Skip to content

ปี 2026 Agent AI มาถึงแล้ว ปรับตัวอย่างไรให้รอด

24 ธ.ค. 2568 | 15:19น.
ปี 2026 Agent AI มาถึงแล้ว ปรับตัวอย่างไรให้รอด

แม้การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเกิดมาหลายสิบปีแล้ว แต่คลื่นที่เปลี่ยนแปลงการทำงาน และปฏิวัติอุตสาหกรรมจริงเพิ่งเริ่มไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลังมี Generative AI ซึ่งในปี 2026 ชัดเจนแล้วว่าการนำ Agent AI มาใช้ในการทำงานจะเริ่มต้น และแพร่หลายอย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่ใช่แค่ Agent เดียว แต่เป็น Muti Agent ที่รันแทบทั้งบริษัท

“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับ “อุกฤษฏ์ วงศราวิทย์” ประธานเจ้าหน้าที่สายงานปฏิบัติการ และประธานบริหารสายงานโซลูชั่น และเทคโนโลยี บริษัท จีเอเบิล จำกัด (มหาชน) หรือ G-ABLE ดังนี้

จุดเปลี่ยนภูมิทัศน์ธุรกิจ

“อุกฤษฏ์” กล่าวว่าจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์มนุษย์ในอดีต คือการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างถอนรากถอนโคน เช่นกันกับการมาถึงของเทคโนโลยี AI ที่กำลังก่อตัวขึ้นในปัจจุบัน ถือเป็นคลื่นการเปลี่ยนแปลงที่ทรงพลัง และหลีกเลี่ยงไม่ได้

“การปฏิวัติ AI เปลี่ยนรูปแบบการทำงานที่ต้องใช้พลังความคิด และการทำงานซ้ำ ๆ สู่ระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนโดย AI งานในลักษณะ Developer, Call Center, หรือนักกฎหมายที่ร่างสัญญาจะโดนทดแทนด้วย AI ทำให้บทบาทมนุษย์เปลี่ยนไปสู่การใช้จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อกำหนดเป้าหมายและตรวจสอบผลลัพธ์จาก AI”

จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือ AI กำลังพัฒนาจากสถานะที่เป็นเพียงเครื่องมือส่วนบุคคล ที่พนักงานใช้เพิ่มประสิทธิภาพ ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางธุรกิจขององค์กรในรูปแบบ Agent System

“AI จะไม่ได้เป็นแค่ผู้ช่วย แต่กลายเป็นกลไกหลักในการดำเนินธุรกิจ และการสร้างคุณค่า หากองค์กรเพิกเฉยต่อการเปลี่ยนแปลงนี้อาจตกยุคและหายไป เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจ ไม่ใช่แค่การนำเทคโนโลยีมาเสริมเพียงบางส่วน ทั้งภัยอันตรายด้านความปลอดภัย และอาชญากรรมไซเบอร์จะซับซ้อนขึ้นมาก เช่น การแฮกข้อมูลเพื่อส่งอีเมล์สแกมในนามองค์กรใหญ่ หากองค์กรไม่พร้อมด้าน Security สำหรับ AI หรือไม่มีการวางระบบ Zero Trust ก็จะตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีได้ง่ายขึ้น”

ความชัดเจนของคลื่นลูกใหม่

“อุกฤษฏ์” อ้างถึงรายงานของ Gartner ที่ว่าปี 2026 เป็นปีแรกที่ระบุชัดเจนว่า แนวโน้มเทคโนโลยีที่สำคัญ 10 ข้อล้วนเกี่ยวข้องกับ AI สะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นใน 3-5 ปีข้างหน้า

แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก กลุ่มแรก การสังเคราะห์คุณค่า (The Synthesis) โดยเน้นย้ำ Multi-Agent System เป็นแนวคิดที่สำคัญที่สุด คือการใช้ AI หลายตัวที่ทำงานประสานกันเสมือนเป็นทีมงานมนุษย์ (เช่น มี AI ทำหน้าที่ Research, เขียน Content, บรรณาธิการ) เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ซับซ้อน เปลี่ยนจากการใช้ AI แบบปัจเจก (Individual) ไปสู่การฝัง AI ในกระบวนการขององค์กร (Organizational Integration)

ที่ตามมาคือ ความชำนาญเฉพาะด้านขององค์กร ต้องนำไปสร้าง Domain-Specific Language Model (DSLM) หรือโมเดล AI ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง (เช่น ข่าวธุรกิจ, การแพทย์) แทนโมเดลความรู้กว้าง (LLM) แบบทั่วไป อีกเทรนด์คือ Physical AI ที่ผสาน AI เข้ากับโลกกายภาพ เช่น หุ่นยนต์ หรืออุปกรณ์ IoT

กลุ่มที่ 2 เป็นรากฐานของการสร้างมัลติ เอเจนต์ คือการสร้างสถาปัตยกรรมที่เป็นการสร้างแพลตฟอร์มข้อมูล AI-Native Development Platform แพลตฟอร์มที่ใช้ AI ช่วยทุกขั้นตอนของการพัฒนาซอฟต์แวร์ ตั้งแต่เก็บ Requirement, ออกแบบ, เขียนโค้ด, ทดสอบ จนถึงการผสานระบบ (SI)

AI Supercomputing Platform บริการแพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงสำหรับองค์กรที่ต้องการรัน AI แต่ไม่สามารถลงทุนด้านฮาร์ดแวร์เองได้ รวมถึงสร้าง Confidential Computing เทคโนโลยีที่ช่วยประมวลผลข้อมูลที่ละเอียดอ่อนได้โดยไม่ต้องถอดรหัสเพื่อเพิ่มความปลอดภัยสูงสุด

กลุ่มที่ 3 คือ The Vanguard ระบบความปลอดภัย การป้องกันที่ใช้ AI-Driven Threat Prediction คาดการณ์และป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์, Digital Provenance/Forensics การใช้เทคโนโลยีตรวจสอบและติดตามต้นตอข้อมูลดิจิทัลว่ามาจากแหล่งที่เชื่อถือได้จริงหรือไม่ รวมถึง AI Security Platform เพื่อป้องกัน AI เช่น การป้องกันข้อมูลรั่วไหลออกจากโมเดล AI

“AI กำลังจะพลิกโฉมทุกอุตสาหกรรมในระดับที่ลึกซึ้งกว่ายุคอินเทอร์เน็ต ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นในการอยู่รอด องค์กรต้องมองว่า AI คือแกนหลักของธุรกิจ”

การเตรียมความพร้อมมี 4 ด้าน 1.กำหนดวิสัยทัศน์ มอง AI เป็นศูนย์กลางของกลยุทธ์ธุรกิจ 2.สร้างวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมที่ทำให้ข้อมูลพร้อมใช้งาน 3.ปรับเปลี่ยนองค์กร บริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านบุคลากร, วัฒนธรรม และกระบวนการทำงาน 4.วางรากฐานด้านความปลอดภัยเพื่อรองรับความเสี่ยงใหม่ ๆ จาก AI

มุ่ง AI-Tech Solution

“อุกฤษฏ์” ย้ำว่า G Able เป็นหนึ่งในบริษัทที่เผชิญการปรับตัวมาทุกยุค ในยุคเอไอก็ด้วย จากวันที่เปลี่ยนตนเองจากผู้ทำโครงข่าย มาเป็น SI และกำลังผันตัวเป็น Tech Solution Provider ที่มีซอฟต์แวร์ของตนเอง ได้แก่ InsightEra แพลตฟอร์ม Social Listening และวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เริ่มนำ AI เข้ามาเสริม

และ BlenData ซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูลที่เติบโตอย่างมากใน 3 ปีที่ผ่านมา รวมถึงระบบงานด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ และแพลตฟอร์มเอไอที่มีองค์กรจำนวนมากกำลังเตรียมความพร้อมใช้เอเจนต์เอไอบนแพลตฟอร์มของ G Able

“เรามองว่าระยะแรก การใช้ AI เช่น ChatGPT เป็นเพียงการเพิ่มประสิทธิภาพระดับบุคคล แต่ก้าวต่อไปที่สำคัญ คือการนำ AI เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างธุรกิจ เราจึงมุ่งเน้นการสร้าง AI Platform หรือที่เรียกว่า AI Factory เพื่อให้องค์กรต่าง ๆ นำ AI มาทดลองและใช้บนโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมใช้งานได้ทันที”

โดยบริษัทให้ความสำคัญกับ 3 องค์ประกอบหลักที่เป็น “เชื้อเพลิง” และโครงสร้างพื้นฐาน 1.Data ที่มีซอฟต์แวร์ BlendData (Big Data Analytics) ที่เป็น IP ของตนเองช่วยบริหารจัดการข้อมูลจำนวนมหาศาล

2.Multi-Agent System เป็นเทรนด์ใหม่ที่กำลังมุ่งไป AI จะทำงานร่วมกันหลายตัวเหมือน “พนักงาน” ในแผนกต่าง ๆ เช่น ตัวหนึ่งรีเสิร์ชข้อมูล อีกตัวเขียนคอนเทนต์ อีกตัวตรวจสอบ) เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ลึกและซับซ้อนกว่า AI ทั่วไป

3.Cyber Security (Zero Trust) การสร้างความปลอดภัยให้แพลตฟอร์ม AI เพื่อป้องกันภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ๆ และการรั่วไหลของข้อมูลองค์กร

“เชื่อว่าใน 3-5 ปีข้างหน้า องค์กรที่ประยุกต์ใช้ AI ในฐานะ Core Business และมีระบบ Data ที่ดีจะเป็นผู้ชนะในตลาด และเราเองตั้งเป้าที่จะเป็นผู้นำในการช่วยให้ธุรกิจไทยผ่านพ้นช่วง AI Transformation ไปได้ เหมือนเราสร้างโรงงานสำเร็จรูปที่มีเครื่องจักรทันสมัยเตรียมไว้ให้ แทนที่บริษัทต่าง ๆ ต้องสร้างโรงงานเองก็มาเช่าพื้นที่ และเริ่มกระบวนการผลิตได้ทันที”