่า 16 สถานี ก่อนส่งผ่านเว็บไซต์ www.skawater.com. Facebook และ LINE เพื่อแจ้งเตือนสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง

ปัจจุบันระบบถูกน้ำไปใช้สนับสนุนการบริหารจัดการน้ำแล้วกว่า 40 องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น รวมทั้งสำนักงานชลประทานที่ 16 สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมทรัพยากรน้ำ และคณะกรรมการลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ครอบคลุมพื้นที่เกษตรกว่า 148,000 ไร่ และเกษตรกร 200 ครัวเรือน ตั้งเป้าลดความเสียหายจากน้ำเค็ม 50% และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 94.7 ล้านบาทต่อปี นับเป็นต้นแบบการประยุกต์ใช้ Climate Tech และ Smart Water Management ที่เปลี่ยนข้อมูลวิจัยให้เป็นการตัดสินใจเชิงรุก ลดความสูญสีย และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำของประเทศ
ก่อนหน้านี้เมื่อเกิดปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำจำเป็นต้องชักน้ำเค็มเข้ามาในพื้นที่นาข้าว ส่งผลให้ผลผลิตข้าวในพื้นที่จังหวัดพัทลุงและฝั่งระโนดลดลงอย่างมาก จากเดิมที่ให้ผลผลิตประมาณ 800-1,000 กิโลกรัมต่อไร่ เหลือเพียงประมาณ 200 กิโลกรัมต่อไร่ในช่วงที่ค่าความเค็มสูง

ปัญหาความไม่แน่นอนของคุณภาพน้ำและระดับความเค็มจึงกลายเป็นปัญหาสำคัญของเกษตรกรในพื้นที่ โดยเฉพาะหลังปี 2563 ซึ่งไม่สามารถควบคุมค่าความเค็มได้ เพราะมีการติดตั้งเครื่องมือหรือสร้างสิ่งกีดขวางเพื่อควบคุมความเค็มในทะเลสาบเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน เพราะทะเลสาบแห่งนี้มีทั้งผู้ใช้น้ำจืดและผู้ใช้น้ำเค็ม หากปิดกั้นน้ำเค็มเพื่อรักษาน้ำจืดก็จะส่งผลกระทบต่อผู้ที่ต้องใช้น้ำเค็ม
อย่างไรก็ดี วิธีการจัดการที่เหมาะสมที่สุดในปัจจุบันคือการใช้ “ระบบเฝ้าระวังความเค็ม” ในช่วงแรกมีการส่งข้อมูลค่าความเค็มให้กลุ่มเกษตรกรทุก 2 ชั่วโมง ผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ จากสถานีตรวจวัด 10 สถานี แต่เมื่อมีการแจ้งเตือนตลอดทั้งวันทำให้มีข้อมูลจำนวนมากจนสร้างความไม่สะดวกแก่ผู้ใช้งาน

ต่อมาจึงปรับรูปแบบการรายงานวันละ 1 ครั้ง ส่งให้กลุ่มเกษตรกรทุกวันเวลาประมาณ 08.30 น. เป็นการสรุปข้อมูลตลอด 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา เพื่อให้ทุกคนทราบสถานการณ์ล่าสุด ขณะที่ระบบยังคงตรวจวัดและอัพเดตข้อมูลทุก 2 ชั่วโมง ซึ่งสามารถดูได้ผ่านหน้า Dashboard และเว็บไซต์
นอกจากนี้ ระบบยังรองรับการสั่งตรวจวัดค่าความเค็มแบบเรียลไทม์ผ่านเว็บไซต์ ใช้เวลาประมาณ 3-4 นาทีจึงจะแสดงผล อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงฟังก์ชั่นดังกล่าวจำเป็นต้องใช้รหัสผ่าน เพื่อป้องกันการใช้งานที่มากเกินไป เนื่องจากสถานีตรวจวัดใช้พลังงานจากโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ หากมีการสั่งตรวจวัดบ่อยในช่วงที่ไม่มีแสงแดดอาจส่งผลต่อการทำงานของระบบได้
ผศ.ดร.ณัฐพลกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบพยากรณ์ความเค็มล่วงหน้า 6 เดือน จะช่วยให้เกษตรกรวางแผนการปลูกข้าวได้ล่วงหน้า สามารถตรวจสอบได้ว่าตลอดรอบการปลูกประมาณ 120 วัน หรือ 4 เดือนจะมีความเสี่ยงจากน้ำเค็มหรือไม่ หากพบว่ามีความเสี่ยงก็สามารถเตรียมมาตรการรับมือได้
ทั้งนี้ ระบบพยากรณ์ล่วงหน้า 6 เดือนยังไม่ได้เปิดเผยบนเว็บไซต์ เนื่องจากอยู่ระหว่างการตรวจสอบและเปรียบเทียบความแม่นยำกับข้อมูลจริง เพื่อให้มั่นใจว่าผลการพยากรณ์มีความถูกต้องมากที่สุด เพราะหากข้อมูลคลาดเคลื่อนอาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของเกษตรกร และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง
“ผลงานวิจัยทั้งหมดสะท้อนบทบาทของ ARDA ในการลงทุนวิจัยเพื่อแก้โจทย์ประเทศอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การเพิ่มมูลค่าทรัพยากรชีวภาพสู่เศรษฐกิจสุขภาพ การพัฒนาพันธุ์ข้าวเพื่อรับมือพื้นที่เสี่ยงน้ำเค็ม ไปจนถึงการใช้ AI ช่วยบริหารจัดการน้ำล่วงหน้า เป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนงานวิจัยให้เกิดการใช้ประโยชน์จริง ลดความเสี่ยงของเกษตรกร สร้างรายได้ใหม่และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทยอย่างยั่งยืน”