เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

“การบินไทย” เร่งปั๊มรายได้ ชี้ “อัตราแลกเปลี่ยน” ปัจจัยเสี่ยงธุรกิจการบิน

16 พ.ค. 2567 | 09:29น.
Thai Airways

Thai Airways

ในช่วงไตรมาส 1/2567 บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ยังคงดำเนินการตามแผนฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง

โดยมีรายได้รวม 45,955 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,448 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 10.7% จากช่วงเดียวกันของปี 2566 จากการขนส่งผู้โดยสารเพิ่มขึ้น มีเครือข่ายเส้นทางการบินให้บริการครอบคลุม 59 จุดบิน ใน 24 ประเทศทั่วโลก

รวมถึงเพิ่มความถี่เที่ยวบินไปสู่จีน และเส้นทางที่ได้รับความนิยมอื่น ๆ เช่น โอซากา ฮ่องกง สิงคโปร์ ไทเป และเปิดเส้นทางบินใหม่สู่เมืองอิสตันบูล สาธารณรัฐทูร์เคีย เมื่อ 1 ธันวาคม 2566

ขณะที่กำไรสุทธิลดลงจาก 12,523 ล้านบาท เหลือเพียง 2,423 ล้านบาท หรือลดลงถึง 10,100 ล้านบาท หรือ 80.7% จากช่วงเดียวกันของปี 2566

รายได้บวก-กำไรสุทธิร่วง

“ชาย เอี่ยมศิริ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) บอกว่าการบินไทยยังคงมุ่งมั่นในการฟื้นฟูกิจการ โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการต้นทุน และการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพื่อให้รับมือกับความท้าทายและความผันผวนทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

ชาย เอี่ยมสิริ
ชาย เอี่ยมสิริ

สำหรับผลประกอบการไตรมาส 1/2567 ที่ผ่านมานั้น หากดูตัวเลขการดำเนินงานจะพบว่าการบินไทยมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงินไม่รวมรายจ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียว 11,075 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี 13,034 ล้านบาท

แต่ด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่างทำให้ตัวเลข “กำไรสุทธิ” ลดลงมาเหลือ 2,423 ล้านบาท

โดยปัจจัยที่มีผลกระทบต่อกำไรสุทธิในไตรมาส 1/2567 มี 2 เรื่องหลักคือ 1.ค่าเงินบาทที่อ่อนค่า ทำให้การบินไทยขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจำนวนถึง 5,372 ล้านบาท ประกอบด้วย ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ยังไม่เกิดขึ้น (Unrealized FX Loss) จำนวน 6,249 ล้านบาท จากการอ่อนค่าของเงินสกุลบาทต่อเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐและยูโร

ทำให้มูลค่าเงินกู้ สินทรัพย์ และหนี้สินต่างประเทศเพิ่มขึ้น

และ 2.จากการด้อยค่าของเครื่องบินและสินทรัพย์สิทธิการใช้และอุปกรณ์การบินหมุนเวียน รวม 3,338 ล้านบาท จากเครื่องบินจำนวน 18 ลำที่อยู่ระหว่างการจัดทำสัญญากับผู้ซื้อ ซึ่งผู้ซื้อเสนอซื้อในราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี

“แม้ว่ารายได้จะเติบโตขึ้นเกือบ 5,000 ล้านบาท แต่ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนและค่าด้อยราคาเครื่องบินนั้นได้ส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิอย่างมาก”

“อัตราแลกเปลี่ยน” น่ากลัวที่สุด

ซีอีโอการบินไทยให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า ความเสี่ยงของธุรกิจการบินที่น่ากลัวที่สุดในช่วงไตรมาส 2/2567 คืออัตราแลกเปลี่ยน (Unrealized FX Loss) ซึ่งเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ และส่งผลกระทบโดยตรงต่อหนี้สินที่เป็นดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะส่งผลต่อตัวเลขกำไรสุทธิ

พร้อมบอกว่าในไตรมาส 2 ปีนี้ และไตรมาสต่อไป การบินไทยจะไม่มีบันทึกด้อยค่าเครื่องบินและสินทรัพย์ที่หนัก ๆ แล้ว เพราะเครื่องบินเก่าที่รอการขายของการบินไทยหมดสต๊อกแล้ว จะเหลือเพียงในส่วนของเครื่องยนต์ สำนักงานที่ฮ่องกง เชียงใหม่ และพิษณุโลกที่ประกาศขายอยู่ แต่จะไม่มีนัยสำคัญทางบัญชีแล้ว

“ถ้าถามตอนนี้ระหว่างราคาน้ำมันกับอัตราแลกเปลี่ยนนั้น ผมว่าอัตราแลกเปลี่ยนน่าวิตกกว่ามาก เพราะมีผลต่อกำไรสุทธิ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เราก็พยายามบริหารจัดการทางการเงินให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เช่น หากมีรายได้เป็นเงินเยนก็พยายามจ่ายออกเป็นเงินเยน เป็นต้น”

คืบหน้าดีกว่าแผนฟื้นฟู

นอกจากนี้ ในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา การบินไทยยังคงเดินหน้าปรับปรุงประสิทธิภาพฝูงบิน และขยายเส้นทางบินต่อเนื่อง โดยรับมอบเครื่องบินแบบแอร์บัส A350-900 จำนวน 3 ลำ ตามแผนการจัดหาฝูงบินปัจจุบัน

พร้อมเพิ่มความถี่ของเที่ยวบินไปยังฮ่องกง สิงคโปร์ ไทเป กาฐมาณฑุ มะนิลา ภูเก็ต ซิดนีย์ โตเกียว (นาริตะ) และกลับมาให้บริการไปยังเมืองเพิร์ท (ออสเตรเลีย) และเมืองโคลัมโบ (ศรีลังกา) ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2567 เป็นต้นมา

รวมถึงปรับปรุงโครงสร้างกลุ่มธุรกิจการบิน โดยรับโอนเครื่องบินแบบแอร์บัส A320-200 จำนวน 4 ลำสุดท้ายจากไทยสมายล์ แอร์เวย์ ในเดือนมกราคม 2567 และให้บริการเส้นทางในประเทศเพิ่มเติม ได้แก่ เชียงราย ขอนแก่น อุบลราชธานี กระบี่ หาดใหญ่ และนราธิวาส (หยุดบินนราธิวาสตั้งแต่ 31 มีนาคม 2567)

ทั้งนี้ หากเทียบกับแผนฟื้นฟูถือว่าการดำเนินงานจริงดีกว่าแผนฟื้นฟูอย่างมาก

เพิ่มเครื่องบิน-ขยายเน็ตเวิร์ก

สำหรับในส่วนของฝูงบินนั้น ปัจจุบันการบินไทยมีฝูงบินรวม 73 ลำ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2566 จำนวน 8 ลำ และมีแผนรับมอบเครื่องบินใหม่เข้ามาเพิ่มอีกจำนวน 6 ลำ ภายในสิ้นปี 2567 ซึ่งเป็นไปตามแผนจัดหาเครื่องบินเดิมของการบินไทย

ส่วนแผนการจัดซื้อเพิ่มเติมจำนวน 45 ลำนั้น ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการประเมิน และเลือกว่าการบินไทยมีความต้องการใช้เครื่องบินแบบไหนบ้าง โดยส่วนนี้คาดว่าลอตแรกจะเริ่มทยอยเข้ามาตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป

โดยในช่วงไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ซึ่งเป็นช่วงโลว์ซีซั่นนี้ การบินไทยจะโฟกัสตลาดหลักอย่างจีน อินเดีย ซึ่งเป็น 2 ตลาดใหญ่ที่ได้รับอานิสงส์จากมาตรการวีซ่าฟรีของรัฐบาล โดยมีแผนเพิ่มจุดที่ 10 ไปยัง “อมฤตสาร์” เมืองการค้าทางเหนือของอินเดีย จากปัจจุบันที่ให้บริการสู่ 9 เมืองหลักแล้ว

ขณะที่ตลาดจีนการบินไทยมีแผนเพิ่มความถี่ในบางจุดบิน (ปัจจุบันให้บริการ 5 จุดบิน) เช่น เพิ่มความถี่สู่ปักกิ่ง จากจำนวน 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เป็น 10 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เพิ่มความถี่สู่เซี่ยงไฮ้ จาก 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เป็น 11 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ รวมถึงอยู่ระหว่างเตรียมเปิดเส้นทางบินสู่เมืองเซี่ยเหมิน เป็นต้น

เช่นเดียวกับตลาดญี่ปุ่นที่มีแผนเพิ่มความถี่สู่สนามบินฮาเนดะ และโฮซากา จากจำนวน 2 เที่ยวบินต่อวัน เป็น 3 เที่ยวบินต่อวัน และล่าสุดการบินไทยได้เปิดเส้นทางบินสู่เมืองเพิร์ท ซึ่งเป็นเส้นทางที่ 3 ของออสเตรเลียแล้ว นอกจากนี้ ยังมีแผนเปิดเส้นทางสู่เมืองมิลาน (อิตาลี) และเมืองออสโล (นอร์เวย์) ด้วย

ปรับโครงสร้างทุนเป็นบวก

นอกจากนี้ ในปี 2567 การบินไทยมีแผนจะดำเนินการปรับโครงสร้างทุนให้เสร็จตามแผนฟื้นฟู โดยมีเป้าหมายทำให้ส่วนทุนเป็นบวก เพื่อให้หลักทรัพย์ของการบินไทยกลับมาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯได้อีกครั้ง

และด้วยแนวโน้มภาพรวมที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจนนี้ ทำให้เชื่อมั่นว่า “การบินไทย” จะกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งและสร้างกำไรที่ดีในอนาคตได้