การออกเกณฑ์คุมค่า GP (Gross Profit) ค่าบริการหรือค่าธรรมเนียมการใช้งานที่ร้านค้าต้องจ่ายให้แพลตฟอร์ม กลายเป็นประเด็นร้อนแรงอีกครั้งเมื่อ “ไชยชนก ชิดชอบ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) คนใหม่ ประกาศเป็น 1 ใน 5 นโยบาย “Quick Big Win” ในขาของ “ภัยเศรษฐกิจ” อีก 4 ด้าน ได้แก่ ภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภัยความมั่นคง ภัยสังคม และ 5.การบริหารภาครัฐ
ร่วมมือแต่ (ยัง) ทำไม่ได้
เมื่อเร็ว ๆ นี้ รัฐมนตรี “ไชยชนก” เปิดเผยว่า ได้มีการหารือในเบื้องต้นกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซบางรายแล้ว โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการลดค่า GP แต่ได้รับคำตอบว่ายังไม่สามารถทำได้ ด้วยเหตุผลว่าจะกระทบโมเดลธุรกิจ และอาจทำให้การปรับขึ้นเพื่อสร้างความสมดุลทำได้ยากหรือไม่ได้อีก จึงเสนอแนวทางในการให้ความร่วมมือในรูปแบบอื่น ๆ

“รัฐจะไม่ยอมปล่อยให้ประชาชนเสียเปรียบ หากไม่ลด ก็ต้องมีโซลูชั่นอื่นที่ช่วยลดภาระให้ผู้ค้า อย่างเช่น การส่งเสริมศักยภาพการขายให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น”
ตามถ้อยแถลงนโยบายว่า กระทรวงดีอีโดยหน่วยงานในสังกัด นอกจากต้องเป็น “ผู้นำ” ในการส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการดิจิทัล เพื่อช่วยลดผลกระทบจากเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นได้ ยังต้องสนับสนุนการแก้ไขปัญหาการผูกขาดของแพลตฟอร์มรายใหญ่ โดยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาการกำหนดมาตรการกำกับดูแลการแข่งขันที่เป็นธรรม พร้อมไปกับการส่งเสริมแนวทางการสร้างความสมดุลระหว่างผู้ประกอบการแพลตฟอร์ม และประชาชนทั้งที่เป็นผู้บริโภค และผู้ให้บริการในแพลตฟอร์ม รวมถึงการให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัย
ทำไมต้องคุมค่า GP
“ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” ทั้งในฐานะผู้ประกอบการและคณะอนุกรรมาธิการ แพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ วุฒิสภา ได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการขึ้นค่าธรรมเนียม และค่า GP ของแพลตฟอร์มหลายครั้งในรอบปี โดยเน้นย้ำว่า แม้เป็นการพยายามสร้างรายได้ที่มั่นคง เพื่อทำให้การขาดทุนสะสมหลายปีเข้าสู่จุดคุ้มทุน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการค่อย ๆ ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมกำลังกัดกินรายได้ และกำไรของผู้ประกอบการรายย่อยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โดยตลาดอีคอมเมิร์ซมีอิมแพ็กต์สูงต่อเศรษฐกิจไทย โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ภายในปี 2568 คาดว่าตลาดจะเติบโต 6.4% มีมูลค่ารวม 7.7 แสนล้านบาท ชะลอลงจากปีที่ผ่านมาที่โตถึง 9.2% เนื่องจากกำลังซื้อไม่ฟื้น ทั้งอีมาร์เก็ตเพลซ ยังเป็นช่องทางยอดนิยม ขณะที่แพลตฟอร์มยังมีกำไรต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 แต่ก็ต้องเผชิญหลายปัจจัยท้าทาย เช่น การแข่งขันที่รุนแรง ความคาดหวังของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น เป็นต้น
ETDA ผนึก กขค.
ด้าน ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เปิดเผยว่า อยู่ระหว่างการหารือกับคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เพื่อประเมินความเป็นไปได้ และความเหมาะสมในการใช้อำนาจกำกับดูแลแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เนื่องจากมีความทับซ้อนกันของอำนาจหน้าที่ว่า “คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์” ภายใต้ ETDA มีอำนาจตามกฎหมายเพียงพอในการกำหนดค่า GP หรือไม่

อีกประการคือ บทบาท กขค. สามารถใช้อำนาจกฎหมายแข่งขันทางการค้าเข้ามากำกับดูแลกรณีที่แพลตฟอร์มอาจใช้อำนาจเหนือตลาด ขึ้นค่า GP อย่างไม่เป็นธรรมได้หรือไม่ ?
“ในเบื้องต้นที่หารือกับ กขค. ตอนนี้ยังไม่มีอำนาจในการตัดสินว่าพฤติการณ์ขึ้นค่า GP ของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเป็นการผูกขาดทางการค้า เนื่องจากยังไม่มีผู้ร้องหรือมีเหตุให้ต้องตัดสิน จึงยังไม่นำไปสู่การบังคับใช้อำนาจตัดสิน แต่ กขค.ก็บอกว่า พวกเขา “สงสัย” ในพฤติการณ์ได้ และร้องขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบได้ ซึ่ง ETDA สามารถรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นในการตอบข้อสงสัยของ กขค. หากพบว่าเป็นการผูกขาดตามข้อสงสัยก็สามารถชี้มูลไปที่ กขค. เพื่อให้ กขค.ใช้อำนาจตัดสินออกเกณฑ์กำกับดูแลค่า GP ได้”
“ชัยชนะ” กล่าวต่อด้วยว่า แต่ความยากคือ โครงสร้างของค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซมีความซับซ้อนสูง มีการคิดค่าบริการจำนวนมากที่ยังไม่เข้าใจ เช่น ในค่า GP มีรวมค่าโครงสร้างพื้นฐานแพลตฟอร์ม (Platform Infrastructure Fee)
“ต้องยอมรับว่าเราต้องศึกษาเรื่องนี้ใหม่ก่อน การศึกษาโครงสร้างราคาค่า GP จึงจะใช้เวลายาวนานกว่าที่คิด”
แพลตฟอร์มขยับขึ้นราคา
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า อีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์ม “ช้อปปี้” (Shopee) ได้ประกาศอัพเดตเงื่อนไขการหักค่าธรรมเนียมใหม่เพิ่มเติม “PlatformInfrastructure Fee” หรือ “ค่าธรรมเนียมโครงสร้างพื้นฐานแพลตฟอร์ม” โดยเรียกเก็บเพิ่ม 1.07 บาท (รวม VAT แล้ว) ต่อคำสั่งซื้อที่สำเร็จ ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา
โดยระบุด้วยว่า ค่าธรรมเนียมนี้มีเป้าหมายเพื่อนำไปใช้พัฒนาระบบหลังบ้าน และเทคโนโลยี AI เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้งาน และจะถูกหักจากร้านค้าที่มีคำสั่งซื้อเกิน 100 คำสั่งซื้อต่อเดือนเท่านั้น
ค่าธรรมเนียม 1.07 บาท จะคิดเมื่อการซื้อขายสถานะสำเร็จแล้วเท่านั้น โดยค่าธรรมเนียมจะถูกหักโดยตรง ก่อนถูกหักเข้า Seller Balance ของผู้ขาย
เช่นกันกับ TikTok Shop ที่ประกาศใช้ค่าธรรมเนียม Platform Infrastructure Fee ที่ 1.07 บาทเช่นเดียวกัน ตั้งแต่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา สำหรับผู้ขายที่มีออร์เดอร์ 100 ชิ้นขึ้นไป
ขณะที่ “ลาซาด้า” (Lazada) มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในลักษณะคล้ายกัน เรียกว่า Marketplace Service Fee สำหรับร้านค้า “LazMall” แยกย่อยตามประเภทสินค้า เช่น บัตรกำนัลดิจิทัล 7.0% สินค้าอุปโภคบริโภค 13.0% สินค้าทั่วไป 10.5-13.0% เป็นต้น (ข้อมูลล่าสุด 28 ก.ย. 2568)
ผู้ค้าแบกอะไรบ้าง
เท่ากับว่าผู้ประกอบการที่ขายของบนแพลตฟอร์มจะต้องเจอกับค่าธรรมเนียมหลัก ๆ 3 ประเภทได้แก่
1.ค่าคอมมิชชั่นขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อุปโภคบริโภค แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ ฯลฯ2.ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน 3.21% บาท ต่อจำนวนเงินที่ลูกค้าจ่าย3.ค่าธรรมเนียม Platform Infrastructure Fee 1.07 บาท ต่อคำสั่งซื้อ
การปรับค่าธรรมเนียมประเภทใหม่นี้ เป็นสัญญาณให้ร้านค้าที่เน้นการขายของชิ้นเล็กแต่มีจำนวนยอดขายมาก (สูงกว่าร้อยชิ้น) บนอีมาร์เก็ตเพลซ ต้องบริหารต้นทุนมากกว่าเดิม ไม่รวมค่าบริการอื่น ๆ เช่น การเข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมการขายและการใช้งานการผ่อนชำระกับแพลตฟอร์มเอง
น่าสนใจว่าโซลูชั่นอื่นที่ช่วยลดภาระให้ผู้ประกอบการจะเป็นเช่นไร และจะทำให้นโยบายการออกเกณฑ์คุมค่า GP หนึ่งใน Quick Big Win ของกระทรวงดีอีเป็นจริงได้แค่ไหน โปรดติดตาม