Skip to content

แกะสเป็ก 2 โครงการไอที ประกันสังคม ลงทุนหลักพันล้านบาท

27 ม.ค. 2569 | 19:35น.
แกะสเป็ก 2 โครงการไอที ประกันสังคม ลงทุนหลักพันล้านบาท

ตลอด 2-3 สัปดาห์ สำนักงานประกันสังคม ถูกตั้งคำถามจากสาธารณชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกันตน ที่ตั้งคำถามถึงการใช้งบประมาณในเรื่องต่าง ๆ จนถึงการบริหารกองทุนที่มีข้อกังขาในเรื่องสินทรัพย์ที่เข้าไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนให้ผู้ประกันตน

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกพูดถึง คือ การใช้งบประมาณในการพัฒนาระบบเทคโนโลยี โดยเฉพาะการเปลี่ยนระบบหลัก SSO Core หลังจากพบปัญหาการใช้งาน จนปิดระบบเพื่อปรับปรุงนานร่วมสัปดาห์ และการใช้งบประมาณเพื่อพัฒนาแอปพลิเคชั่น SSO Plus ซึ่งตกเป็นประเด็นไปก่อนหน้านี้

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมจาก ACT Ai แพลตฟอร์มรวบรวมข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างใน 2 โครงการใหญ่ด้านไอที

และนี่คือข้อมูลที่น่าสนใจของทั้ง 2 โครงการใหญ่

ลงทุน 848 ล้าน สร้าง SSO Core แทน “เมนเฟรม”

การพัฒนาระบบงานหลัก SSO Core ซึ่งเป็นระบบหลักตัวใหม่ล่าสุดของสำนักงานประกันสังคม เป็นการจัดซื้อจัดจ้างใน “โครงการปรับเปลี่ยนระบบงานประกันสังคมบนเครื่องคอมพิวเตอร์เมนเฟรมเป็นระบบ Web Application” กำหนดงบประมาณโครงการที่ 850 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าใช้จ่าย 4 ส่วน (อ้างอิงราคากลาง) คือ

  • ค่าฮาร์ดแวร์ (Hardware) 213,129,000 บาท
  • ค่าซอฟต์แวร์ (Software) 467,796,000 บาท
  • ค่าพัฒนาระบบ (System Development) 127,000,000 บาท
  • ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ 21,000,000 บาท

กำหนดระยะเวลาโครงการไว้ที่ 730 วัน นับถัดจากวันลงนามในสัญญา (ระยะเวลาประมาณ 2 ปี)

เหตุผลของการเปลี่ยนระบบงานหลักในครั้งนี้ มาจากการที่สำนักงานประกันสังคม ใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศบนเครื่องคอมพิวเตอร์เมนเฟรมเป็นเครื่องมือหลักมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 ซึ่งประสบปัญหาหลายด้าน ทั้งเทคโนโลยีที่ล้าสมัย ไม่รองรับการขยายช่องทางการบริการ จนถึงเรื่องปัญหาบุคลากรในการดูแลระบบ ที่ต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เมนเฟรมร่วมด้วย

ทั้งนี้ เมื่อปี 2554 ได้เคยพยายามพัฒนาระบบ Web Application เพื่อทดแทนระบบเดิม แต่ประสบปัญหาความล่าช้าจากผู้รับจ้างและข้อจำกัดของเทคโนโลยีในขณะนั้น ทำให้ไม่สามารถนำระบบมาใช้งานได้

ส่วนการกลับมาพัฒนาระบบงานในครั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายของการส่งเสริมรัฐบาลดิจิทัล และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนระบบงานหลักเป็น Web Application ที่ทันสมัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริการ ลดความเสี่ยง และสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับการพัฒนาระบบในอนาคต

โครงการครอบคลุมการดำเนินงานตั้งแต่การวิเคราะห์ ออกแบบ จัดหา ติดตั้ง พัฒนา ไปจนถึงการโอนย้ายข้อมูลและฝึกอบรม โดยผู้รับจ้างต้องพัฒนาระบบงานประกันสังคมหลักอย่างน้อย 14 ระบบ ให้ทำงานบนสถาปัตยกรรม Web Application ซึ่งครอบคลุมผู้ประกันตนทุกมาตรา (ม.33, ม.39, ม.40)

1. ระบบทะเบียนนายจ้างและผู้ประกันตน
2. ระบบเงินสมทบ
3. ระบบเร่งรัดหนี้เงินสมทบค้างชำระ
4. ระบบประโยชน์ทดแทน
5. ระบบติดตามสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพ
6. ระบบบริการทางการแพทย์
7. ระบบการเงินกองทุนประกันสังคม
8. ระบบบัญชีกองทุนประกันสังคม
9. ระบบปฏิบัติการมาตรา 40
10. ระบบสนับสนุนการทำแผนที่ข้อมูลและมาตรฐานข้อมูล
11. ระบบตรวจสอบ
12. ระบบนิติการ
13. ระบบเชื่อมโยงบูรณาการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่าง สปส. กับหน่วยงานภายนอก
14. ระบบเชื่อมโยงสนับสนุนโครงการ e-Self service, โครงการ Big Data และโครงการพัฒนาระบบ ERP

อีกทั้งยังต้องมีการจัดหาอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ในการใช้งานกับระบบงานใหม่ ตั้งแต่เครื่อง Servers ระบบจัดเก็บข้อมูล จนถึงระบบจัดการข้อมูลและซอฟต์แวร์ความปลอดภัย

นอกจากการพัฒนาระบบงานแบบ Web Application และการจัดหาอุปกรณ์-ซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ในการใช้งานแล้ว ยังต้องโอนย้ายข้อมูลทั้งหมดจากระบบเมนเฟรมเดิมไปยังฐานข้อมูล Relational Database ใหม่ โดยชุดข้อมูลจากระบบเก่า มีขนาดรวม 8,323.4 GB และมีอัตราการเพิ่มขึ้น ราวปีละ 5-10%

พร้อมทั้งกำหนดการรับประกันงานเป็นระยะเวลา 1 ปี นับจากวันที่ตรวจรับงานครบถ้วน รวมถึงกำหนดระยะเวลาในการแก้ปัญหา โดยหากเป็นปัญหาระดับรุนแรง ต้องแก้ไขให้แล้วเสร็จภายใน 24 ชั่วโมง และกรณีปัญหาระดับไม่รุนแรง แก้ไขให้แล้วเสร็จภายใน 3 วันทำการ

โดยผู้ชนะการประมูลจัดซื้อจัดจ้างโครงการนี้ คือ บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล รีเสริช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (IRCP) ทำหน้าที่ในการพัฒนาระบบดังกล่าว เริ่มตั้งแต่ปี 2564 และมีมูลค่าสัญญา 848 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี หลังจากครบกำหนดสัญญา ปี 2566 มีการรายงานว่า ระบบดังกล่าว ยังพัฒนาไม่เรียบร้อยและส่งมอบงานไม่สำเร็จ

วันที่ 6 ตุลาคม 2568 IRCP ชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยระบุเหตุผลความล่าช้าของโครงการว่า “เนื่องจากโครงการดังกล่าวเป็นโครงการขนาดใหญ่และมีความซับซ้อน ส่งผลให้การส่งมอบงานล่าช้า และผู้ว่าจ้างได้มีหนังสือถึงบริษัทฯ เพื่อเร่งรัดการดำเนินการส่งมอบโครงการ ซึ่งบริษัทฯ ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568”

อีก 1 เดือนต่อมา (6 พ.ย. 2568) IRCP ชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ อีกครั้ง ระบุว่า “บริษัทฯ ได้ส่งแผนปฏิบัติงานสำหรับการส่งมอบโครงการและแผนที่แก้ไขให้กับสำนักงานประกันสังคมเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2568 และวันที่ 15 ตุลาคม 2568 ตามลำดับ และกำหนดวันส่งมอบงานแล้วเสร็จของโครงการดังกล่าวภายในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568

โดยบริษัทฯ ได้ตั้งประมาณค่าเบี้ยปรับไว้แล้วจำนวน 125,504,000 บาท ซึ่งบันทึกไว้ในงบการเงินไตรมาสที่ 3 ปี 2568 เรียบร้อยแล้ว หรือประมาณ 14.8% ของมูลค่าโครงการ (มูลค่าโครงการ คือ 848,000,000 บาท ซึ่งรวมภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ค่าขนส่ง ค่าจดทะเบียน และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ทั้งปวง) ค่าปรับดังกล่าวคำนวณจากค่าปรับการส่งมอบงานล่าช้าต่อวันตามสัญญาจ้างจนถึงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 โดยค่าปรับดังกล่าวส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิของบริษัทฯ แต่ไม่กระทบต่อการดำเนินงานโครงการอื่น ๆ ของบริษัทฯ

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้เตรียมพร้อมสำหรับการดำเนินการขอลดค่าปรับภายหลังจากที่ได้ส่งมอบงานเรียบร้อยแล้ว”

และจากปัญหาการใช้งานระบบ SSO Core ที่ปัจจุบันเกิดความไม่สะดวกในการดำเนินงานของสำนักงานฯ มติชน รายงานว่า นางนงลักษณ์ กอวรกุล รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ตอบข้อซักถามสื่อมวลชนเกี่ยวกับการเรียกชดเชยที่มีการส่งงานล่าช้าและเกิดปัญหาใช้งานระบบเว็บแอพพ์ โดยระบุว่า สัญญาเริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคม 2564 ครบกำหนดสัญญาคือเดือนธันวาคม 2566 และมีการตรวจรับเรียบร้อยแล้วเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ฉะนั้นค่าปรับคิดจากการที่ส่งมอบงานล่าช้า 153 วัน

นอกจากนั้น ยังมีค่าปรับส่วนที่มีการจ้างช่วงอีก 34 ล้านบาท รวมแล้วประมาณ 163 ล้านบาท ทั้งนี้ยังไม่รวมค่าเสียหายอื่นๆ เช่นค่าบำรุงรักษาในช่วงที่ส่งมอบงานล่าช้าระหว่างปี 2567-2568 อีกประมาณปีละ 200 ล้านบาท ซึ่งมีการเสนอตั้งคณะทำงานเพื่อคำนวณค่าเสียหายอื่นๆ รวมถึงประเด็นที่ผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนได้เสนอให้มีการคิดทุกมุม

ทั้งนี้ เว็บไซต์ blognone.com ตั้งข้อสังเกตทางเทคนิคถึงการจัดซื้อจัดจ้าง พัฒนาระบบงานดังกล่าว โดยระบุว่า “การเลือก tech stack ที่เป็น Java Application Server + Relational Database บนเครื่องเซิร์ฟเวอร์แบบ on-premise ที่สำนักงานประกันสังคมเป็นเจ้าของเอง อาจดูเก่าไปสักนิดสำหรับยุคสมัยนี้ แต่ก็ถือเป็นการเลือกที่ “ไม่ผิด” เพราะเป็น proven technology ที่ผ่านการทดสอบในโลก enterprise IT มานานพอสมควร (แม้ชวนให้ตั้งคำถามว่าทำไมผู้ร่าง TOR ถึงเลือกแนวทางนี้) นอกจากนี้ในรายละเอียดของฮาร์ดแวร์-ซอฟต์แวร์ ยังมีข้อความที่กำหนดไว้แบบเจาะจงมากๆ จนอาจชวนให้เชื่อว่ามีการ “ล็อกสเปก” บางส่วนได้”

ใช้ 275 ล้าน ปั้น SSO Plus

ขณะที่การพัฒนาแอปพลิเคชั่น SSO Plus มีชื่อเต็มว่า “โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลกลางเชื่อมต่อบริการประกันสังคมให้แก่ผู้ประกันตนอย่างเจาะจง” กำหนดงบประมาณ 276,303,400 บาท

  • ค่าซอฟต์แวร์ (Software) 228,000,000 บาท
  • ค่าพัฒนาระบบ 44,003,400 บาท
  • ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ 4,300,000 บาท

โดยเหตุผลเหตุผลหลักของโครงการนี้ คือการแก้ปัญหาความล่าช้าในการบริการเดิม และ ยกระดับสู่ระบบดิจิทัลที่รู้ใจรายบุคคล (Personalized) เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้ใช้งานและนโยบาย Thailand 4.0

ประเด็นสำคัญในการพัฒนาแอปพลิเคชั่น SSO Plus มาจาก 4 ประเด็นหลัก

1. ลดคอขวดและภาระงาน : ช่องทางเดิม (เช่น สายด่วน 1506 หรือสำนักงานพื้นที่) มีผู้ใช้งานจำนวนมาก และการตรวจสอบข้อมูลเฉพาะบุคคลต้องพึ่งพาเจ้าหน้าที่ (Manual) ทำให้เกิดความล่าช้า ไม่ทันต่อจำนวนผู้ประกันตนที่เพิ่มขึ้น

2. ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล : ผู้ประกันตนมีความต้องการข้อมูลที่เจาะจงกับตัวเอง เช่น “สิทธินี้ใช้ได้เมื่อไหร่” หรือ “ต้องทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เสียสิทธิ” รวมถึงต้องการเครื่องมือวางแผนการเงินวัยเกษียณ ซึ่งระบบทั่วไปตอบโจทย์นี้ไม่ได้

3. ใช้ AI แจ้งเตือนสิทธิ : ต้องการระบบอัจฉริยะคอยแจ้งเตือนเรื่องสำคัญไม่ให้ผู้ประกันตนเสียสิทธิ เช่น การแจ้งเตือนทำฟัน, ตรวจสุขภาพ, หรือขึ้นทะเบียนว่างงาน

4. มุ่งสู่รัฐบาลดิจิทัล : เพื่อปรับเปลี่ยนการทำงานให้เป็น Smart Service บนสมาร์ตโฟน ที่เชื่อมโยงข้อมูลทุกช่องทางเป็นหนึ่งเดียว (Omni Channel) ช่วยลดภาระเจ้าหน้าที่และสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัย

การจัดทำแอปพลิเคชั่น SSO Plus ตามรายละเอียดการจัดซื้อจัดจ้าง มีการกำหนดขอบเขตและคุณลักษณะทางเทคนิคที่สำคัญ ดังนี้

ขอบเขตการดำเนินงาน

  • สร้างศูนย์กลางข้อมูลผู้ประกันตน (Customer Data Platform – CDP) : เชื่อมโยงข้อมูลกระจัดกระจาย (เช่น เงินสมทบ, ประวัติการรักษา, ข้อมูลนายจ้าง) มารวมไว้ที่เดียว เพื่อให้ระบบรู้จักผู้ใช้งานแต่ละคนอย่างลึกซึ้ง
  • ระบบคำนวณสิทธิและแจ้งเตือนส่วนตัว (Personalized Engine) :
    ◦ คำนวณ: ช่วยคำนวณเงินชราภาพ (บำเหน็จ/บำนาญ) ว่าเกษียณจะได้เท่าไหร่ และเปรียบเทียบความคุ้มค่าให้เห็นภาพ,
    ◦ แจ้งเตือน: เป็นเหมือนเลขาส่วนตัว คอยเตือนเรื่องสำคัญ เช่น เงินสมทบเข้าแล้ว, สิทธิทำฟันใกล้หมดอายุปีนี้, หรือถึงเวลาเปลี่ยนโรงพยาบาล,
  • ผู้ช่วยอัจฉริยะ (AI Chatbot) : มีแชตบอตคอยตอบคำถามตลอด 24 ชั่วโมง และหาก AI ตอบไม่ได้ ระบบจะส่งเรื่องต่อให้เจ้าหน้าที่ติดตามงานแก้ปัญหาให้ทันที (Ticket Tracking)
  • ระบบค้นหาข้อมูลขั้นสูง (Advance Search) : ช่วยให้ค้นหาระเบียบ กฎหมาย หรือสิทธิประโยชน์ได้ง่ายและแม่นยำเหมือน Google (พิมพ์คำผิดหรือคำใกล้เคียงก็หาเจอ)
  • แอปพลิเคชันมือถือ : แสดงข้อมูลทั้งหมดผ่านหน้าจอมือถือ รองรับทั้ง iOS และ Android

คุณลักษณะทางเทคนิค

  • ระบบจัดการฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Platform) : ต้องรองรับข้อมูลมหาศาล (ไม่ต่ำกว่า 15 TB) และประมวลผลได้รวดเร็วมาก (High Performance) เพื่อรองรับผู้ใช้งานจำนวนล้านคน,
  • ระบบสแกนใบหน้ายืนยันตัวตน (e-KYC) : ใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้า (Facial Recognition) เปรียบเทียบกับฐานข้อมูลรัฐ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดและป้องกันการสวมสิทธิ รองรับผู้ใช้งานได้กว่า 5 ล้านราย,,
  • เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล (Analytics & Visualization) : ซอฟต์แวร์สร้างกราฟและแดชบอร์ด เพื่อให้ผู้บริหารหรือผู้ประกันตนเห็นภาพรวมข้อมูลได้ง่าย (เช่น กราฟเงินออม),
  • เครื่องมือสอนภาษาให้ AI (Data Annotation) : ระบบสำหรับสอนให้คอมพิวเตอร์เข้าใจภาษาไทยและบริบทของประกันสังคม เพื่อให้ Chatbot ฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ

พร้อมทั้งกำหนดการรับประกันงาน เป็นระยะเวลา 1 ปี โดยหากมีปัญหาระดับรุนแรง จะต้องแก้ไขให้แล้วเสร็จภายใน 24 ชั่วโมง และกรณีปัญหาระดับไม่รุนแรง แก้ไขให้แล้วเสร็จภายใน 3 วันทำการ

สำหรับผู้ชนะในการยื่นประมูลจัดซื้อจัดจ้างโครงการนี้ คือ เอแอนด์บี คอนซอเตียม (กิจการร่วมค้า ระหว่าง  บมจ.แอ็ดวานซ์อินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยี และ บจก.บอสอัพ โซลูชั่น) มูลค่าการจัดซื้อจัดจ้าง 275,000,000 บาท กำหนดครบสัญญาใน 545 วัน (ระยะเวลาราว 1 ปี 180 วัน) โดยประกาศผลเมื่อมีนาคม 2565

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวตรวจสอบจากระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ พบว่า สถานะของโครงการดังกล่าว ทั้ง 2 บริษัท ได้มีการส่งงานครบตามกำหนดแล้ว