Skip to content

เปิดร่างประกาศคุม ‘อีคอมเมิร์ซ’ กขค.เล็งปลดล็อกผูกขาด ‘ขนส่ง-ราคา’

17 ก.ย. 2568 | 14:49น.
เปิดร่างประกาศคุม ‘อีคอมเมิร์ซ’ กขค.เล็งปลดล็อกผูกขาด ‘ขนส่ง-ราคา’

ทุกวันนี้การประกอบธุรกิจของเหล่าผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม “อีคอมเมิร์ซ” ไม่ได้มีแค่ส่วนที่เป็น “อีมาร์เก็ตเพลซ” หรือเชลฟ์สินค้าดิจิทัล ที่ผู้บริโภคสามารถเข้ามาเลือกซื้อสินค้าได้ตามสะดวกเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายส่วนที่เชื่อมกันเป็นอีโคซิสเต็ม ไม่ว่าจะเป็น ระบบชำระเงิน (Payment) สินเชื่อ Pay Later และบริการขนส่ง เรียกได้ว่า “ครบลูป” การทำธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

แม้ว่าการมีบริการทุกอย่างจะส่งผลดีกับแพลตฟอร์ม ในแง่ของการบริหารจัดการหลังบ้าน แต่ก็ทำให้หลายฝ่ายมองว่า แพลตฟอร์มกำลังใช้ประโยชน์จากการ “รวมศูนย์” มาสร้างข้อได้เปรียบในการแข่งขัน และมีสิทธิขาดในการตัดสินใจหลาย ๆ เรื่อง เช่น การขึ้นค่าธรรมเนียมการขายปีละ 1-2 ครั้ง และการที่ผู้ซื้อกับผู้ขายไม่มีสิทธิเลือกผู้ให้บริการขนส่งด้วยตนเอง เป็นต้น

ดิสรัปต์อุตสาหกรรมหลัก

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Pay Solutions และในฐานะอนุกรรมาธิการการพาณิชย์ วุฒิสภา ฉายภาพว่า ปัจจุบันการประกอบธุรกิจของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอีมาร์เก็ตเพลซเข้าข่าย “ผูกขาด” และกระทบกับหลายอุตสาหกรรมหลัก เช่น 1.ธนาคาร-แพลตฟอร์มมีดาต้าสำหรับการพิจารณาสินเชื่อทั้งฝั่งร้านค้าและผู้ขาย ทำให้อนาคตไม่จำเป็นต้องพึ่งพาธนาคารเพื่อขอสินเชื่อ

2.ค้าปลีก-พฤติกรรมของผู้บริโภคพึ่งพาช่องทางออนไลน์มากขึ้น 3.ขนส่ง-แพลตฟอร์มรวมศูนย์บริการขนส่งไว้ที่ตนเอง ทำให้มีสิทธิจัดสรรงานให้กับผู้ให้บริการขนส่งแต่ละรายทั้งหมด 4.สื่อ-แพลตฟอร์มมีฐานผู้ใช้จำนวนมาก จึงสามารถต่อยอดเป็นพื้นที่โฆษณาได้ และพร้อมดึงเม็ดเงินโฆษณาจากแพลตฟอร์มอื่น ๆ

“การที่แพลตฟอร์มสามารถขยายการให้บริการได้ในหลายกลุ่มธุรกิจ เกิดจากที่ช่วงแรกเขาใช้เงินจำนวนมหาศาลเข้ามาทุ่มตลาด ให้บริการฟรี ลดแลกแจกแถม จนสามารถคุมตลาดได้ ซึ่งปัจจุบันสินค้าที่ขายบนอีมาร์เก็ตเพลซมีสูงถึงร้อยล้านชิ้น และประมาณการยอดขายได้เป็นหลักล้านล้านบาท”

เผยไส้ในร่างประกาศ “อีคอมเมิร์ซ”

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของอุตสาหกรรมที่สะท้อนนัยการยึดตลาดแบบ “เบ็ดเสร็จ” นำมาซึ่งมูฟเมนต์ในการกำกับดูแลจาก “สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า” (กขค.) เพื่อให้เกิดการแข่งขันทางการค้าอย่างเสรี และเป็นธรรม ผ่านการออกร่างประกาศฉบับใหม่ ที่มีชื่อว่า “แนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมและการกระทำอันเป็นการผูกขาด หรือลดการแข่งขัน หรือจำกัดการแข่งขันในการประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มหลายด้าน (Multisided Platform) ประเภทธุรกิจบริการดิจิทัลแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าหรือบริการ (e-Commerce)” โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 17 (3) แห่ง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 และมีใจความสำคัญ ดังนี้

การปฏิบัติทางการค้าของผู้ประกอบธุรกิจดิจิทัลแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าหรือบริการกับผู้ประกอบธุรกิจใด ทั้งผู้ขาย (Seller) ผู้ให้บริการรับและขนส่ง (Carrier) ผู้ให้บริการโฆษณา (Media Advertiser) และผู้ให้บริการการชำระเงิน (Payment Gateway) ให้ยึดหลักการประกอบธุรกิจที่เป็นธรรม ซึ่งต้องเป็นพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่มีลักษณะเป็นการกีดกัน การบังคับ การกำหนดเงื่อนไขอันเป็นการจำกัดสิทธิ การเลือกปฏิบัติ การเอื้อประโยชน์ การร่วมกันกระทำการ หรือการกระทำใด ๆ อันก่อให้เกิดการผูกขาด หรือลดการแข่งขัน หรือจำกัดการแข่งขันในการประกอบธุรกิจ

และต้องเป็นพฤติกรรมทางการค้าที่มีเหตุผลอันสมควรรับฟังได้ด้วยเหตุผลอันชอบธรรมในทางเศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ หรือการตลาด และการปฏิบัติทางการค้าของผู้ประกอบธุรกิจดิจิทัลแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าหรือบริการ ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดการผูกขาด หรือลดการแข่งขัน หรือจำกัดการแข่งขัน มีแนวทางการพิจารณาพฤติกรรมทางการค้าอันเข้าข่ายเป็นพฤติกรรมต้องห้าม ดังต่อไปนี้

1.พฤติกรรมด้านราคา (Price Behavior) ประกอบด้วย 1) การกำหนดให้ตั้งราคาจำหน่ายสินค้าหรือบริการ ที่ต่ำกว่าต้นทุนรวมเฉลี่ย (Price Below Cost) โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร 2) การกำหนดให้ตั้งราคาจำหน่ายสินค้าหรือบริการเท่ากันทุกช่องทางการจำหน่ายและห้ามไม่ให้ตั้งราคาจำหน่ายสินค้า หรือบริการบนดิจิทัลแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าหรือบริการ (e-Commerce) อื่นในอัตราที่ต่ำกว่าการวางจำหน่ายบนช่องทางการค้าของตน (Rate Parity Clause)

3) การกำหนดราคาขายต่อ (Resale Price Maintenance) โดยให้ตั้งราคาจำหน่ายสินค้า หรือบริการตามที่กำหนด หากไม่ปฏิบัติตามจะปฏิเสธการให้จำหน่ายสินค้าหรือบริการ (Refusal to Deal) บนดิจิทัลแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าหรือบริการ (e-Commerce) ของตน 4) การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมส่วนแบ่งรายได้ (Commission Fee) ค่าใช้จ่ายเพื่อการโฆษณาด้วยวิธีการใด ๆ (Advertising/Affiliate Ads Fee) ค่าใช้จ่ายเพื่อการใช้บริการขนส่งหรือเข้ารับสินค้าบนดิจิทัลแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าหรือบริการ (Logistic/Pickup Fee) ค่าใช้จ่ายเพื่อส่งเสริมการขาย (Promotion Fee) หรือค่าธรรมเนียมการชำระเงิน (Payment Fee) รวมถึงผลประโยชน์อื่นใด โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

2.พฤติกรรมทางการค้าอื่น (Nonprice Behavior) ประกอบด้วย 1) การกีดกันการมองเห็นสินค้าหรือบริการของผู้ขาย (Seller) ซึ่งใช้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าหรือบริการ (e-Commerce) โดยใช้ระบบอัลกอริทึมปิดกั้นหรือจำกัดการมองเห็น และให้สิทธิพิเศษเอื้อประโยชน์เฉพาะตน (Self-preferencing) หรือของผู้ขายรายอื่นที่ตนได้รับผลประโยชน์มากกว่า โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เช่น จัดวางสินค้าของตนในตำแหน่งที่เป็นจุดเด่นบนพื้นที่หน้าแรก

2) การบังคับให้เลือกหรือยอมรับเงื่อนไขใด ๆ โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เช่น บังคับเลือกบริการรับและขนส่งสินค้า (Carrier) โดยต้องใช้บริการรับและขนส่งสินค้าของผู้ประกอบธุรกิจดิจิทัลแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าหรือบริการ (e-Commerce) หรือที่กำหนดไว้เท่านั้น ไม่สามารถเลือกใช้บริการขนส่งหรือบริการเข้ารับสินค้าอื่นใดตามความประสงค์ของผู้ขายได้

3) การกำหนดเงื่อนไขอันเป็นการจำกัดสิทธิ (Exclusive Dealing) โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร 4) การเลือกปฏิบัติ (Discrimination) โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร 5) การเอื้อประโยชน์ โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร 6) การร่วมกันกระทำการระหว่างผู้ประกอบธุรกิจดิจิทัลแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าหรือบริการ (e-Commerce) ที่แข่งขันในตลาดเดียวกัน หรือระหว่างผู้ประกอบธุรกิจซึ่งใช้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าหรือบริการ (e-Commerce) ซึ่งเป็นคู่ค้ากัน ที่มีลักษณะเป็นการตกลงอันมีผลบังคับและไม่มีผลบังคับ ทั้งในรูปแบบเป็นลายลักษณ์อักษรหรือรูปแบบอื่นใดซึ่งบ่งชี้ได้ว่ามีการตระหนักรู้ว่ามีการกระทำร่วมกัน

7) การกระทำใด ๆ อันก่อให้เกิดการผูกขาด หรือลดการแข่งขัน หรือจำกัดการแข่งขัน เช่น การประวิงเวลาจ่ายค่าสินค้าหรือบริการ การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขทางการค้าโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้าในระยะเวลาที่เหมาะสม เป็นต้น ทั้งนี้ ร่างประกาศฉบับดังกล่าวจะเปิดรับฟังความคิดเห็น จนถึงวันที่ 18 ก.ย. 2568 ผ่านช่องทางเว็บไซต์ www.tcct.or.th และระบบกลางทางกฎหมาย www.law.go.th

หลาย ปท.ออกกฎคุม “แพลตฟอร์ม”

รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม รองประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า กล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งกำกับดูแล “อีคอมเมิร์ซ” ให้ครอบคลุมเพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ประกอบธุรกิจรายย่อยและผู้บริโภค ในหลายประเทศได้เริ่มออกกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการห้ามเชื่อมโยงข้อมูลหลายแพลตฟอร์ม เพราะเป็นสิ่งที่ทำลายการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เช่น ประเทศญี่ปุ่น มี Mobile Smartphone Competition Act (MSCA) ที่ใช้บังคับแล้ว ส่วนประเทศไทยและกลุ่มอาเซียน ก็อยู่ในขั้นตอนการจัดทำแนวทางการกำกับดูแลเศรษฐกิจแพลตฟอร์มเช่นกัน

“อาเซียนตื่นตัวกับเรื่องนี้มาก หลายประเทศเริ่มออกกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ส่วนไทยก็มีการศึกษาตัวอย่างในต่างประเทศ เช่น Digital Markets Act ของสหภาพยุโรป และกำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างประกาศฉบับนี้อยู่”

คุม อีคอมเมิร์ซ

ขั้นตอนเคาะร่างประกาศ

ผศ.ดร.วิษณุ วงศ์สินศิริกุล เลขาธิการ กขค. กล่าวว่า หลังจบขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็น สำนักงาน กขค. จะนำความคิดเห็นที่ได้รับมาใช้ประกอบการปรับปรุงร่างประกาศให้มีความรัดกุมและสอดคล้องกับบริบททางธุรกิจมากยิ่งขึ้น และเสนอต่อคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เมื่อคณะกรรมการมีมติเห็นชอบ สามารถประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ทันที

โดยสำนักงาน กขค.วางกรอบว่า การจัดทำร่างประกาศจะแล้วเสร็จภายในเดือน ต.ค. 2568 ส่วนการประกาศในราชกิจจานุเบกษาต้องรอดูตามไทม์ไลน์อีกที แต่เมื่อประกาศใช้แล้วจะมีผลบังคับใช้ตามวันที่ระบุไว้ทันที ถ้าผู้ให้บริการแพลตฟอร์มฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม จะมีการตรวจสอบสถานภาพ “อำนาจเหนือตลาด” และพิจารณาโทษตามมาตราที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560

“ในช่วงที่มีการเปิดรับฟังความคิดเห็น ยังไม่ได้มีการพูดคุยกับกลุ่มผู้ให้บริหารแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซนอกรอบ แต่ทางแพลตฟอร์มสามารถส่งความคิดเห็นมาในระบบกลางได้ ซึ่งล่าสุดยังไม่มีความคิดเห็นที่ระบุว่ามาจากแพลตฟอร์มเข้ามา”

ชี้มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาเยอะ

ผศ.ดร.วิษณุกล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมา กขค.ได้รับแจ้งเรื่องร้องเรียนในธุรกิจอีคอมเมิร์ซเข้ามาค่อนข้างเยอะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบังคับเลือกขนส่ง หรือการบังคับทำโปรโมชั่น ซึ่งจริง ๆ แล้วพฤติกรรมเหล่านี้สามารถกำกับดูแลได้ภายใต้ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 แต่การออกร่างประกาศฉบับนี้มาเพิ่มเติมจะช่วยให้การกำกับดูแลเรื่องการแข่งขันในธุรกิจอีคอมเมิร์ซเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

โดยหลังร่างประกาศบังคับใช้อย่างเป็นทางการ คาดว่าปัญหาเรื่องการบังคับเลือกขนส่งจะเบาบางลง และค่อย ๆ หายไป รวมถึงการให้พื้นที่แสดงสินค้าร้านหนึ่งพิเศษกว่าร้านอื่นด้วย เพราะเป็นพฤติกรรมที่สะท้อนถึงการกีดกันทางการค้าอย่างชัดเจน ส่วนเรื่องค่าธรรมเนียมการขาย สำนักงาน กขค.ไม่มีอำนาจในการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม แต่ร่างประกาศฉบับนี้จะช่วยควบคุมพฤติกรรมสุ่มเสี่ยง เช่น การขึ้นค่าธรรมเนียมในเวลาไล่เลี่ยกัน หรือมีรอบการปรับค่าธรรมเนียมที่ถี่เกินไป เป็นต้น

เลขาธิการ กขค.ทิ้งท้ายว่า การกำกับดูแลเรื่องการแข่งขันทางการค้าในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ตามหน้าที่ของสำนักงาน กขค.จะโฟกัสที่กลุ่ม “ผู้ประกอบธุรกิจ” เป็นหลัก แต่ก็มีการทำงานร่วมกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เพื่อร่าง “พ.ร.บ.เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม” ที่จะมีการกำกับดูแลครอบคลุมในส่วนของ “ผู้บริโภค” ด้วย แต่ปัจจุบันสถานะของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ มีมติจากคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลชุดก่อนหน้าให้ทั้งสองหน่วยงานกลับมาศึกษาเพิ่มเติม