AI ทำได้ แต่ไม่ให้ทำ บิล เกตส์ ชง “เขตสงวนงานมนุษย์” รักษาตลาดแรงงาน
บิล เกตส์ ชงไอเดีย Human Reserved สงวนงานบางประเภทไว้ให้มนุษย์ แม้ AI และหุ่นยนต์จะทำได้ เพื่อรับมือวิกฤตตลาดแรงงาน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกสร้างกรอบกำกับ AI และพิจารณาเก็บภาษี
เมื่อ AI และหุ่นยนต์พัฒนาไปถึงจุดที่สามารถ คิด พูด อ่าน เขียน จนในที่สุดก็ทำงานทางกายภาพได้แทนมนุษย์ คำถามต่อมาคือ “AI ทำอะไรไม่ได้บ้าง” แล้ว “อะไรคือสิ่งที่เราไม่ควรปล่อยให้ AI ทำ แม้มันจะทำได้ก็ตาม”
จึงเกิดเป็นแนวคิดหนึ่งที่เรียกว่า Human Reserved หรือพื้นที่ที่สงวนไว้สำหรับมนุษย์ ด้วยการเปรียบเทียบกับ “เขตอนุรักษ์ธรรมชาติ” พื้นที่ที่มนุษย์สามารถสร้างอาคารหรือถนนได้ แต่เลือกที่จะไม่ทำ เพราะความสูญเสียที่เกิดขึ้นมีค่ามากเกินไป
เมื่อ AI และหุ่นยนต์เก่งขึ้นเรื่อย ๆ สังคมอาจต้องตัดสินใจว่างานบางประเภทควรเป็นงานที่ มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่ทำ แม้ในทางเทคนิคเครื่องจักรจะสามารถทำแทนได้ก็ตาม
แนวคิดนี้เกิดขึ้นจากประสบการณ์ส่วนตัว
พ่อของบิล เกตส์ เสียชีวิตด้วยโรคอัลไซเมอร์เมื่อปี 2020
ในช่วงท้ายของชีวิต พ่อได้รับการดูแลตลอดทั้งวันทั้งคืนจากผู้ดูแลมืออาชีพ แม้ในช่วงที่พ่อสื่อสารความต้องการของตัวเองได้ยาก
ไม่สามารถบอกได้ด้วยซ้ำว่าหิว แต่ผู้ดูแลกลับรู้เสมอว่าพ่อต้องการอะไร
บิล เกตส์ บอกว่า ครอบครัวของเราจะรู้สึกขอบคุณทีมผู้ดูแลเหล่านี้ตลอดไป เพราะมีบางสิ่งที่พวกเขามอบให้ มันคือสิ่งที่เรียกว่า ‘มนุษย์’ เท่านั้น ที่สามารถมอบให้ได้และไม่มีอะไรสามารถทดแทน
“ไม่มีหุ่นยนต์ตัวไหนสามารถทำสิ่งนั้นแทนได้ และไม่ควรทำด้วย” คือเหตุผลที่ทำให้เขาเริ่มคิดถึงคำถามว่า งานไหนควรหายไปเมื่อ AI เข้ามา และงานไหนควรถูกเก็บไว้ให้มนุษย์
ยกตัวอย่างว่า สังคมอาจสงวนงานบางประเภทไว้สำหรับมนุษย์ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ เช่น หากการปล่อยให้เครื่องจักรเข้ามาทำงานแทน จะทำให้คนจำนวนมากตกงาน และคนเหล่านั้นไม่สามารถเปลี่ยนอาชีพได้ง่าย
เขายกกรณีคนอายุ 55 ปี ที่ทำงานก่อสร้างมาตลอดชีวิต หากถูกบอกว่าต้องเปลี่ยนไปทำงานดูแลผู้สูงอายุ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะคาดหวังว่าคนคนนั้นจะรู้สึกว่างานใหม่เติมเต็มชีวิต
บางกรณีเหตุผลอาจไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องของความเป็นมนุษย์
ลองนึกภาพหุ่นยนต์ ได้รับมอบหมายให้มาบอกคนไข้ว่า “คุณเป็นโรคที่รักษาไม่หาย แม้ในทางเทคนิคหุ่นยนต์จะสามารถทำหน้าที่นั้นได้
แต่เชื่อเถอะว่า “มันไม่ควรทำ”
ขอบเขตของ Human Reserved ก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันในทุกประเทศ และอาจเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา
งานบางงานอาจถูกสงวนไว้สำหรับมนุษย์ตั้งแต่วันนี้ และค่อย ๆ นำ AI เข้ามาใช้ในช่วงหลายปีหรือหลายทศวรรษ โดยมีคำมั่นว่าจะรักษาตำแหน่งงานบางส่วนเอาไว้
ส่วนบางสาขา เช่น การศึกษาและการดูแลสุขภาพจิต อาจเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์กับ AI โดยมีมนุษย์เป็นผู้รับผิดชอบ และใช้เทคโนโลยีเพื่อขยายขีดความสามารถของตัวเอง
แต่ก็ต้องยอมรับว่าแนวคิดนี้ทำให้เกิดคำถามจำนวนมาก ที่ก็ยังไม่มีคำตอบ
ใครควรเป็นผู้ตัดสินใจว่าอะไรควรถูกสงวนไว้สำหรับมนุษย์?
ควรใช้เกณฑ์อะไร?
จะป้องกันไม่ให้บริษัทหลีกเลี่ยงกฎและใช้หุ่นยนต์อยู่ดีได้อย่างไร?
และจะเกิดอะไรขึ้นกับการค้าระหว่างประเทศ หากประเทศหนึ่งอนุญาตให้หุ่นยนต์ผลิตสินค้า แต่ประเทศอื่นไม่อนุญาต?
สำหรับ บิล เกตส์ คำถามเหล่านี้ต้องได้รับการหาคำตอบผ่านกระบวนการสาธารณะ และเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค AI
เพราะ AI ครั้งนี้ไม่เหมือนเทคโนโลยีในอดีต
ตลอดชีวิตของเขา เขามักต้องการให้นวัตกรรมเกิดขึ้นเร็วกว่าเดิมเสมอ แต่ AI ทำให้เขามีความรู้สึกที่ซับซ้อนขึ้น
เขาอยากให้โลกได้รับประโยชน์จาก AI อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็อยากให้ปัญหาที่ AI จะก่อขึ้นเกิดช้าที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
แต่ปัญหาคือ ประโยชน์และปัญหากำลังมาถึงพร้อมกัน
เขาเชื่อว่าโลกจำเป็นต้องมีเวลาเตรียมตัวสำหรับช่วงเวลาที่จะเกิดความปั่นป่วนทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ
และคนที่ต้องการเวลามากที่สุดกลับเป็นคนที่มีเวลาน้อยที่สุด เช่น พนักงานบัญชีที่ถูกบอตเข้ามาแทนที่ หรือแรงงานที่มีรายได้ 20 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง ซึ่งสูญเสียงานให้กับหุ่นยนต์ที่มีต้นทุนเพียง 10 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง
ผู้สังเกตการณ์จำนวนมากมองว่าการเปลี่ยนผ่านของ AI จะคล้ายกับการเปลี่ยนแปลงในอดีต เช่น การที่งานในสหรัฐ เปลี่ยนจากภาคเกษตรกรรมไปสู่งานสำนักงาน
ซึ่งมันเปรียบเทียบกันไม่ได้
การเปลี่ยนแปลงในอดีตเกิดขึ้นตลอดหลายชั่วอายุคน และสร้างงานใหม่ที่ต้องใช้ความสามารถด้านการคิดของมนุษย์
แต่ AI สามารถเข้ามาทดแทน “ความสามารถด้านการคิด” ของมนุษย์ได้โดยตรง
AI สามารถมองเห็น ฟัง พูด และใช้เหตุผล และในท้ายที่สุดจะสามารถทำงานทางกายภาพได้อย่างราบรื่นไม่ต่างจากมนุษย์
ดังนั้นผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาคเศรษฐกิจใดภาคหนึ่ง
AI จะเข้ามาทำงานในด้านกฎหมาย บริการลูกค้า การแพทย์ ซอฟต์แวร์ และการผลิต
และจะกระทบอุตสาหกรรมเหล่านี้ภายในช่วงเวลาประมาณหนึ่งทศวรรษ ไม่ใช่หลายชั่วอายุคน
จะมีงานใหม่เกิดขึ้น แต่หากไม่มีนโยบายที่เหมาะสม จำนวนงานใหม่อาจน้อยกว่าจำนวนงานที่มีอยู่ในปัจจุบันมาก
หากมีใครมีแผนที่น่าเชื่อถือสำหรับการชะลอความก้าวหน้าของ AI ทั่วโลก เขาก็น่าจะสนับสนุน
แต่เขาก็ไม่คิดว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้น เพราะแรงจูงใจทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจกำลังผลักดันทุกฝ่ายให้เดินหน้าเต็มกำลัง
นี่คือเหตุผลที่เขาไม่ได้เสนอให้โลก “หยุด AI” แต่เสนอให้โลกเตรียมระบบสำหรับการเปลี่ยนผ่านแทน
งานจำนวนมากอาจหายไปอย่างถาวร
Gates มองว่าการว่างงานจาก AI แตกต่างจากการว่างงานตามวัฏจักรเศรษฐกิจ
เขายกตัวอย่างปี 1933 ในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ อัตราการว่างงานของสหรัฐ อยู่ที่ประมาณ 25% และยังอยู่ในระดับเลขสองหลักตลอดช่วงเวลาส่วนใหญ่ของทศวรรษ ก่อนจะฟื้นตัวเมื่อความต้องการ การลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจกลับมา
AI อาจไม่ทำให้อัตราการว่างงานสูงถึงระดับนั้น แต่ผลกระทบจาก AI จะไม่หายไปพร้อมกับวัฏจักรเศรษฐกิจ
งานที่มีความเสี่ยงมากที่สุดคือ งานระดับเริ่มต้นและระดับกลาง ขณะที่งานใหม่ส่วนใหญ่จะต้องใช้ทักษะที่ต้องใช้เวลาหลายปีในการเรียนรู้
งาน white-collar กำลังเริ่มได้รับผลกระทบแล้ว
หลังการนำ generative AI มาใช้ในวงกว้าง การจ้างงานของแรงงานอายุน้อยในงานที่มีความเสี่ยงสูงต่อการถูกแทนที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ไม่ได้ลดลงในกลุ่มแรงงานที่มีอายุมากกว่า
เชื่อว่าแนวโน้มนี้จะดำเนินต่อไป และจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงไม่กี่อาชีพ
งานขาย บริการลูกค้า งานวิศวกรรมซอฟต์แวร์ และงานผู้ช่วยด้านกฎหมายอาจเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ได้รับผลกระทบ
แต่ต่อไป AI จะเข้าไปทำงานที่ปัจจุบันยังต้องใช้แรงงานที่ผ่านการฝึกฝน เช่น การประเมินคำขอสินเชื่อ การวิเคราะห์ข้อมูล และแม้แต่การคัดกรองผู้ป่วยเบื้องต้น
บางสาขา เช่น วิศวกรรมซอฟต์แวร์ อาจสร้างความต้องการใหม่เมื่อ AI ทำให้ต้นทุนลดลง แต่งานบางประเภท เช่น การออกแบบ อาจยังทำได้ดีกว่าโดยมนุษย์
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่งานสำนักงาน
งาน blue-collar ก็จะได้รับผลกระทบเช่นกัน
แม้หุ่นยนต์จะยังตามหลัง AI อยู่ แต่ต้นทุนของหุ่นยนต์จะลดลงอย่างมากในอนาคต
Gates บอกว่าชาวอเมริกันจำนวนมากอาจไม่ได้ตระหนักว่า หุ่นยนต์สามารถใช้มือทำงานอย่างละเอียดและพัฒนารวดเร็วเพียงขนาดไหน
เพราะงานขั้นสูงจำนวนมากเกิดขึ้นในประเทศอื่น โดยเฉพาะจีน
คาดว่า “หุ่นยนต์อัจฉริยะ” จะเริ่มแข่งขันกับมนุษย์ในงานทางกายภาพบางประเภท เช่น งานก่อสร้างและงานบริการ ภายในช่วงปลายทศวรรษนี้
เมื่อ AI และหุ่นยนต์ถูกนำมาใช้ร่วมกัน อาจเกิดวงจรการแข่งขันที่เร่งตัวเอง
เมื่อบริษัทหนึ่งนำเทคโนโลยีมาใช้และลดต้นทุนจนสามารถลดราคาสินค้า คู่แข่งก็จะถูกกดดันอย่างหนักให้ทำแบบเดียวกัน
หากบริษัทเดิมไม่ยอมใช้เทคโนโลยี สตาร์ทอัพก็อาจเข้ามาแทนที่
ผู้คนจำนวนมากอาจย้ายไปทำงานอื่น แต่ความปั่นป่วนจากการตกงาน การฝึกทักษะใหม่ และการหางานใหม่จะมีนัยสำคัญ
หากไม่มีการแทรกแซง จำนวนงานดี ๆ จะลดลง ขณะที่ผลประโยชน์จาก AI อาจกระจุกตัวอยู่กับคนเพียงกลุ่มเล็ก ๆ
จึงเป็นห่วงคนหนุ่มสาวเป็นพิเศษ เพราะพวกเขากำลังเข้าสู่ตลาดแรงงานที่มีตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นน้อยลง
และคนหนุ่มสาวเองก็เข้าใจเรื่องนี้ดี เพราะเป็นกลุ่มที่ใช้ AI มากที่สุดและมองเห็นทั้งความสามารถของมันและความเร็วในการพัฒนา
เมื่อ AI สามารถทำงานได้แทบจะไร้ข้อผิดพลาด จุดเปลี่ยนสำคัญจะมาถึง เพราะ AI จะสามารถทำงานโดยไม่ต้องมีมนุษย์คอยตรวจสอบ และบริษัทต่าง ๆ จะมีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจเต็มที่ที่จะปล่อยให้ AI ทำงานเอง
นี่จะเปลี่ยนวิธีที่เรามอง งาน รายได้ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
เพราะในสังคมทุนนิยม งานไม่ได้เป็นเพียงช่องทางสร้างรายได้เพื่อซื้อสิ่งจำเป็น แต่ยังเป็นแหล่งสำคัญของศักดิ์ศรีและความสัมพันธ์ทางสังคม
เมื่อชุมชนมีการว่างงานสูง ผลกระทบก็กระจายไปทุกเครือข่าย
เมื่ออ้างถึงงานวิจัย จะพบว่า ในบางพื้นที่ของสหรัฐ การปิดโรงงานมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเพิ่มขึ้นของผู้เสียชีวิตจากการใช้ยาโอปิออยด์เกินขนาด
ดังนั้น หากแรงกดดันแบบเดียวกันเกิดขึ้นกับทั้งแรงงาน white-collar และ blue-collar ทั่วประเทศ ผลกระทบก็อาจรุนแรง
จึงต้องเริ่มคิดตั้งแต่ตอนนี้ว่า จะลดการสูญเสียงานอย่างไร เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมในความมั่งคั่งที่ AI สร้างขึ้น
การรอจนผู้คนถูกแทนที่หรือทำงานไม่เต็มเวลาแล้วจะสายเกินไป
AI จึงไม่ใช่เพียงปัญหาทางเทคโนโลยี แต่เป็น ความท้าทายเชิงโครงสร้างต่อวิธีที่เศรษฐกิจถูกจัดระเบียบ
AI ไม่ได้มีแต่เรื่องงาน แต่ยังเพิ่มพลังให้คนทำร้ายกันได้มากขึ้น
อีกความเสี่ยงคือ AI จะเพิ่มศักยภาพของผู้ไม่หวังดี
ก่อน AI จะเข้าสู่กระแสหลัก อินเทอร์เน็ตก็มีข้อมูลเกี่ยวกับวิธีสร้างระเบิด อาวุธชีวภาพ และไวรัสคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว
AI จะทำให้ทั้งการเข้าถึงข้อมูลและการนำข้อมูลไปปฏิบัติจริงง่ายขึ้น
แม้แต่อาชญากรที่มีทักษะจำกัดก็อาจสามารถโจมตีเป้าหมายได้ทุกระดับ ตั้งแต่บุคคล บริษัท ไปจนถึงรัฐบาล
การฉ้อโกงที่ใช้ AI การบิดเบือนข้อมูล deepfake และการเฝ้าระวัง จะเป็นภัยที่ผู้คนสัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน
ความสามารถของ AI กำลังถูกนำมาใช้ในการโจมตีทางไซเบอร์
ผู้เชี่ยวชาญด้าน cybersecurity ที่บิลเกตส์รู้จักต่างกังวล เพราะฝ่ายโจมตีกำลังได้รับความสามารถใหม่ ๆ ที่ทรงพลังเร็วกว่าที่ฝ่ายป้องกันจะแก้ไขช่องโหว่ได้
โมเดล AI เดียวกันที่ช่วยบริษัทค้นหาช่องโหว่ในซอฟต์แวร์เพื่อแก้ไข ก็สามารถช่วยอาชญากรใช้ประโยชน์จากช่องโหว่นั้นได้
โครงสร้างพื้นฐานที่มีความเสี่ยงมีตั้งแต่โรงพยาบาล สถาบันการเงิน ระบบน้ำ ระบบไฟฟ้า ไปจนถึงระบบจัดการสวัสดิการของรัฐบาล
และเมื่อระบบเหล่านี้ถูกโจมตี ผู้ที่ต้องรับผลกระทบคือผู้ป่วย ลูกค้า และประชาชนที่พึ่งพาสวัสดิการ
ความเสี่ยงเดียวกันเกิดขึ้นกับ bioterrorism
AI สามารถช่วยสร้างยาและวัคซีนที่ช่วยชีวิตคน แต่ในเวลาเดียวกันก็อาจทำให้การออกแบบโรคร้ายแรงชนิดใหม่ง่ายขึ้น
ขณะเดียวกัน เครื่องมือ AI ยังสามารถเพิ่มอำนาจให้รัฐบาลที่มีอำนาจอยู่แล้ว เช่น อาวุธอัตโนมัติอาจทำให้รัฐบาลสามารถใช้กำลังร้ายแรงได้โดยไม่ต้องมีมนุษย์อยู่ในกระบวนการตัดสินใจ
การติดตามและชักจูงความคิดเห็นสาธารณะจะง่ายขึ้น ถูกลง และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
และในอนาคต ความเสี่ยงอาจไม่ได้มาจากมนุษย์เพียงอย่างเดียว เพราะระบบ AI เองก็แสดงพฤติกรรมที่นักออกแบบไม่ได้ตั้งใจเป็นครั้งคราวอยู่แล้ว
เมื่อโมเดลมีความสามารถมากขึ้น Gates เตือนว่า AI อาจเริ่มดำเนินการขัดกับผลประโยชน์ของมนุษย์ และเราอาจสูญเสียการควบคุม
อีกความเสี่ยงคือ AI อาจเปลี่ยนวิธีที่เด็กเติบโต
เป็นห่วงผลกระทบของ AI companion ต่อพัฒนาการทางสังคมของเด็กและเยาวชน
เพราะเติบโตใน Seattle และไม่ได้มีเพื่อนมากนัก ต้องใช้ความพยายามรวบรวมความกล้า ถึงจะได้รับความช่วยเหลือเพื่อพัฒนาทักษะทางสังคม
แต่หากตอนนั้นมี AI companion เข้ามา เขาก็อดสงสัยว่าตัวเองไม่ได้ว่า จะพยายามพัฒนาทักษะเหล่านั้นมากเท่าเดิมหรือไม่
เพราะ AI พูดกับผู้ใช้ในแบบที่ทำให้รู้สึกสบายใจ ไม่ผลักผู้ใช้ออกจากพื้นที่ปลอดภัย พร้อมอยู่เสมอ และไม่โกรธ
สิ่งนี้ทำให้ AI มีศักยภาพที่จะกลายเป็นสิ่งเสพติด และอาจทำให้มนุษย์พลาดบทเรียนที่เกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น
หลักฐานเรื่องนี้ยังมีไม่มากและผลการศึกษายังผสมกันอยู่
ยกตัวอย่างงานศึกษาผู้ใช้ AI companion มากกว่า 1,100 คนโดยนักวิจัยจาก Stanford และ Carnegie Mellon พบว่าคนที่มีเครือข่ายทางสังคมเล็กกว่า มีแนวโน้มใช้แชตบอตเพื่อเป็นเพื่อนมากกว่า และยิ่งใช้งานหนักและมีความเป็นส่วนตัวทางอารมณ์มากขึ้น ผู้ใช้ก็ยิ่งรู้สึกแย่ลง
อย่างงานศึกษาของ Jonathan Haidt ในหนังสือ The Anxious Generation เปรียบเทียบเด็กที่เผชิญความเสี่ยงเล็ก ๆ เป็นประจำ กับต้นไม้เล็กที่ต้องเผชิญลม เพราะประสบการณ์เหล่านั้นช่วยให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่รับมือกับความเสี่ยงที่ใหญ่ขึ้นได้
ตรงกันข้าม กับเด็กที่เติบโตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ได้รับการปกป้องมากเกินไปอาจรับมือกับความวิตกกังวลได้ยากเมื่อโตขึ้น
สำหรับ AI companion ที่ออกแบบมาเพื่อไม่ทำให้ผู้ใช้ไม่พอใจคือ “เรือนกระจกที่ได้รับการปกป้อง”
เตือนว่าโลกกำลังเริ่มเข้าใจผลกระทบของอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียต่อเด็ก ทั้งการใช้งานแบบควบคุมไม่ได้ การนอนหลับที่ถูกรบกวน การกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ และการเข้าถึงเนื้อหาที่เป็นอันตราย
AI อาจขยายความเสี่ยงเหล่านี้ด้วยการทำให้เนื้อหามีความโน้มน้าวใจมากขึ้นและหลีกหนีได้ยากขึ้น
ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และนอร์เวย์กำลังออกมาตรการคุ้มครองเด็กบนโลกออนไลน์ ขณะที่จีนดำเนินการไปไกลกว่า โดยจำกัด AI companion ในวงกว้าง ห้ามการออกแบบที่ส่งเสริมการพึ่งพาทางอารมณ์ และห้ามญาติเสมือนจริงกับคู่รักเสมือนจริงสำหรับผู้เยาว์
อีกทั้งเรื่องการศึกษา
เครื่องมือเดียวกันที่สามารถทำให้คนเรียนรู้ได้มากกว่าที่เคย อาจทำให้คนจำนวนมากเรียนรู้น้อยลง
ผลสำรวจเบื้องต้นชิ้นหนึ่งพบว่าการใช้ AI มากขึ้นมีความสัมพันธ์กับทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ที่ลดลง โดยผลกระทบชัดเจนกว่าในกลุ่มคนอายุน้อย
มองว่านี่เป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดที่มนุษย์จะสูญเสียทักษะดังกล่าว เพราะในยุคของ deepfake และข้อมูลบิดเบือนที่สามารถปรับแต่งให้เหมาะกับแต่ละบุคคล ความสามารถในการแยกแยะว่าอะไรจริงหรือไม่จริงจะกลายเป็นทักษะชีวิตที่จำเป็น
อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่ายังไม่มีคำตอบตายตัวว่าเส้นแบ่งของปัญหาด้านจิตสังคมควรอยู่ตรงไหน
ในบางกรณี AI อาจช่วยให้คนเข้าใจวิธีพัฒนาความสัมพันธ์กับมนุษย์ได้ดีขึ้น และอาจเป็นช่องทางเดียวในการติดต่อกับโลกภายนอกสำหรับผู้สูงอายุที่โดดเดี่ยวหรือผู้ที่มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหว
ไม่ว่าเส้นแบ่งจะอยู่ตรงไหน บิล เกตส์ เชื่อว่า มนุษย์ควรเป็นผู้ตัดสินใจอย่างตั้งใจว่าจะวางเส้นนั้นไว้ที่ใด