เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

เทรนด์เทคโนโลยี-ธุรกิจปี’64 “นูทานิคซ์” ย้ำสิ่งที่องค์กรต้องรู้

06 ก.พ. 2564 | 10:26น.

หากองค์กรจะนำประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2563 มาปรับใช้กับกลยุทธ์ธุรกิจในปี 2564 ต้องตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงทั้งมหภาคและจุลภาค ซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และทวีความซับซ้อนขึ้น ความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวจึงต้องเป็นแกนหลักของแนวคิดทางธุรกิจ

“ทวิพงศ์ อโนทัยสินทวี” ผู้จัดการประจำประเทศไทย นูทานิคซ์ กล่าวว่า ปี 2563 เป็นปีแห่งความตื่นตระหนกและเกิดการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว พลิกโฉมการทำงาน และวิธีนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อรองรับความปกติใหม่องค์กรที่ปรับตัวได้เร็วก็จะฝ่าวิกฤต พาตนเองขึ้นมาอยู่แถวหน้าได้ แต่ถ้าปรับตัวได้ไม่ทัน และสูญเสียความสามารถทางการแข่งขันก็ต้องเร่งปรับตัว และนำระบบดิจิทัลมาใช้เพื่อความอยู่รอด

ในปี 2564 การเร่งความพร้อมทางดิจิทัลจะยังดำเนินต่อไปเพื่อกำหนดรูปแบบทางเทคโนโลยีและธุรกิจ โดย “นูทานิคซ์” ได้คาดการณ์เทรนด์สำคัญที่จะมีอิทธิพลต่อรูปแบบธุรกิจและเทคโนโลยีในปีนี้ เพื่อช่วยให้องค์กรเตรียมการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้

1.กลยุทธ์ที่ใช้ต้องยืดหยุ่นและคล่องตัว เนื่องจากต้องทบทวนปรับปรุงกลยุทธ์บ่อยขึ้น เพื่อรับมือกับเรื่องนี้ องค์กรต้องมีความคล่องตัวที่ช่วยให้ปรับกลยุทธ์และการใช้จ่ายต่าง ๆ ได้ถี่ขึ้น

เพื่อให้แน่ใจว่าตอบสนองต่อสถานการณ์ระดับมหภาคได้ความต้องการในการใช้ “ไอทีแบบเดิม” ที่ใช้เงินลงทุนมากจะแทนที่ด้วยความคล่องตัวของระบบการผลิตและส่งสินค้า

ทำให้เกิดความคล่องตัวในลักษณะนี้ได้ องค์กรขนาดใหญ่และภาครัฐจึงใช้รูปแบบซับสคริปชั่น(subscription models) มากกว่าทำสัญญาระยะยาวผูกมัดกับผู้ขายเทคโนโลยี เพื่อให้มั่นใจว่าจะปรับเปลี่ยนและสร้างสิ่งใหม่ได้แม้ต้องเผชิญความไม่แน่นอน

รูปแบบการซื้อตามการใช้งาน (pay-as-you-grow) ส่งเสริมกลยุทธ์ “fail fast” (ล้มเร็ว ลุกไว) สร้างความสมดุลให้การสร้างนวัตกรรมที่จำเป็นกับความจำเป็นในการลดปัจจัยเสี่ยง

2.การนำพาองค์กรสู่ดิจิทัล ไม่ใช่บทบาทหน้าที่ของกรรมการผู้จัดการฝ่ายสารสนเทศ (CIO) แต่เป็นสิ่งสำคัญสูงสุดของผู้บริหารทุกฝ่าย ซึ่งจำเป็นต้องนำเทคโนโลยีมาปรับใช้กับรูปแบบการทำงานใหม่

เพราะสภาพแวดล้อมและความคาดหวังของผู้คนเปลี่ยนไป ในประเทศไทยพระราชบัญญัติการบริหารงาน และการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล พ.ศ. 2562 กำหนดให้หน่วยงานรัฐต้องเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันผ่านศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลางภาครัฐ (GDX) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการทำ digitization

ทั้งนี้พลังของ “ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น” ได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วนของธุรกิจ และจะยังเป็นหนึ่งในความสำคัญสูงสุดตลอดปี 2564 โดยความสามารถทางดิจิทัลในระดับที่เหมาะสมจะยังสำคัญต่อความคล่องตัวและความอยู่รอดของธุรกิจ

3.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเป็นประเด็นที่มีการถกกันอีกครั้ง และนวัตกรรมทางเทคโนโลยีจะมีบทบาทสำคัญในการหาแนวทางแก้ไข และมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่าง ๆ

ดังนั้นการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลจึงจำเป็นต้องทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นที่ต้องคำนึงถึงมุมมองด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบด้วย

เหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศจะกระทบต่อซัพพลายเชน และโรงงานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยง โซลูชั่นใหม่ ๆ เช่น เอดจ์คอมพิวติ้ง และ IOT จะมีบทบาทสำคัญ มีการนำเทคโนโลยีไปใช้ในอุตสาหกรรมการผลิต การเกษตร การติดตามการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนในสถานการณ์จริง เป็นต้น

4.คลาวด์ จะถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางCIO จะยืนหยัดใช้กลยุทธ์ไฮบริดและมัลติคลาวด์ บริษัทหลายแห่งในเอเชีย-แปซิฟิก และญี่ปุ่นที่ต้องการมุ่งสู่คลาวด์เป็นรายแรก ๆ กำลังจับคู่ทำงานร่วมกับบริษัทในอเมริกา

ซึ่งตระหนักมาหลายปีแล้วว่าแอปพลิเคชั่นหลายตัวที่มีความสำคัญมากต่อการดำเนินธุรกิจ ไม่เหมาะทำงานบน “พับลิกคลาวด์” บริษัทต่าง ๆ ต้องการความสามารถเสมือนคลาวด์ (cloud-like) แต่ต้องมีทางเลือกและความยืดหยุ่น

“เราเห็นองค์กรทั่วโลกเริ่มปรับแอปพลิเคชั่นของตนให้ทันสมัยและเปลี่ยนไปใช้กลยุทธ์ cloud first และมักเจอทางตันเมื่อพบว่าแอปพลิเคชั่นหลักไม่สามารถปรับเปลี่ยนเป็นโมเดลที่ใช้กับคลาวด์ได้และสร้างค่าใช้จ่ายให้องค์กร”

กลยุทธ์ไฮบริดและมัลติคลาวด์เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างสมดุลให้กับความคล่องตัวของคลาวด์ และประหยัดค่าใช้จ่าย สอดคล้องกับผลสำรวจ Nutanix Enterprise Cloud Index 2020

ในส่วนของไทยระบุว่า 76% ของผู้ตอบแบบสำรวจเห็นด้วยว่าการใช้ไฮบริดคลาวด์ที่ผสมผสานการใช้พับลิกและไพรเวตคลาวด์/ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นรูปแบบการใช้งานที่เหมาะสม และ 67% คาดการณ์ว่าอีก 5 ปีจากนี้จะใช้ไฮบริดคลาวด์เท่านั้น

ข้อมูลจาก The Cloud Readiness Index (CRI) 2020 โดย Asia Cloud Computing Association (ACCA) ยังระบุความพร้อมการใช้คลาวด์ของประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 9

“กลยุทธ์ไฮบริดและมัลติคลาวด์ช่วยให้ธุรกิจคล่องตัว องค์กรต่าง ๆ จะเรียนรู้การใช้มุมมองระยะยาวและหลีกเลี่ยงที่จะโดนล็อกอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่อาจใช้ไม่ได้ผลในอีก 3-6 เดือน หากอยู่ ๆ โลกเปลี่ยนแปลงกะทันหันจากสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เทคโนโลยี