ดีอีเตือนข่าวปลอม “กัมพูชาเร่งรื้อถอนเขื่อนกันคลื่น 73 หลังจากโดนฝ่ายไทยข่มขู่” สร้างความสับสน เข้าใจผิดในสังคม
นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน
ทั้งนี้ ในวันที่ 21 ธันวาคม 2568 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 165,453 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 7,667 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือข้อความที่มาจาก Social Listening 7,665 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line 2 ข้อความ
โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 47 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 15 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 9 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 6 เรื่อง ได้แก่
- อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง กัมพูชาเร่งรื้อถอนเขื่อนกันคลื่น 73 หลังจากโดนฝ่ายไทยข่มขู่
- อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง ทบ.ควบคุมพื้นที่ปราสาทตาควายและเนิน 350 พร้อมนำร่างทหารกล้า 2 นายกลับพื้นที่ส่วนหลัง
- อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง ทำลายฐานที่มั่น ยึดคืนพื้นที่บ้านท่าเส้น-กาสิโนทมอดา จ.ตราด ได้สำเร็จ
- อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง ไทยโจมตีโรงเรียนประถมศึกษาในเขตเศรษฐกิจพิเศษทมอดา ประเทศกัมพูชา
- อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง ธงชาติกัมพูชาโบกสะบัดเหนือช่องอานม้า ระหว่าง เนิน 677-เนิน 500
- อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ไทยจัดฉากเหตุการณ์แนวรบปราสาทตาควาย
- อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง เปิดรับทำใบขับขี่ออนไลน์ถูกกฎหมาย ไม่ต้องสอบเองที่ขนส่ง ผ่านเพจ คน ล่าฝัน
- อันดับที่ 8 ข่าวปลอม เรื่อง ไทยใช้ปืนเล็กยาวและระเบิด โจมตีรถสาธารณะของพลเรือน
- อันดับที่ 9 ข่าวจริง เรื่อง กนง.ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จากร้อยละ 1.50 เหลือร้อยละ 1.25 ต่อปี
สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวปลอม : เรื่อง “กัมพูชาเร่งรื้อถอนเขื่อนกันคลื่น 73 หลังจากโดนฝ่ายไทยข่มขู่” กระทรวงดีอีได้ประสานงานร่วมกับกองทัพเรือ กระทรวงกลาโหม ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” โดยกองทัพเรือชี้แจงว่าไม่ได้ออกคำสั่งหรือกดดันฝ่ายกัมพูชาแต่อย่างใด ซึ่งเป็นเพียงการเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาดำเนินการรื้อถอนเขื่อนกันคลื่นในพื้นที่ชายแดนทางทะเลบริเวณหลักเขตที่ 73 ที่แสดงถึงความกังวลต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตามแนวชายฝั่งและความมั่นคง ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดน
อีกทั้งการสื่อสารทั้งหมดทำผ่านกลไกความร่วมมือชายแดนตามกรอบทวิภาคี คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) การรื้อถอนเขื่อนกันคลื่นเป็นการตัดสินใจของเอกชนฝ่ายกัมพูชาเอง ไม่ได้เกิดจากคำสั่งหรือข้อเรียกร้องจากไทย กองทัพเรือยังคงยึดแนวทางสันติ ใช้การเจรจาและความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นหลัก เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและผลประโยชน์ร่วมของทั้งสองประเทศในระยะยาว