อีริคสัน อ่านเทรนด์ 5G-AI ชงเร่งใช้ 3500MHz ก่อน 6G
แอนเดอร์ส เรียน
คอลัมน์ : สัมภาษณ์
นับถอยหลัง 30 วัน จะมีการรายงานผลกระทบการย้ายผู้ชมโทรทัศน์ระบบ C-Band ซึ่งคาบเกี่ยวกับคลื่นความถี่ 3500MHz ให้ย้ายมาสู่ Ku-Band ใน เม.ย. ปี 2572 ที่จะถึง โดยให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) พิจารณาเห็นชอบ สำหรับการจัดสรรคลื่นใหม่ที่เป็นส่วนหนึ่งของแผนที่นำทางทีวีดิจิทัล
นับเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการ “จัดสรร” คลื่นความถี่ 3500MHz มาใช้ในกิจการโทรคมนาคม 5G หลังโดนโต้แย้งจากฝั่งโทรทัศน์ว่าหากไม่จัดสรรความถี่ให้ดีอาจกระทบกับผู้ชมโทรทัศน์ 10 ล้านรายได้
สำหรับความถี่ 3500MHz มีความสำคัญยิ่งในอุตสาหกรรม 5G โดยเฉพาะในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และคอนเทนต์วิดีโอเติบโต
“ประชาชาติธุรกิจ” พูดคุยกับ “แอนเดอร์ส เรียน” ประธานบริษัท อีริคสัน ประเทศไทย หนึ่งในผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน และโครงข่ายโทรคมนาคมรายใหญ่ที่อยู่คู่กับประเทศไทยมากว่า 120 ปี เกี่ยวกับนำคลื่น 3500MHz มาใช้งานอย่างจริงจังในยุค 5G และการเตรียมตัวสำหรับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในยุคถัดไปที่ 6G กำลังจะเริ่มใช้งานเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2573
AI-UGC ดันทราฟฟิก 5G
รายงาน Ericsson Mobility Report ฉบับล่าสุด (มิ.ย. 2569) ระบุว่า เครือข่ายจำเป็นต้องวิวัฒนาการจากการเชื่อมต่อแบบ Best-Effort Connectivity ไปสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ ปัจจุบันมีผู้ใช้งาน 5G กว่า 3.1 พันล้านรายทั่วโลก และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 6.4 พันล้านรายภายในปี 2031 ครอบคลุมประชากรโลกประมาณ 60% โดยเฉพาะในย่านความถี่ Mid-Band
ทำให้ภายในปี 2027 เทคโนโลยี 5G จะกลายเป็นเทคโนโลยีหลักที่มีผู้ใช้สูงสุดแซงหน้า 4G
สำหรับในประเทศไทย มีผู้ใช้ 5G ประมาณ 33.5 ล้านราย (36%) และคาดว่าจะพุ่งสูงถึง 93 ล้านราย (90%) ภายในปี 2031 ขณะที่ปริมาณการใช้ข้อมูลในปี 2025 อยู่ที่ราว 34.4 GB ต่อเดือนต่อราย และจะเพิ่มขึ้นเป็น 56.1 GB ต่อเดือนต่อรายในปี 2031 สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 22GB เกือบเท่าตัว
“ขณะที่ปริมาณทราฟฟิก เป็นตัวบ่งชี้สำคัญพบว่าความคับคั่งของการ Uplink โตเร็วกว่า Downlink ในบางกรณีเติบโตเร็วกว่าเป็นอย่างมาก โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากแอปพลิเคชั่น เพื่อใช้ในการสื่อสาร และการทำงานร่วมกันบนสมาร์ทโฟน รวมถึงการแชร์คอนเทนต์ที่สร้างขึ้น (User Generated Content-UGC) และระบบจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์”

จากการวัดผลความคับคั่งบนเครือข่ายของอีริคสัน พบว่าผู้ให้บริการ 43 รายจาก 55 ราย มีอัตราการเติบโตของการ Uplink สูงกว่า Downlink โดยผู้ให้บริการ 17 รายมีความคับคั่งของ Uplink โตสูงกว่า Downlink ถึง 1.5 เท่า
โมเดลจำลองสถานการณ์ของอีริคสันยังชี้ด้วยว่าปริมาณการใช้ AI ที่เพิ่มเข้าอาจส่งผลให้ความคับคั่งของการ Uplink ในปี 2574 สูงกว่าปี 2568 ถึง 3 เท่าตัว หรือมากกว่านั้น
ปัจจัยสำคัญมาจากการใช้งานของผู้คนทั่วโลกที่มีการใช้ AI ในการทำงาน เช่น การบันทึกเสียง และอัพโหลดขึ้น Cloud เพื่อให้ AI สรุปข้อมูล หรือการสร้างภาพและวิดีโอทำให้เกิดทราฟฟิกฝั่งขาขึ้น (Upload) มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
“การบริโภควิดีโอและเสียงที่มีความละเอียดสูง รวมถึงแอปพลิเคชั่นใหม่ ๆ ที่ต้องการแบนด์วิดต์มาก ซึ่งพฤติการณ์เหล่านี้เร่งให้ต้องปรับปรุงโครงข่ายใหม่ และต้องมีการทำ 5G Standalone (SA) เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว”
ยกเครื่องโครงข่าย
อย่างไรก็ตาม ความคับคั่งของเครือข่ายตามมาด้วยความซับซ้อนของข้อมูลที่ต้องประมวลผล ผลักดันให้ผู้ให้บริการต้องนำเอไอมาใช้ในโครงข่าย กลายเป็นโครงข่ายอัจฉริยะเพื่อรองรับความซับซ้อนของข้อมูลและแอปพลิเคชั่นยุคใหม่ ซึ่งโครงข่ายที่มีเอไอต้องการคลื่นความถี่ที่เหมาะสม จัดสรรมาเป็น 5G SA
“กลายเป็น 3 ความสัมพันธ์ที่อีริคสันกำลังเข้าไปดูแลให้ผู้ให้บริการโครงข่าย ซึ่งความสำเร็จของระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อระหว่าง Cloud, AI และ Networks โดยจะมีการนำ AI นำมาใช้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพเครือข่ายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายได้ถึง 20% (Optimization) เมื่อเทียบกับการบริหารจัดการโดยมนุษย์ เราฝังชิปในชิปเซตและอุปกรณ์วิทยุโทรคมนาคมโดยตรง เพื่อให้การตัดสินใจเกิดขึ้นได้ทันทีที่หน้างาน ลดความหน่วง และเพิ่มความเชื่อถือได้”

คลื่น 3500MHz พลิก ศก.ดิจิทัล
ผู้บริหารอีริคสันกล่าวด้วยว่า ประเทศไทยยังตั้งเป้าให้เศรษฐกิจดิจิทัลมีสัดส่วนถึง 11% ของ GDP ภายในปี 2027 ทำให้คลื่น 3500MHz เป็นทรัพยากรที่จำเป็นต่อการบรรลุวิสัยทัศน์ดังกล่าว
“การทำโครงข่ายที่เฉพาะทางจะช่วย SMEs กว่า 3.2 ล้านราย ให้ขับเคลื่อนกลยุทธ์ดิจิทัลและสร้าง Use Case ใหม่ ๆ เพื่อสร้างความแตกต่างในการแข่งขัน และเป็นฟันเฟืองสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ หรือ Industry 4.0 ซึ่งต้องการแบนด์วิดต์ที่สูงขึ้นและความหน่วงที่ต่ำ”
โดยคลื่น 3500MHz เปรียบเสมือน “ไฮเวย์” สำหรับเศรษฐกิจดิจิทัลที่ช่วยให้การไหลเวียนของข้อมูลและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในรูปแบบดิจิทัล
“ความถี่ 3500MHz ถือเป็น Mid-Band ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เป็นปัจจัยหลักที่ช่วยให้การทำงานเครือข่าย 5G Standalone (SA) มีประสิทธิภาพสูงสุด เป็นการผสมผสานที่ให้ความคุ้มค่าด้านต้นทุนมากที่สุดในการมอบประสิทธิภาพที่สูงให้ผู้ใช้ในวงกว้าง”
“เนื่องจากประเทศไทยบริโภคข้อมูลสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก ทำให้คลื่น 3500MHz จำเป็นอย่างยิ่งในการเพิ่มแบนด์วิดต์รองรับแอปพลิเคชั่นใหม่ ๆ และปริมาณทราฟฟิกที่เติบโตอย่างรวดเร็ว หากเปิดใช้คลื่นนี้ช้าจะส่งผลเสียต่อความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากขาดแคลน Capacity รองรับความซับซ้อนของแอปพลิเคชั่นยุคใหม่ การใช้คลื่นความถี่เฉพาะทางสำหรับธุรกิจล่าช้าจะสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ”
ผู้บริหารอีริคสันกล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยใช้คลื่น 2600MHz สำหรับ 5G หาก กสทช. นำคลื่น 3500MHz เข้ามาเสริมจะช่วยเติมเต็มศักยภาพของ 5G ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และคาดว่าจะมีการนำมาใช้ก่อนการมาถึงของเทคโนโลยี 6G
“หากภาครัฐบริหารจัดการราคาค่าประมูลให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม จะช่วยให้ผู้ให้บริการมีงบฯเหลือไปลงทุนพัฒนาคุณภาพโครงข่ายได้มากขึ้น”
และว่า กสทช. หรือรัฐบาลควรสร้างสมดุลระหว่างราคาค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่กับการส่งเสริมให้ผู้ให้บริการเครือข่าย มีงบประมาณเพียงพอสำหรับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน สร้างบุคลากรพัฒนาทักษะด้าน 5G, AI, IoT และ Machine Learning รวมถึงเปิดกว้างด้านนวัตกรรม ส่งเสริมให้เครือข่ายมีระบบ API แบบเปิด เพื่อให้สตาร์ตอัพและภาคอุตสาหกรรมนำขีดความสามารถของเครือข่ายไปสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้

6G กำลังมาใน 5 ปี
สำหรับเทคโนโลยี 6G จะอาศัยคลื่นความถี่สูงที่ตัดผ่านดาวเทียมสื่อสาร และโครงข่ายภาคพื้น เพื่ออุดช่องว่างด้านความถี่ และมีส่วนสำคัญคือความสามารถในการรับรู้ (Sensing Capabilities) ตรวจจับสิ่งต่าง ๆ ได้เกือบเหมือน “เรดาร์” เครือข่ายจะรับรู้วัตถุที่เคลื่อนที่เข้ามา เช่น รถยนต์ หรือวัตถุในอาคารได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์เชื่อมต่ออยู่กับตัวเลย ทำให้สนับสนุนการสื่อสารระหว่างเครื่องจักรเต็มรูปแบบ
“รถยนต์จะคุยกันเองได้ หรือคุยกับโครงสร้างพื้นฐาน และคนเดินถนนได้โดยตรง รองรับการรับรู้ทั้งในเชิง รูป รส กลิ่น เสียง จะช่วยต่อยอดสู่การสร้างเมืองอัจฉริยะ และ Use Case ใหม่ ๆ ได้อีกมาก หาก 5G เป็นถนนไฮเวย์ 6G ก็เหมือนไฮเวย์ที่มีเลนเพิ่มมากขึ้น 6G จะเป็น AI-Native มากกว่า 5G โดย AI จะเข้ามามีบทบาทในทุกส่วนของเครือข่าย เพื่อเพิ่มความฉลาดและความคล่องตัว ในการจัดการทรัพยากร”
ทั้งช่วยให้เข้าถึงคลื่นความถี่ใหม่ที่ไม่ได้ใช้ในปัจจุบัน เช่น คลื่นระดับ Sub-Terahertz แก้ปัญหาข้อจำกัดของทรัพยากรคลื่นความถี่ที่มีอยู่อย่างจำกัด และ 6G จะขยายการเชื่อมต่อให้ไม่ได้มีแค่ระหว่างอุปกรณ์กับเสาสัญญาณเท่านั้น แต่มีการเชื่อมต่อกับดาวเทียม เพื่อปิดช่องว่างของจุดที่สัญญาณเข้าไม่ถึง ให้ครอบคลุมทั่วถึงจริง ๆ
และว่าการกำหนดมาตรฐาน 6G จะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2571-2572 และน่าจะเปิดให้บริการในเชิงพาณิชย์ได้ครั้งแรก ราวปี 2573 อัตราการใช้จะแตกต่างกันออกไปในแต่ละภูมิภาคและประเทศ คาดว่าสหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) จะเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่เริ่มนำ 6G มาใช้เช่นเดียวกับการเปิดตัว 5G ที่ผ่านมา