ภารกิจ ETDA ไม่ง่ายแต่ต้องทำ คุม 19+3 แพลตฟอร์มดิจิทัล
การกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลไม่ว่าจะเป็นโซเชียลมีเดีย มาร์เก็ตเพลซ หรือบริการออนไลน์แชริ่งต่าง ๆ เป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญของหลายประเทศทั่วโลก เพราะหากเข้มงวดมากไปก็อาจมีปัญหาหลายด้านตามมาเป็นวัวพันหลัก หรือถ้าอ่อนเกินไปก็อาจจะส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการภายในประเทศ และประชาชนผู้ใช้บริการ
สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ภายใต้การบริหารของ “ชัยชนะ มิตรพันธ์” เป็นหนึ่งในองค์กรที่มีบทบาทในเรื่องการกำกับดูแล ภายใต้กฎหมายที่ซับซ้อนที่สุด นั่นก็คือ “พ.ร.ฎ.การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565” หรือ DPS มีเป้าหมายหลักในการคุ้มครองผู้ใช้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ด้วยการกำหนดให้ธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลต้องแจ้งข้อมูลการประกอบธุรกิจแก่ ETDA
ประกาศ 19+3 แพลตฟอร์ม
ผู้อำนวยการ ETDA กล่าวว่า การดำเนินการตามกฎหมายนี้จะเน้นการจดแจ้งโดยสมัครใจ และเน้นให้แพลตฟอร์มมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลร่วมกันกับภาครัฐ เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับความคุ้มครอง และได้ประโยชน์สูงสุด ขณะเดียวกันก็จะทำให้ธุรกิจแพลตฟอร์มมีความโปร่งใส
สำหรับความคืบหน้าล่าสุดคือ มีการออกข้อกำหนดให้กับแพลตฟอร์มที่ได้สร้างผลกระทบ หรือมีความเสี่ยงสูง จำนวน 19 แพลตฟอร์ม เพิ่มเติม ครอบคลุมแพลตฟอร์มใหญ่ ๆ ที่คนไทยคุ้นเคย ทั้งแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ โซเชียลมีเดีย รวมไปถึงแพลตฟอร์มเรียกรถ เป็นต้น เป็นการเพิ่มดีกรีความเข้มข้นในการกำกับดูแล ไม่ว่าจะเป็นการส่งรายงานแจ้งที่มาของสินค้า เป็นต้น
“แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เราได้ทำงานร่วมกับกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อลดปัญหาสินค้าราคาถูก แต่คุณภาพต่ำ เช่น สินค้าที่ควรมีเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) หรือเครื่องหมาย อย. ต้องจัดระบบตรวจสอบมาตรฐานสินค้าให้ชัดเจน”
ปัจจุบันมีแพลตฟอร์มที่อยู่ในรายการความเสี่ยงแล้ว 19 ราย และกำลังจะมีการประกาศเพิ่มเติมอีก 3 ประเภท
ย้ำยึดกฎดูแลเท่าเทียม
“ประกาศชุดแรก 19 เน้น e-Commerce เป็นหลัก แต่ยังมีปัญหาในการจำแนกประเภทบริการ เช่น Social Commerce และ Sharing Services ซึ่งรวมฟังก์ชั่นการซื้อขายที่ไม่ได้อยู่ในลิสต์แรกด้วย เนื่องจากข้อมูลที่ได้รับแจ้งมา ประเภทที่ 2 จะเพิ่มเติมอีก 3 บริการ เป็นการผสมผสาน Social Commerce และ Sharing Services ที่มีฟังก์ชั่นการซื้อขาย คาดว่าจะประกาศเพิ่มเติมในสิ้นปีนี้”
“ชัยชนะ” กล่าวต่อว่า ต้องระบุให้ชัดว่า อะไร คือ Marketplace อะไรเป็น Social Commerce และประเภท Sharing หากพิจารณาจากแอปพลิเคชั่นในปัจจุบัน ที่ระบุเป็น Delivery แต่ในแอปพลิเคชั่นมีฟังก์ชั่นที่เป็น Mart (บริการซื้อขายของชำผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์) ถามว่าการซื้อขายแบบนี้ถือเป็น “มาร์เก็ตเพลซ” ด้วยไหม ขณะที่ในตอนที่มีการแจ้งบอกว่าเป็นธุรกิจแชริ่ง เป็นต้น
“หลายคนถามว่า ทำไมไม่มี Social Commerce อยู่ในประกาศ ชุดแรกก็เพราะว่า ข้อมูลที่แจ้งมาเราบอกว่าโฟกัสธุรกิจหนึ่ง หรืออีกอันหนึ่งที่จดเป็นโซเชียลมีเดียแต่มีการซื้อขายอยู่ในแอป เราก็ไปเจออีก 3 บริการ จากที่มาจดแจ้งตามกฎหมาย DPS ประมาณ 1,900 กว่าบริการ ที่มีลักษณะ Social Commerce บวกกับ Sharing”
และว่าด้วยเงื่อนไขที่แพลตฟอร์มต้องทำมีมากขึ้น จึงให้เวลาในการเตรียมการถึงสิ้นปีนี้ แต่กระนั้นแพลตฟอร์มบางรายได้ยื่นอุทธรณ์กลับมา โดยอ้างว่าไม่เข้าข่ายตามเกณฑ์ หรือไม่เห็นด้วยกับหน้าที่ที่มีการกำหนด ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่บางบริการระบุว่าตนเป็นเพียงระบบแชริ่ง แต่ในทางปฏิบัติมีฟังก์ชั่นเชิงพาณิชย์ซ่อนอยู่
“ทุกแพลตฟอร์มที่เข้าข่ายต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม” ผอ. ETDA ระบุ
พร้อมช่วยเหลือผู้ค้ารายย่อย
ถามว่าการเพิ่มเติมเงื่อนไขจำนวนมากให้แพลตฟอร์มดิจิทัล โดยเฉพาะอีคอมเมิร์ซต้องดำเนินการ อาจส่งผลให้ผู้ประกอบการร้านค้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายย่อยมีความยากลำบากเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการขอเอกสารเกี่ยวกับสินค้า ผอ. ETDA อธิบายว่า เงื่อนไขหลายอย่างเป็นสิ่งที่พึงกระทำ เช่น การยืนยันตัวตนร้านค้า แพลตฟอร์มต้องรู้จักร้านค้าและยืนยันตัวตนผู้ค้า บัญชีเงินเข้า-ออก เพื่อป้องกันการหลอกลวง
ในส่วนมาตรฐานสินค้า แพลตฟอร์มต้องกำหนดให้ผู้ขายส่งข้อมูลยืนยันว่า สินค้าได้มาตรฐาน (เช่น จาก สมอ. หรือ อย.) ตามกฎหมายของ สคบ. นอกจากต้องมีฉลากสินค้าภาษาไทยแล้ว ยังจะต้องมีการบรรยายสินค้าเป็นภาษาไทยด้วย ทั้งต้องมีกลไกในการมอนิเตอร์ และนำสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานออกจากแพลตฟอร์ม
“เงื่อนไขบางอย่างอาจเป็นภาระสำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก ETDA ก็พร้อมที่จะช่วยเหลือและอำนวยความสะดวก เช่น การประสานงานกับ อย. หรือ สมอ. เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลการรับรองมาตรฐานได้ง่ายขึ้น”
“ชัยชนะ” ย้ำว่า การกำกับดูแลแพลตฟอร์มที่ให้แพลตฟอร์มนั้น ๆ ทำตามเงื่อนไขที่เห็นชอบออกมาร่วมกัน หาก “ไม่ได้ทำหน้าที่ที่กำหนดตามประกาศ” ซึ่งเข้าข่ายทำผิดเกณฑ์ภายใต้ พ.ร.ฎ. DPS กระบวนการบังคับใช้กฎหมายจะเริ่มจากการแจ้งให้แก้ไข หากไม่ดำเนินการจะมีการเตือน สั่งระงับบริการ และหากยังให้บริการต่อจะถือว่า “ให้บริการเถื่อน” และนำไปสู่กระบวนการปรับหรือจำคุกตามกฎหมาย
ยอมรับบังคับจริงไม่ง่าย
ผอ. ETDA กล่าวด้วยว่า แม้กฎหมาย DPS จะมีผลบังคับใช้แล้วมากว่า 2 ปี และจะเข้มข้นยิ่งขึ้นในสิ้นปี 2568 นี้ แต่ต้องยอมรับว่าด้านการบังคับใช้กฎหมายกับบริการดิจิทัล เป็นการ “แก้ไขปัญหาตามหลัง” หลังจากบริการดิจิทัลกำเนิดมาแล้ว และเป็นปัญหาที่ทั่วโลกเผชิญ ทั้งยังมีความซับซ้อนข้ามหลายหน่วยงาน เช่น ปัญหาระหว่างไรเดอร์กับแพลตฟอร์มบริการขนส่งที่ร้องเรียนมายาวนานนับสิบปี โดยไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาแก้ปัญหาได้อย่างชัดเจน
“การกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแพลตฟอร์มข้ามชาติ เขาไม่คุยกับเราในฐานะหน่วยกำกับดูแล แต่จะข้ามไปคุยในระดับรัฐ ดังนั้นอีกทางที่จะเพิ่มอำนาจต่อรองกับแพลตฟอร์มได้ คือการรวมตัวในระดับอาเซียน”
ล่าสุดประเทศไทยได้ร่วมมือกับประเทศลาว ในโครงการสำรวจสถานะการกำกับดูแลแพลตฟอร์มของประเทศในอาเซียน โดยคาดว่าจะได้ผลสำรวจภายในสิ้นปี 2568 และสามารถจัดทำเป็นไกด์ไลน์สำหรับใช้ร่วมกันในภูมิภาค
“การดำเนินการนี้เป็นการสร้าง กระบอกเสียง ที่มีพลังในการเจรจากับแพลตฟอร์มระดับโลก โดยรวมพลังกับประเทศในอาเซียน และประเทศอื่น ๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่ใช่แค่ไทยประเทศเดียวที่ต้องการให้แพลตฟอร์มแก้ไขปัญหา”
สำหรับโครงการที่ร่วมดำเนินการกับลาว ในการสำรวจ “e-Platform Regulation ในอาเซียน” ได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก ASEAN Fund โดยผลการสำรวจจะนำไปสู่การจัดทำไกด์ไลน์การกำกับดูแลแพลตฟอร์มในอาเซียน เพื่อเพิ่มอำนาจในการเจรจากับแพลตฟอร์มดิจิทัล